อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 18 มิถุนายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 18 มิถุนายน 2562

จีนจ่อลดทำงานเหลือ4วัน แต่ต้องเสร็จคุณภาพเริ่ด

เปิดตัวเลขคนทำงานเช้าชามเย็นชาม ทั่วโลกมากถึงร้อยละ 13 ส่วนจีนทำงานเกินเวลาเฉลี่ย 5 วันทำงานวันละ 9.2 ชม. แต่ขยันใช่ว่างานจะดี ตั้งเป้าเหลือ 4 วัน/สัปดาห์ทำงานวันละ 9 ชม. แต่ต้องเสร็จคุณภาพงานเยี่ยม อาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม 2562 เวลา 10.00 น.


ในปัจจุบันท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เข้ามาอย่างถาโถม บางคนขยันทำงานมากมาย ไม่ว่าจะทำในเวลาแล้วยังทำโอทีแถมต่อว่ากันไป บริษัทหรือหน่วยงานชอบหรืออยากให้เราทำงานแบบไหนกันแน่ ขยันแต่ไม่มีผลงาน หรือทำงานในเวลาที่น้อยแต่มีประสิทธิภาพ บางคนทำงานในเวลาที่น้อยมาก แต่ประสิทธิผลและผลงานมากกว่าคนที่มาทำงานแต่เช้าเลิกงานดึกมากเสียอีก

เมื่อโลกที่กำลังปรับนโยบายใหม่ที่มีแนวโน้มจะลดจำนวนชั่วโมงการทำงานลง บ้างก็พูดถึงการลดเวลาทำงานจากสัปดาห์ละ 5 วันเป็น 4 วัน หรือหนักกว่านั้นคือ ให้ทำงานที่บ้านไม่ต้องเข้าที่ทำงานทุกวัน รวมถึงกระแสการเข้ามาของการใช้หุ่นยนต์หรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้สามารถทำงานแทนคนได้ แต่จุดประสงค์หลักของการใช้เทคโนโลยีก็เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดชั่วโมงการทำงานของคนลง

ประเทศที่คนทำงานหนักมากต้น ๆ ของโลกก็คงไม่พ้น “ญี่ปุ่น” และ “จีน” ในญี่ปุ่นนั้นทำงานหนักจนกลายเป็นวัฒนธรรมการทำงานหนัก จนเสียชีวิตจากการทำงานหนัก แต่เป็นที่น่าแปลกว่าจากรายงานกลุ่มประเทศองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา OECD การทำงานของญี่ปุ่นนั้นกลับมีชั่วโมงทำงานที่ต่ำเพียง 32.6 ชั่วโมง/สัปดาห์ แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้นิ่งนอนใจพยายามที่จะกำหนดเพดานการทำงานและลดชั่วโมงการทำงานลง



ในขณะที่จีนที่ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ มีเศรษฐกิจที่เติบโตไปอย่างรวดเร็วนั้น มาดูว่าชั่วโมงการทำงานเป็นอย่างไร ก็ดังที่เราทราบกันดีว่า คนจีนนั้นเป็นชาติที่ขยันมาก ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดของโลกเรามักจะพบเจอคนจีนที่ขยันขันแข็ง หนักเอาเบาสู้ในทุกการทำงาน ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรก็ตาม แม้แต่นักเรียนนักศึกษาก็พบว่าชั่วโมงเรียนของคนจีนนั้นสูงเป็นหลายเท่าตัวถ้าเทียบกับชาติอื่น ๆ โดยเฉพาะการเรียนระดับปริญญาตรี จะพบว่านักศึกษาจีนเรียนปริญญาคู่กันเป็นเรื่องปกติ ทั้งนี้นอกเหนือไปจากนิสัยที่อดทน ขยัน แล้วยังมาจากปัจจัยที่ต้องแข่งขันกันในตลาดงานที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด

จากกฎหมายแรงงานที่กำหนดเวลาทำงานพื้นฐานของชาวจีนไว้ที่วันละ 8 ชม. หรือสัปดาห์ละไม่เกิน 40 ชม. ซึ่งแม้แต่ในภาวะพิเศษแล้วก็จะต้องทำงานได้โดยต้องมีวันหยุดสัปดาห์ละหนึ่งวัน และห้ามทำเกินสัปดาห์ละ 44 ชม.

แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนส่วนมากมักจะละเมิดกฎหมายแรงงานนี้กันทั้งนั้น เพราะจากรายงานจากสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า คนจีนทั่วไปทำงานเฉลี่ยสัปดาห์ละ 46 ชม. ซึ่งหากคิดแล้วก็จะมีค่าเฉลี่ยของการทำงานที่ 9.2 ชม. ในกรณีทำงานอาทิตย์ละ 5 วัน

จากการสำรวจพบว่าแรงงานจีนนั้นทำงานเกินเวลาเป็นเรื่องปกติมาก คิดเป็นร้อยละ 42 นั้น แต่กลุ่มที่ทำงานหนักสุดโดยใช้เวลาทำงานเกินเวลาถึงร้อยละ 58.8 กลับเป็นกลุ่มที่ทำงานในกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งโดยรวมแล้วคนจีนร้อยละ 60 ขึ้นไปก็ล้วนแต่ทำงานเกินเวลาทั้งนั้น

ดังที่ทราบกันแล้วว่าคนจีนนั้นเป็นชาติที่ขยันติดอันดับโลก แต่เราก็มักจะทราบว่าคนญี่ปุ่นก็ทำงานหนักจนมีกลุ่มที่ทำงานจนตายคางาน แต่จากรายงานของการวิจัยพบว่าคนจีนนั้นทำงานโดยเฉลี่ยวันละ 5.44 ชม. ขณะที่ญี่ปุ่นทำงานเฉลี่ยวันละ 5.34 ชม. เมื่อเปรียบเทียบแล้วก็ยังพบว่าคนจีนทำงานหนักกว่าคนญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานนั้น ไม่ได้เป็นตัวแสดงว่าจะได้งานที่มีประสิทธิภาพจริง ซึ่งทั่วโลกนั้นจะมีคนจำนวนมากที่ทำงานประเภทเช้าชามเย็นเช้า คือเช้าก็ไม่ทำงานแต่เช้า พอตกเย็น 5 โมงเย็นก็เก็บของกลับบ้าน โดยกลุ่มนี้ทั่วทั้งโลกมีถึงร้อยละ 13 ซึ่งสร้างความเสียหายแต่ละปีสูงถึงล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ



จากรายงานพบว่า ประเทศที่มีชั่วโมงการทำงานที่ค่อนข้างต่ำมี เยอรมัน เดนมาร์ก นอร์เวย์ ซึ่งในทุกชั่วโมงนั้นแรงงานเหล่านี้กลับสามารถมีค่า GDP สูงกว่าประเทศที่มีเวลาการทำงานสูง เช่น เม็กซิโก เกาหลี ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ชั่วโมงการทำงานที่มากไม่ใช่ว่าจะได้งานที่มีประสิทธิภาพจริง

ทั้งนี้ประเทศจีนก็ได้มีนโยบายที่จะลดจำนวนเวลาการทำงานลง โดยในปัจจุบันได้พยายามจะนำเทคโนโลยีและหุ่นยนต์มาช่วยทำงานมากยิ่งขึ้นในทุกๆ สายอาชีพ ซึ่งจีนมีเป้าหมายว่าภายในปี 2573 นั้นคนจีนจะทำงานเพียงสัปดาห์ละ 4 วัน วันละ 9 ชั่วโมง

ซึ่งทั้งจีนและญี่ปุ่นนั้นไม่ได้เพียงแต่พยายามจะลดเวลาการทำงานลงเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันงานต้องเสร็จและไม่ลดคุณภาพด้วย ซึ่งหมายความว่าจะต้องทำงานในเวลาน้อยลง แต่มีประสิทธิภาพและได้เพิ่มนโยบายในการลดงานเอกสารที่ไม่จำเป็นลง หรือการประชุมที่ไม่จำเป็นออก และให้พนักงานเพิ่มทักษะด้านอื่นที่จำเป็น เช่น เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ภาษาต่างประเทศเพิ่มเติม นั่นคือเป็นการเพิ่มศักยภาพของคนนั่นเอง

หันมาดูประเทศไทยนั้น เราคงต้องปรับกันอีกนาน เพราะไหนจะทำงานแบบ “เช้าชามเย็นชาม” ทำงานไม่มีประสิทธิภาพแต่กลับบ่นว่าเครียดจากงาน (น่าจะเครียดจากการบ่นมากกว่า) ทำงานเน้นชั่วโมงเพื่อเบิกโอที หรือไม่ก็เอาแต่ประจบเจ้านายเพื่อจะได้ตำแหน่งที่ใหญ่โตขึ้น วัน ๆ แข่งกันว่าใครจะมีกองเอกสารสูงกว่ากัน วัดผลจากเอกสารประกันคุณภาพ แต่ในความเป็นจริงนั้นเอกสารเหล่านั้น...ไม่ได้แสดงความจริงของการพัฒนาและการปรับตัวของทั้งบุคคลและองค์กรนั้นเลยแม้แต่น้อย...

ถึงเวลาลุกขึ้นมาปัดฝุ่นกันไหม เราเรียกร้องอยากได้ชั่วโมงการทำงานที่น้อยลง แต่เราทำงานได้มีประสิทธิภาพแล้วหรือยัง ลองตอบคำถามกันเองดูก่อนไหม?
……………………………
คอลัมน์ : ฝ่ากำแพงเมืองจีน                            
โดย “อ.ดร.ศิริเพ็ชร  ทฤษณาวดี”
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    63%
  • ไม่เห็นด้วย
    38%