อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2562

แค่สงครามประสาท ยังไม่มีรุกฆาตในอ่าวเปอร์เซีย

สำหรับนายจอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติประจำทำเนียบขาวคนปัจจุบัน “อักษะแห่งความชั่วร้าย” ที่เป็น “ภัยคุกคามขั้นร้ายแรง” สำหรับสหรัฐ ของนักการทูตอาวุโสสายเหยี่ยว ณ เวลานี้ อาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม 2562 เวลา 09.30 น.

สำหรับนายจอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติประจำทำเนียบขาวคนปัจจุบัน “อักษะแห่งความชั่วร้าย” ที่เป็น “ภัยคุกคามขั้นร้ายแรง” สำหรับสหรัฐ ของนักการทูตอาวุโสสายเหยี่ยว ณ เวลานี้ คือ เกาหลีเหนือ เวเนซุเอลา และอิหร่าน ขณะที่ นายโมฮัมหมัด จาวาด ซารีฟ รมว.การต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่าตอนนี้อิหร่านกำลังเผชิญกับ การคุกคามขั้นร้ายแรงจาก “4 .” ได้แก่ เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซาเย็ด อัล นาห์ยาน มกุฎราชกุมารแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล และแน่นอนคือ โบลตัน

ตลอดระยะเวลานานกว่า 2 ปีที่ผ่านมา เรื่องของอิหร่านถือเป็นหนึ่งใน “วาระแห่งชาติ” ด้านนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทว่ายังไม่มีความชัดเจนเป็นรูปธรรมมากนัก จนกระทั่งผู้นำสหรัฐยกเครื่องทีมงานด้านต่างประเทศและความมั่นคงครั้งสำคัญ ได้นายไมค์ ปอมเปโอ มาดำรงตำแหน่ง รมว.การต่างประเทศ และโบลตันในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งทั้งสองคนมีนโยบายสายเหยี่ยวต่ออิหร่าน และพร้อมจะสนับสนุนทุกอย่างตามคำสั่งของทรัมป์ หรือถึงขั้นดำเนินการเองแล้วค่อยแจ้งให้ประธานาธิบดีทราบทีหลังก็อาจเป็นได้ ส่วนนายแพทริก ชานาฮาน รักษาการ รมว.กลาโหมซึ่งในที่สุดทรัมป์ตัดสินใจเสนอชื่อให้รับการพิจารณาคุณสมบัติจากวุฒิสภาในการทำหน้าที่เจ้ากระทรวงคนใหม่แทน พล.อ.เจมส์ แมตทิส ซึ่งลาออกเพราะขัดแย้งกับทรัมป์ด้านนโยบายหลายเรื่อง เป็นบุคคลที่แทบไม่มีประสบการณ์ด้านนี้ เพราะฉะนั้นพร้อมที่จะถูกจูงโดยโบลตันและปอมเปโออยู่แล้ว



การที่ทรัมป์ “ให้ความสำคัญ” กับอิสราเอลและอิหร่าน “เป็นพิเศษ” ส่งผลให้ภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคแห่งนี้เปลี่ยนแปลงและตึงเครียดมากขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปีนี้เป็นทั้งวาระครบรอบ 1 ปีที่สหรัฐย้ายสถานเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอลจากกรุงเทลอาวีฟไปตั้งยังกรุงเยรูซาเลม และยังครบรอบ 1 ปีการถอนตัวจากการเป็นภาคีที่ถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ซึ่งรัฐบาลเตหะรานลงนามเมื่อปี 2558 ร่วมกับสมาชิก 5 ประเทศของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ที่นอกจากสหรัฐ ยังมีรัสเซีย จีน ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร ร่วมด้วยสหภาพยุโรป (อียู) และเยอรมนี

หลังจากนั้นรัฐบาลวอชิงตันพยายามใช้มาตรการ “โลกล้อมอิหร่าน” ด้วยการอาศัยอิทธิพลของความเป็นอภิมหาอำนาจหนึ่งเดียวของโลก ณ เวลานี้ กำหนดมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านอย่างต่อเนื่อง เพื่อหวังให้รัฐบาลเตหะรานทนไม่ไหวจนต้องยอม “ศิโรราบ” หรือหมดความอดทนจนเป็นฝ่ายเปิดฉากใช้ “มาตรการรุนแรง” กับสหรัฐก่อน ซึ่งหากเป็นอย่างหลังก็จะถือว่าเข้าทางอเมริกา ที่ตอนนี้สร้างกระแสด้วยวาทกรรม “อิหร่านเป็นภัยคุกคามขั้นร้ายแรง” ที่ยังไม่สามารถแจกแจงอธิบายได้อย่างชัดเจนว่า “ภัยคุกคามที่ว่านั้นคืออะไร” ไม่ต่างกับวาทกรรม “อิรักมีอาวุธมีอานุภาพทำลายล้างสูง” (ดับเบิลยูเอ็มดี) จริงอยู่ที่ความขัดแย้งทางการเมือง เศรษฐกิจและความมั่นคงที่เป็นข้อพิพาทระหว่างประเทศแบบนี้ไม่มีใครเป็น “สีขาว” หรือ “สีดำ” ไปเสียทั้งหมด ทุกฝ่ายล้วนเป็น “สีเทา” ที่ต้องการบรรลุเป้าหมายของตัวเองและรักษาสิ่งที่ถือว่าเป็นผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม บริบทของ “ความสัมพันธ์” ระหว่างสหรัฐกับอิหร่านนั้นไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นความสัมพันธ์ “ที่ปกติ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการปฏิวัติอิหร่านเมื่อปี 2522 ทั้งสองประเทศไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูต “อย่างเป็นทางการ” ต่อกัน อาศัยการติดต่อสื่อสารผ่านสถานเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ และฐานทัพของสหรัฐหลายสิบแห่งที่ตั้งอยู่รายล้อมอิหร่าน การทำ “สงครามจิตวิทยาทางทหาร” ที่แทบยังไม่เปลี่ยนรูปแบบ โดยเฉพาะการเผชิญหน้าระหว่างเรือรบของทั้งสองประเทศบริเวณปากช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญของตะวันออกกลาง



จริงอยู่ที่ ในความ “เป็นทางการ” ทางการทูตนั้น อิสราเอลและแทบทุกประเทศในโลกอาหรับถือเป็นปรปักษ์ต่อกัน โดยมีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับเพียงจอร์แดนและอียิปต์ แต่ลับหลังอิสราเอลและหลายประเทศ “จับมือกันเพื่อผลประโยชน์เดียวกัน” ที่ไม่เพียงแต่การกดขี่อิหร่านให้ได้มากที่สุด ทรัพยากรที่อิหร่านมีอยู่มากโดยเฉพาะแหล่งพลังงาน เป็นสิ่งที่สหรัฐหมายตามาตลอด อย่างไรก็ตาม การที่อิหร่านเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับรัสเซียและอิหร่าน ที่รัสเซียอาจไม่แข็งแกร่งเท่ายุคสหภาพโซเวียต แต่เมื่อร่วมกับจีนที่กำลังผงาดแบบก้าวกระโดดในแทบทุกด้าน จึงยังเป็นการยากที่สหรัฐและบรรดาพันธมิตรจะเข้าถึง

ขณะที่เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส รายงานโดยอ้างแหล่งข่าว ว่าทีมงานฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐ เกี่ยวกับแผนการเตรียมส่งทหาร “มากถึง 120,000 นาย” ไปยังอ่าวเปอร์เซีย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับ “ภัยคุกคาม” จากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (ไออาร์จีซี) ซึ่งทรัมป์ว่าแน่นอนสหรัฐมีแผนการเรื่องอิหร่าน แต่ต้องเป็นปฏิบัติการที่ “ยิ่งใหญ่กว่านั้น” ด้านปอมเปโอกล่าวว่า “โดยพื้นฐาน” สหรัฐไม่ประสงค์ทำสงครามกับอิหร่าน เช่นเดียวกับอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งยืนยันว่าไม่มีทางเลยที่ทั้งสองประเทศจะสู้รบกัน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ซึ่งรวมถึง “เหตุวินาศกรรม” เรือบรรทุกน้ำมัน 4 ลำที่ครึ่งหนึ่งเป็นของซาอุดีอาระเบียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว “ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” แต่เป็น “การวางแผนล่วงหน้า” และทำงานกันเป็นทีมที่มีสมาชิกรวมถึงอิสราเอล บรรยากาศที่กำลังเกิดขึ้นในตะวันออกกลางตอนนี้เป็นอีกครั้งที่ทรัมป์พยายามเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของพวกพ้องมากกว่า



ย้อนกลับไปเมื่อช่วงกลางปี 2560 เป็นช่วงที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือตึงเครียดแบบเดียวกันนี้ สหรัฐส่งกองเรือพิฆาตชุดใหญ่ที่มีชื่อ “ไม่ค่อยเป็นมงคลนัก” ว่ากองเรืออาร์มาดา เพราะเป็นชื่อเดียวกับกองเรือที่สเปนส่งไปเพื่อยึดอังกฤษถึง 2 ครั้งและพ่ายแพ้ทั้ง 2 ครั้ง มุ่งหน้าสู่คาบสมุทรเกาหลี แต่ท้ายที่สุดแล้วกองเรืออาร์มาดาที่มีระบบนำทางล้ำสมัย เช่นเดียวกับบรรดาเรือติดตาม กลับเดินทางเท่าไหร่ก็ไม่ถึงเสียที ก่อนไปโผล่ที่ออสเตรเลีย แล้ว “เปลี่ยนใจ” กลับบ้านไปเสียอย่างนั้น.

----------------------------------
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 87