อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม 2562

กรุงเทพฯ-9เมืองใหญ่จมบาดาล ผลโลกร้อน-น้ำแข็งละลาย

สัปดาห์นี้ชวนดูภัยคุกคามจากภาวะโลกร้อน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย และน้ำแข็งบนแผ่นดินละลายหมด ระดับน้ำสูงขึ้น จนหลายเมืองอาจจมอยู่ใต้น้ำ รวมถึงกรุงเทพและหลายเมืองในไทย หากเราไม่ลงมือทำอะไรเลย พุธที่ 15 พฤษภาคม 2562 เวลา 08.00 น.

 
รายงานจากคณะกรรมการของสหประชาชาติ (UN) ด้านความร่วมมือระหว่างรัฐบาล เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก (IPCC) เตือนว่า จากอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศในปัจจุบัน ในปี 2573 อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกอาจเพิ่มสูงขึ้น 1.5 องศาฯ เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม และจะทำให้เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ เช่น ภาวะแห้งแล้งจากไฟป่า อากาศร้อนจัด หนาวจัด พายุรุนแรง ขาดแคลนอาหารทั่วโลก ผู้คนล้มตาย หลายล้านสายพันธุ์ถึงแก่การสูญพันธุ์ และที่สำคัญ “น้ำท่วมใหญ่ ซึ่งกรุงเทพ และหลาย ๆ เมืองทั่วโลก ที่อาจจะจมอยู่ใต้น้ำ”
 
โดยการละลายของน้ำแข็งบนพื้นดิน มีส่วนสำคัญที่จะเพิ่มระดับน้ำในทะเล ซึ่งการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เป็นผลมาจากการละลายของน้ำแข็งที่อยู่บนบก บนทวีป 2/3 ส่วน อีก 1/3 ส่วนเกิดจากการขยายตัวของปริมาตรน้ำในมหาสมุทรตามอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น
 
ผลการศึกษาของ Christian aid NGO ในอังกฤษระบุว่า มี 8 เมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้ชายฝั่งเสี่ยงจมใต้ทะเล ได้แก่ ลอนดอน เซี่ยงไฮ้ จาการ์ต้า ฮิวส์ตัน มะนิลา ธากา ลากอส และกรุงเทพฯ ซึ่งในประเทศไทยนั้น หากน้ำแข็งแผ่นดินกรีนแลนด์ละลายหมด น้ำทะเลจะสูงขึ้น 7 เมตร ทำให้นอกจากกรุงเทพฯ ยังมีอีกหลายจังหวัดที่จะจมไปด้วย เช่น อยุธยา สระบุรี ลพบุรี ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรสาคร
 


ไม่นานมานี้ อินโดนีเซียได้ประกาศครั้งสำคัญเตรียมย้ายเมืองหลวง หนีน้ำท่วม และความแออัด จาการ์ตาตั้งอยู่บนจุดที่แม่น้ำ 13 สายมาบรรจบกัน มีประชากรหนาแน่นที่กว่าครึ่งต้องอาศัยขุดเจาะน้ำบาดาลมาใช้ เมืองหลวงแห่งนี้เป็นหนึ่งในเมืองที่ทรุดตัวเร็วที่สุดในโลก โดยมีอัตราการจมลงของเมืองอยู่ที่ 25 ซม. ทุกปี มีการคาดการณ์ว่าปี 2593 เมืองอาจจมอยู่ใต้น้ำ
 
ขณะที่กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเพียง 1.5 เมตร จะได้รับผลกระทบจากน้ำที่เพิ่มขึ้น เกินครึ่งของเมืองอาจจมน้ำในอีก 15 ปีข้างหน้า เนื่องจากการขยายตัวของเมือง สิ่งปลูกสร้างที่เพิ่มขึ้นกดน้ำหนักลงพื้นดิน และการวางผังเมืองที่ไม่มีประสิทธิภาพ

ยิ่งเลวร้ายไปกว่านั้น ผลการศึกษาของ Emerging Markets Forum เผยว่า จากอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกในปัจจุบัน จะทำให้ในปี 2643 อุณหภูมิโลกอาจสูงถึง 4.9 องศาฯ ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นกว่า 50 ซม. ส่งผลให้ประมาณ 20 เมืองอาจจมใต้น้ำ ซึ่ง 15 เมืองในจำนวนนี้อยู่ในทวีปเอเชีย
 
เป็นที่ทราบกันดีว่าภาวะโลกร้อน เกิดจากที่การกระทำของมนุษย์ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น เช่น การเผาไหม้ การปล่อยควัน ก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนไดออกไซด์ และการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งส่งผลกระทบให้เราได้เห็นแล้วในปัจจุบันนี้ ทั้งปัญหาสภาพอากาศแปรปรวน คลื่นความร้อน ความหนาวจัด  หมอกควันพิษ น้ำแข็งขั้วโลกละลาย น้ำทะเลสูงขึ้นและอุณหภูมิสูงขึ้น ฝนและพายุแรงขึ้น ที่ส่งผลร้ายต่อสิ่งมีชีวิต และมนุษย์อย่างมาก 
 


อุณหภูมิของโลกเฉลี่ยในปัจจุบันเพิ่มขึ้นไปแล้วประมาณ 1 องศาฯ เหนือระดับอุณหภูมิก่อนยุคอุตสาหกรรมและและจากคำเตือนของ UN ถ้าหากอุณหภูมิโลกเฉลี่ยร้อนเกินกว่า 1.5 องศาฯ เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม โลกจะต้องเกิดภัยพิบัติหลาย ๆ อย่างตามมา จึงต้องเร่งอาศัยความร่วมมือของทุกประเทศทั่วโลก
 
ข้อตกลงที่เกี่ยวกับการแก้ไขสภาพอากาศ คือ ข้อตกลงปารีส ที่กำหนดว่าแต่ละประเทศจะต้องช่วยกันควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาฯ เหนือระดับอุณหภูมิช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม IPCC เสนอว่า เราควรรักษาอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาฯ เพราะ 2 องศาฯ นั้นถือว่ารุนแรงมากเกินไป และอาจทำให้ปะการังตายหมดทั่วโลก ถือเป็นเรื่องช็อกเมื่อ “ทรัมป์” ประกาศถอนตัวจากข้อตกลงนี้ โดยอ้างว่าข้อตกลงนี้ไม่เป็นธรรมแก่สหรัฐฯ
 


การแก้ไขปัญหาโลกร้อนและลดก๊าซเรือนกระจก จะต้องอาศัยความเปลี่ยนแปลงในการใช้พลังงาน การคมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรม การอยู่อาศัยในเขตเมือง การเร่งเพิ่มต้นไม้ละพื้นที่สีเขียว หยุดใช้เชื้อเพลิงและพลังงานที่ก่อก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอน เช่น ฟอสซิล พลังงานถ่านหิน และน้ำมัน และเปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทน เป็นต้น
 
ทุกประเทศรวมถึงประเทศไทย จะต้องร่วมมือกันเร่งมาตรการแก้ไข และให้ความสำคัญปัญหาโลกร้อนเหนือสิ่งอื่นใด ให้สอดคล้องกับข้อตกลงปารีสโดยเร็วที่สุด ก่อนที่จะสายเกินไป และทำให้หลายเมืองในโลกและในไทยจมอยู่ใต้น้ำ.
………………………
คอลัมน์ : พุ่มไม้ใบบัง
โดย “ร่มธรรม ขำนุรักษ์”
ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก : Pixabay

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    89%
  • ไม่เห็นด้วย
    11%