อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม 2562

คืนใบอนุญาตทีวีดิจิทัล7ช่อง ชดเชย3หมื่นล้านไถ่บาปใคร

สัปดาห์นี้เปิดค่าชดเชยที่จ่ายให้ทีวีดิจิทัลที่คืนใบอนุญาต 7 ช่อง รวม 31,000 ล้านบาท ราคาความล้มเหลวของ กสทช. ที่ตัดสินใจพลาดในอดีต เหตุปล่อยประมูลครั้งเดียว 24 ช่องรวดเดียว พฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม 2562 เวลา 08.00 น.


ประวัติศาสตร์วงการโทรทัศน์ไทยต้องจารึกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในวันศุกร์ที่ 10 พ.ค. 62 ซึ่งเป็นเส้นตายที่  สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รับคืนใบอนุญาตให้บริการช่องทีวีดิจิทัล ตามเงื่อนไขที่ระบุในคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2562 เรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
 
เมื่อถึงเวลาที่ขีดเส้นตายมีผู้ขอคืนใบอนุญาตช่องทีวีดิจิทัลทั้งหมด 7 ช่อง ได้แก่ ไบร์ททีวี หมายเลข 20, วอยซ์ทีวี หมายเลข 21, MCOT family หมายเลข 14, ช่อง 13 Family ช่อง 28 “3SD”, สปริงนิวส์ หมายเลข 19 และสปริง หมายเลข 26 ของกลุ่มเนชั่นฯ



หลังจากที่เจ้าของช่องเหล่านี้ ต้องทนแบกหนี้หลังอานมา 5 ปี นับหมื่นล้านบาท...
 
อันที่จริงการขอคืนใบอนุญาตนั้นพูดกันมานาน เกือบจะเรียกว่าหลังจากผู้ประกอบการเหล่านี้ได้รับใบอนุญาตมาไม่นาน เพราะเริ่มเห็นเค้าลางว่าจะไปไม่รอดแน่ ๆ ตอนนั้นมีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงคัดค้านแต่ดูน้ำหนักจะออกไปทางเสียงคัดค้านเป็นส่วนใหญ่ เรื่องก็เลยซา ๆ ลงไป แต่ก็ยังมีความเคลื่อนไหวผู้ประกอบการที่ยังผลักดันเรื่องนี้อย่างเงียบ ๆ กระทั่งก่อนการเลือกตั้งไม่กี่วัน คสช. ก็ใช้ ม.44 อุ้มผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล หลังจากใช้ ม.44 ดูเหมือนว่าทุกอย่างก็เดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว

ว่ากันว่า...เบื้องหลังประกาศฉบับนี้ออกมา เพราะกลุ่มนายทุนทีวีดิจิทัลได้รวมหัวจะไม่ยอมจ่ายค่าเช่าโครงข่ายให้กับสถานีโทรทัศน์ของรัฐช่องหนึ่งที่เป็นเจ้าของโครงข่าย ทำให้ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก
 
ขณะเดียวกันก็มีบรรดาขาใหญ่ในวงการทีวีดิจิทัล ล็อบบี้ผลักดันให้ มีคำสั่ง ม.44 ออกมา แถมขอผลประโยชน์เพิ่มมากกว่าการเรียกร้องในช่วงแรกหลายเท่า ในที่สุดก็ได้ตามที่ขอไปทุกอย่าง งานนี้ผู้ประกอบการหลาย ๆ ช่องที่ได้คืนเงินเอามาล้างหนี้ได้เลย แถมเมื่อได้โบนัสเป็นเม็ดเงินก้อนโตจาก กสทช. จะทำให้ตัวเลขทางบัญชีดูดีขึ้น นั่นย่อมส่งผลให้บริษัทที่เป็นเจ้าของทีวีดิจิทัลหลายรายที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ “ราคาหุ้น” ดีขึ้นตามไปด้วย
 


ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงเกิดจากกรรมการ กสทช. ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการประมูลทีวีดิจิทัล เมื่อปี 2556 หรือเมื่อ 5 ปีก่อนที่แล้ว ทุกวันนี้ยังมีบางคนที่คนยังเป็นกรรมการ กสทช. อยู่ แต่กลับไม่แสดงความรับผิดชอบใด ๆ กับการตัดสินใจที่ผิดพลาดในอดีต ทั้งที่ในครั้งนั้นมีผู้เชี่ยวชาญหลายคนทักท้วงแล้วว่า การประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัลพร้อมกันทีเดียว 24 ช่อง เสี่ยงต่อการแข่งขันอย่างรุนแรง ควรจะทยอยประมูลหลาย ๆ ครั้งแทน แต่กรรมการ กสทช. ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้มีการประมูลกลับไม่ฟัง เสียงทักท้วง แถมยังดึงดันที่จะให้มีการประมูลครั้งเดียว 24 ช่อง เพียงแค่หวังจะได้เม็ดเงินจากการประมูลสูง ๆ ในที่สุดก็เป็นอย่างที่เห็น

ความผิดพลาดที่สำคัญอีกข้อหนึ่งคือ กสทช. มองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การแพร่ภาพการรับชมที่กำลังก่อตัวขึ้นและมาเร็วกว่าที่คาด ทั้งๆ ที่ กรรมการหลาย ๆ คนเดินทางไปดูงานต่างประเทศนับครั้งไม่ถ้วน
 
ผู้ประกอบการเองก็คาดการณ์ผิดพลาด เพราะเล็งผลเลิศจากเม็ดเงินค่าโฆษณาที่คิดว่าจะมีมหาศาล จึงประมูลกันด้วยเม็ดเงินที่สูง บางรายประมูลครบทุกช่อง ขณะที่รายได้จากเม็ดเงินโฆษณาไม่ได้เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ กลายเป็นต้องแบกภาระหนักอึ้ง
 
ที่สำคัญผู้ประกอบการที่เข้าประมูลทีวีดิจิทัลทั้ง 24 ช่อง ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่ 22 ช่อง ไม่ต้องรับผลจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดของตนเอง แต่กลับได้รับการชดเชยความเสียหายที่ตัวเองมีส่วนสร้างขึ้น น่าเป็นห่วงว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้ระบบการประมูลสัมปทานของรัฐไม่มีความศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป
 


ขณะที่ผู้ประกอบการอีก 15 ช่องที่ตัดสินใจเดินหน้าต่อไป ก็ได้ค่าไถ่บาปจากความผิดพลาดของ กสทช. นั่นคือ ได้รับยกเว้นค่าใบอนุญาตที่ต้องจ่ายอีก 2 งวด รวมเป็นเงินประมาณ 9,700 ล้านบาท และ กสทช. ออกค่าเช่าโครงข่ายสัญญาณ หรือ MUX” ตลอดอายุใบอนุญาตที่เหลืออยู่ คือ อีก 10 ปีคิดเป็นเงินราว ๆ 18,770 ล้านบาท รวมแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 28,444 ล้านบาท สำหรับการต่ออายุให้ทีวีดิจิทัล 15 ช่องที่เหลือ
 
เมื่อรวมกับค่าชดเชยที่จ่ายให้กับทีวีดิจิทัลที่ขอคืนใบอนุญาต 7 ช่อง กสทช. รวมแล้วประมาณ 4 พันล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 31,000 ล้านบาท นี่คือราคาของความล้มเหลวความผิดพลาดของ กสทช. ในอดีตเงิน 31,000 ล้านบาทนี้ จะเป็นเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือ กทปส. ซึ่งกันมาจากรายได้ค่าประมูลคลื่นที่ใช้ในกิจการโทรคมนาคม
 
แม้จะไม่ใช่เงินภาษีของประชาชนโดยตรง แต่เป็นเงินจากค่าใช้คลื่นความถี่ ซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติเป็นสมบัติชาติ จึงถือว่าเป็นเงินส่วนรวมที่ทุกคนควรใช้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่ใส่พานประเคนให้ใครก็ได้เพื่อไถ่บาปจากความผิดพลาดในอดีต.
................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”
ขอบคุณภาพประกอบจาก : Pixabay


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    83%
  • ไม่เห็นด้วย
    17%

บอกต่อ : 41