อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 23 สิงหาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 23 สิงหาคม 2562

"สมองเสื่อมยังมีทางป้องกันได้"

ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) เป็นภาวะที่จำนวนเซลล์สมองฝ่อเหี่ยวล้ำหน้าไปกว่าวัย ทั้งนี้ต้องไม่ใช่จากการพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึมเศร้า หรือการไม่มีสมาธิ เปลี่ยนไปจากเดิม อาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม 2562 เวลา 08.30 น.

เป็นที่ทราบกันอย่างกว้างขวางแล้ว ทั้งในหมู่นักวิชาการและประชาชนทั่ว ๆ ไปว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่วาระประเทศที่มีประชากรสูงวัยอย่างแท้จริง หมายความว่า “ประเทศไทยจะมีประชากรที่มีอายุสูงกว่า 60 ปี เป็นจำนวน 20% ขึ้นไปอย่างสมบูรณ์”

และเราก็พบความจริงด้วยว่า สถิติประชากรของประเทศมีผู้สูงอายุเป็นสัดส่วนสูงขึ้น วัยทำงาน และแรงงานลดลง เมื่อประชาชนมีอายุเพิ่มขึ้น วัยชราทำให้อวัยวะต่าง ๆ ถดถอย ประสิทธิภาพ ทรุดโทรม เสื่อมโทรมลง ที่สำคัญมากอวัยวะหนึ่งคือ สมอง

ถ้าเราทำความรู้จักกับเรื่องสมองเสื่อมให้ดีขึ้น เราก็จะมีโอกาสหลีกเลี่ยง หลีกหนีได้ดีขึ้นด้วย

ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) เป็นภาวะที่จำนวนเซลล์สมองฝ่อเหี่ยวล้ำหน้าไปกว่าวัย ทั้งนี้ต้องไม่ใช่จากการพักผ่อนไม่เพียงพอ ซึมเศร้า หรือการไม่มีสมาธิ เปลี่ยนไปจากเดิม

สาเหตุที่ทำให้สมองเสื่อม

1. โรคอัลไซเมอร์ เป็นโรคสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุด เป็นโรคที่เกิดจากเซลล์สมองฝ่อเหี่ยวมากกว่าวัย ทำให้การผลิตสารสื่อประสาท ให้เกิดความจำลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว จากการมีการทำลายของสายใยโปรตีนเกิดนิวโรฟิบิลลาล์แทงเกิล และจับการกั้นของทาว์โปรตีน มีผลทำให้การส่งสารสื่อประสาทลดลง ผู้ป่วยโรคนี้จะสูญเสียความทรงจำและการเรียนรู้ เมื่อเวลาผ่านไปอาการจะถดถอยไป เรื่อย ๆ การรักษาเป็นการบรรเทาอาการของโรคและประคับประคองให้ผู้ป่วยสุขสบายที่สุด

2. พันธุกรรม หากมีคนในครอบครัวเป็นโรคสมองเสื่อม ทำให้มีโอกาสเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป

3. โรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากมีการตีบตันของหลอดเลือดสมอง ทำให้เลือดไปเลี้ยงเซลล์สมองได้น้อยลง หรือมีการฉีกขาดของหลอดเลือดสมอง ทำให้เลือดออกในสมองกดเบียดเนื้อสมอง ความสามารถของสมองจึงลดลง ปัจจัยที่เป็นสาเหตุที่สามารถป้องกันได้คือ โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความเครียด การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์จัด เป็นต้น

ปัจจัยที่ทำให้สมองเสื่อม

อายุที่มากขึ้น ยิ่งพบอัตราสมองเสื่อมมากขึ้น

พันธุกรรม หากมีคนในครอบครัวเป็นโรคสมองเสื่อม ทำให้มีโอกาสเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป

การมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคตับ ไต เรื้อรัง

การดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่จัด

การได้รับสารพิษ จากสิ่งแวดล้อม สารเสพติด

โรคต่อมไทรอยด์ หรือ พาราไทรอยด์ทำงานผิดปกติ

จากการติดเชื้อ เช่น โรคเอดส์ ซิฟิลิส

ได้รับการกระทบกระเทือนทางสมอง จากอุบัติเหตุหรือจากอาชีพ เช่น นักมวย

การขาดสารอาหาร เช่น วิตามินบี 12

การเป็นโรคโพรงนํ้าในสมองโต หรือการมีเนื้องอกสมอง

กระทบกระเทือนทางสมองแบบเรื้อรัง หรือกลุ่มผู้ที่มีประวัติได้รับอุบัติเหตุทางสมองอย่างรุนแรงมาก่อน

สมองเสื่อมมีอาการอย่างไรเมื่อเซลล์สมองทำงานได้น้อยลง จะทำให้มีอาการผิดปกติ ดังนี้


ความจำบกพร่องและความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ลดลง เช่น จำเหตุการณ์ในระยะสั้น ๆ ไม่ได้ เมื่อเป็นมากจะจำเหตุการณ์ในอดีต และบุคคลที่รู้จักก็จะจำไม่ได้ไปด้วย

การใช้ภาษาบกพร่อง เช่น นึกคำพูดไม่ออก ใช้คำพูดไม่ถูกต้อง การเขียน การอ่านไม่ถูกต้อง หรือทำไม่ได้

ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เหมือนเคย การช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง เช่น การรับประทานอาหารไม่เป็น การอาบนํ้าแต่งตัวไม่ได้ หรือทำไม่ถูกต้อง

มีการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์และบุคลิกภาพ อาจหงุดหงิด ก้าวร้าว ซึมเศร้า เฉยเมย

นอนไม่หลับ ประสาทหลอน เห็นภาพหลอน หวาดระแวง และวิตกกังวล แต่ระยะสุดท้ายจะนอนมากขึ้นเรื่อย ๆ



การตรวจวินิจฉัยแพทย์ต้องตรวจหาสาเหตุและแยกโรค เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม โดยการตรวจต่าง ๆ เช่น

ตรวจร่างกาย ซักประวัติ อาการ ตรวจร่างกายทางระบบประสาท และการทดสอบสภาพจิต ในด้านความจำ การเรียนรู้ การใช้ภาษา การคิดคำนวณ การรู้เวลาสถานที่ การวางแผนทางความคิด

การตรวจเลือด เพื่อดูการทำงานของต่อมไทรอยด์ ตับ ไต เม็ดเลือด วิตามิน และดูระดับเกลือแร่ ที่อาจเป็นสาเหตุ

เอกซเรย์สมองสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI Brain) ตรวจคลื่นสมอง (EEG) เพื่อช่วยในการวางแผนการรักษา

อาจมีการเจาะนํ้าไขสันหลังส่งตรวจวิเคราะห์ในรายที่สงสัยว่ามีภาวะติดเชื้อในสมอง

แนวทางการรักษา

แพทย์มุ่งเน้นรักษาที่สาเหตุ ในโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เช่น โรคติดเชื้อในสมอง ต่อมไทรอยด์ โพรงนํ้าสมองโต เนื้องอกในสมอง ภาวะขาดโฟเลท ขาดวิตามินบี 12 การได้รับยาเกินขนาด เป็นต้น

การเน้นการดูแลที่ดีและญาติมีความเข้าใจ จะช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น ที่สำคัญคือ มีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งของผู้ป่วยและญาติ

วิธีการรักษา

การรักษาด้วยยา เพื่อบรรเทาอาการชะลอโรค และรักษาทางจิตประสาท (เช่น ภาวะหลอนหรือก้าวร้าว) ลดปัญหานอนไม่หลับหรือให้วิตามิน เกลือแร่ ในกรณีขาดสารอาหาร

การทำกายภาพบำบัด เพื่อฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ป้องกัน ข้อติด กล้ามเนื้อลีบ ฝึกช่วยเหลือตนเอง เป็นต้น

การทำกิจกรรมบำบัด เพื่อกระตุ้นการใช้ความคิด การคำนวณ การอ่าน ฝึกสมาธิ ฝึกการจำ บรรเทาอาการซึมเศร้า เช่น การเล่นเกม วาดรูป เต้นรำ การฝึกสมอง ผู้ดำเนินกิจกรรมต้องได้รับการอบรมฝึกฝนมาอย่างดี หลักฐานการวิจัยพบว่าประสบผลสำเร็จในการชะลอโรคและเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยได้ดียิ่ง

ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงระยะท้ายของโรค อาจช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย ต้องเน้นการดูแลเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่เกิดจากการเคลื่อนไหวร่างกายได้น้อย นอนอยู่บนเตียงนาน ๆ ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญที่พบบ่อย ๆ ได้แก่ ปอดบวม แผลกดทับ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น ระยะนี้ควรดูแลให้ผู้ป่วยได้รับความสุขสบายมากที่สุด



สมองเสื่อม สามารถป้องกันได้

เริ่มดูแลสมองกันตั้งแต่หนุ่มสาว และเริ่มวันนี้ ไม่ต้องรอให้อายุมากแล้วจึงจะหันมาสนใจ สิ่งสำคัญที่ควรทำ ได้แก่ การรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ปริมาณที่พอดี ดื่มนํ้าสะอาด เน้นผักผลไม้ การพักผ่อนที่พอเพียงและเป็นเวลา เพื่อให้สมองได้พักผ่อนไปด้วย มีการฝึกสมอง เพื่อกระตุ้นการทำงาน เช่น ฝึกเล่นเกมคำนวณ การทำงานฝีมือ งานศิลปะ หลีกเลี่ยงการทำร้ายสมองด้วยการดื่มแอลกอฮอล์ สารเสพติด บุหรี่ ควันพิษ การอดนอนหรือลดภาวะความเครียด

รักษาโรคประจำตัว ควบคุมโรคให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ไขมันในเลือด จะเป็นการป้องกันไม่ให้โรคลุกลามรุนแรง จนทำให้สมองเสื่อมได้

การส่งเสริมความรัก ความเข้าใจในครอบครัวความอบอุ่น จะเป็นภูมิต้านทานโรคเครียดและต่อสู้ปัญหาจากการทำงานและสังคมรอบตัวได้ดีที่สุด กรณีที่มีการดำเนินโรคของสมองเสื่อมตกอยู่ในกลุ่มที่รักษาไม่ได้ การได้รับการดูแลวางแผนการรักษาที่ดี จะเป็นการชะลอปัญหาให้ผู้ป่วยลดการพึ่งพา และช่วยให้ครอบครัว และผู้ดูแลมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดอย่างแน่นอน

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงสิรารัตน์ โมรรัต อายุรแพทย์ ระบบประสาทสมอง คลินิกสมองเสื่อม ศูนย์ระบบประสาทสมองและไขสันหลัง โรงพยาบาลพญาไท 2 / www.phyathai.com

--------------------------------------------
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 36