อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน 2562

"วิถีใหม่ชาวบ้านนาหมูม่น" คน "รักษ์น้ำ-รักษ์ป่า-รักษ์ชุมชน"

ทรัพยากรนํ้า คือปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพ และเป็นปัจจัยสำคัญของการทำเกษตร เมื่อมีป่า มีนํ้า จึงมีอาหาร ดังนั้นชุมชนที่มีแหล่งนํ้าธรรมชาติถือว่ามีทรัพยากรที่มีคุณค่า จึงจำเป็นที่จะต้องร่วมกันอนุรักษ์ไว้ให้ดี” ...นี่เป็น “แนวคิด” ที่ คุณารักษ์ มณีนุษย์ พยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย อาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม 2562 เวลา 10.30 น.

ทรัพยากรนํ้า คือปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพ และเป็นปัจจัยสำคัญของการทำเกษตร เมื่อมีป่า มีนํ้า จึงมีอาหาร ดังนั้นชุมชนที่มีแหล่งนํ้าธรรมชาติถือว่ามีทรัพยากรที่มีคุณค่า จึงจำเป็นที่จะต้องร่วมกันอนุรักษ์ไว้ให้ดี” ...นี่เป็น “แนวคิด” ที่ คุณารักษ์ มณีนุษย์ พยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย สะท้อนเอาไว้ หลังจับมือกับชาวบ้านในพื้นที่ บ้านนาหมูม่น หมู่ที่ 2 .นาดี อ.ด่านซ้าย จ.เลย ร่วมกันก่อตั้ง “โครงการอนุรักษ์แหล่งนํ้าธรรมชาติ” ขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่อาจส่งผลกระทบกับ “แหล่งทรัพยากรที่สำคัญ” แห่งนี้ ซึ่งวันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” มีเรื่องราวมานำเสนอ...

สำหรับ “บ้านนาหมูม่น” แห่งนี้ มีสภาพภูมิประเทศตั้งอยู่บนพื้นที่สูงกว่า 340-880 เมตร จากระดับนํ้าทะเลปานกลาง และมีสภาพพื้นที่ป่าไม้ 38,275 ไร่ ซึ่งจากความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ทำให้ที่นี่เป็นหมู่บ้านที่มีทรัพยากรนํ้าสมบูรณ์ โดยมีแหล่งนํ้าธรรมชาติจาก 2 แหล่ง คือ ลำนํ้าหมัน ซึ่งเป็นสายนํ้าที่พาดผ่านหมู่บ้านสำหรับใช้ในการทำเกษตร และ นํ้าเหมือง ซึ่งเป็นแหล่งนํ้าผุดหรือนํ้าซับ ที่มีต้นนํ้าจากป่า โดยเกิดจากนํ้าในดินที่ผ่านการ กรองของชั้นหินทรายจากบนภูเขาลงมา ซึ่งจากผลการตรวจคุณภาพนํ้า พบว่ามีคุณภาพนํ้าที่สะอาดปราศจากสารปนเปื้อนในระดับมาตรฐานนํ้าดื่ม ที่ชาวบ้านใช้ในการอุปโภคบริโภค และทำนํ้าประปาหมู่บ้าน นอกจากนี้ยังแบ่งปันนํ้าให้อีก 2 หมู่บ้านด้วย คือ บ้านนาดี บ้านอาฮี นี่เป็นข้อมูลโดยสังเขปของพื้นที่นี้



คุณารักษ์ พยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย ในฐานะนักวิจัยท้องถิ่น สกว. เล่าไว้ว่า บ้านนาหมูม่นเป็นหนึ่งในหมู่บ้านต้นแบบเกษตรทางเลือกของ อ.ด่านซ้าย ของ สกว. ที่มีเป้าหมายจัดตั้งขึ้นมาเพื่อลดปัญหาจากกรณีเขาหัวโล้น อย่างไรก็ตาม แต่การจะรักษาทรัพยากรนํ้าเอาไว้ให้ได้นั้น จะต้องเริ่มต้นจากการรักษาป่า และจะต้องทำการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรแบบเดิมของชาวบ้านเสียก่อน คือเปลี่ยนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวมาทำเกษตรทางเลือก ทั้งนี้ นักวิจัยคนเดิมยังบอกว่า พื้นที่บ้านนาหมูม่นนั้นมีแหล่งทรัพยากรนํ้าที่นอกจากนํ้าฝนแล้ว ยังมีนํ้าจากลำนํ้าหมันและนํ้าเหมือง ที่ชาวบ้านใช้ในการอุปโภคบริโภคและทำการเกษตร โดยชาวบ้านได้มีการนำนํ้าเหมืองไปใช้ในแปลงปลูกผักปลอดสารพิษของตนเอง ซึ่งพบว่าผลผลิตที่ได้นั้นไม่เกิดการปนเปื้อนของสารเคมีเกินค่ามาตรฐานเลย จึงถือได้ว่านํ้าเหมืองสำคัญอย่างมากต่อคนในชุมชน เพราะเป็น “ฐานทรัพยากร” ที่ชุมชนต้องดูแลรักษา เพื่อให้มีนํ้ากินนํ้าใช้ตลอดทั้งปี และเป็นที่มาที่ทำให้คนในพื้นที่ลุกขึ้นมาดูแลทรัพยากรนี้



ด้าน รศ.ดร.เอกรินทร์ พึ่งประชา อาจารย์จากภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยในพื้นที่นี้ เปิดเผยไว้ว่า บ้านนาหมูม่น เป็นหนึ่งในหมู่บ้านต้นแบบในการขับเคลื่อนเรื่อง “ด่านซ้ายกรีนเนต” และ “ด่านซ้ายโมเดล” โดยนำเรื่องของเกษตรทางเลือกมาใช้เป็นเส้นทางในการฟื้นฟูทรัพยากรอาหาร (ดิน นํ้า และป่า) ภายใต้โครงการการเพิ่มศักยภาพเกษตรกรและหมู่บ้านต้นแบบการผลิตและการตลาดสีเขียวมาตรฐานด่านซ้ายกรีนเนต ซึ่งได้มีการประยุกต์แนวทางระบบการรับรองมาตรฐานอย่างมีส่วนร่วม อ.ด่านซ้าย จ.เลย (ปี 2560-2561) ที่ สกว. ได้ให้การสนับสนุน

สาเหตุที่เลือกบ้านนาหมูม่นเป็น “พื้นที่ต้นแบบ” นั้น เพราะเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ช่วงปลายลำนํ้าหมัน และยัง มีรากวัฒนธรรมและความเชื่อเรื่องพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของบรรพบุรุษ จนทำให้บริเวณห้วยภูได้รับการปกป้องโดยที่ไม่ถูกรุกลํ้า ทำให้แหล่งนํ้าธรรมชาติที่สำคัญแห่งนี้จึงยังคงสมบูรณ์มากกว่าในพื้นที่อื่น ๆ อย่างไรก็ตาม แต่มาในระยะหลัง ๆ เมื่อรูปแบบการทำเกษตรเปลี่ยนไป จากที่เคยทำแบบพออยู่พอกิน ก็เปลี่ยนมาเป็นการทำเกษตรแบบการค้าเพิ่มขึ้น จนทำให้ต้องขยายพื้นที่ในการเพาะปลูกมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำเกษตร โดยเฉพาะการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการของตลาดที่เป็นแรงจูงใจ อย่างไรก็ตาม แต่เมื่อเทียบรายได้จากการขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หลังหักรายจ่ายแล้วจะเหลือเพียง 2,100 บาท/ไร่/ปี ซึ่งแตกต่างจากการทำเกษตรทางเลือก ที่ชาวบ้านจะมีรายได้อยู่ที่ 115,200 บาท/ไร่/ปี แต่เพราะเป็นรายได้ที่ชาวบ้านได้รับเป็นรายวันแล้วนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้ชาวบ้านไม่รู้สึกถึงความแตกต่างจากเงินที่ได้เป็นก้อนจากการขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์



นอกจากนี้ รศ.ดร.เอกรินทร์ คนเดิมยังได้ระบุถึงผลการสำรวจในโครงการเพิ่มเติมว่า ผลการสำรวจทรัพยากรป่าไม้ของชุมชน โดยคณะวิจัยจากสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย พบว่า พื้นที่ป่าบ้านนาหมูม่นเป็นป่าเต็งรังผสมป่าเบญจพรรณ โดยมีพรรณไม้กว่า 142 ชนิด แบ่งเป็นไม้ยืนต้น 64 ชนิด ไม้ล้มลุก 23 ชนิด ไม้เถา 20 ชนิด ไม้พุ่ม 12 ชนิด พืชวงศ์หญ้า 18 ชนิด และเฟิร์น 5 ชนิด และยังมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่อีกเป็นไม่น้อยกว่า 115 ชนิด ซึ่งผลการศึกษาชี้ให้เห็นชัดว่า พื้นที่ป่าของบ้านนาหมูม่นยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ที่ควรแก่การอนุรักษ์ ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาเขาหัวโล้น และต้องการฟื้นฟูฐานทรัพยากรอาหารให้กับชุมชน จึงนำเรื่องของการเกษตรทางเลือกมาใช้ขับเคลื่อน เพื่อสร้างภาวะอยู่ดีมีสุข ทั้งมิติสุขภาพ และเพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้จากสิ่งที่ถนัดอยู่แล้ว นั่นคือ การปลูกพืชผักปลอดภัย

ขณะที่ คุณารักษ์ นักวิจัยในพื้นที่ ได้เล่าถึงการดำเนินงานไว้ว่า เริ่มจากการชักชวนคนที่สนใจปลูกผักไร้สารเคมีให้มาเข้าร่วมก่อน โดยเบื้องต้นมีผู้หญิงมาสมัครเข้าร่วม 20 คน จึงเกิดการรวมกลุ่มสตรีขึ้น เพื่อสร้างเครือข่ายผลิตพืชผักปลอดภัย แต่ต่อมามีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 44 คนจากการที่สมาชิกดั้งเดิมได้ไปชักชวนให้คนอื่น ๆ ในหมู่บ้านมาช่วยกันปรับพื้นที่ โดยได้จัดสร้าง “ตลาดสุขภาพบ้านนาหมูม่น” ขึ้น เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2560 หลังจากมีตลาดสุขภาพ ก็ได้มีการกำหนดกติกาและระบบการจัดการขึ้น ซึ่งตลาดสุขภาพที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้คนในชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และทำให้ได้เห็นพลังของชุมชนในการเข้ามามีส่วนร่วมผ่านทางกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย เช่น พลังของผู้หญิง พลังของเด็ก หรือพลังของชุมชน ที่ช่วยกันลงมือลงแรงปูกระเบื้องจากเศษกระเบื้องเหลือใช้ที่รวบรวมกันมาบริจาค จนกลายเป็นงานศิลปะที่สวยงาม ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในชุมชนมาก” นักวิจัยหญิงคนเดิมระบุ



พร้อมกับบอกไว้ด้วยว่า นอกจากจะเป็น “ศูนย์รวมของผู้ใหญ่” แล้ว ที่ตลาดสุขภาพแห่งนี้ยังเป็น “ศูนย์รวมของเด็ก” ในชุมชนด้วย ที่ได้มารวมตัวกันอ่านหนังสือ เล่านิทาน ปลูกผัก รวมถึงยังเป็น “สนามฝึกทักษะ-สนามทดลอง” ฝึกให้เด็ก ๆ รู้จักการนำของมาขายอีกด้วย “แม้เป็นเพียงตลาดเล็ก ๆ ในหมู่บ้านแต่ก็กลายเป็นจุดศูนย์รวมของหมู่บ้าน เพราะไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อขายของ แต่ยังช่วยส่งเสริมเรื่องของสุขภาพและสังคมให้กับคนในชุมชนด้วย ทำให้เกิดมิติต่าง ๆ และทำให้ตลาดแห่งนี้เป็นมากกว่าแค่สถานที่ขายของ” นักวิจัยหญิงคนเดิมกล่าวไว้

ฟัง “เสียงผู้ใหญ่” แล้ว ลองมาฟัง “เสียงเยาวชน” กันดูบ้าง เริ่มจาก น้องอิ๋ง-..จุฑาทิพย์ สิงห์สถิต ตัวแทนเยาวชนจากกิจกรรมนักสืบสายนํ้าและเยาวชนกับป่า ที่บอกไว้ว่า ดีใจที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมอนุรักษ์ป่าของชุมชน ทำให้ได้เรียนรู้ว่าป่าให้ประโยชน์อะไรบ้าง โดยเธอได้เดินสำรวจป่าในชุมชน ซึ่งกิจกรรมที่ได้มาทำนี้ ทำให้เธอรู้สึกว่าได้ใช้เวลาว่างให้มีประโยชน์ แถมยังได้เรียนรู้ชนิดและสรรพคุณของสมุนไพร ทำให้รู้ว่าผืนป่าของหมู่บ้านของเธอมีความอุดมสมบูรณ์มากแค่ไหน “หลังจากเข้ามาร่วมกิจกรรม ทำให้รู้สึกรักและหวงแหนป่ามากขึ้น ซึ่งนํ้ามีผลกับป่า ถ้าไม่มีนํ้า ป่าก็ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ป่าก็เช่นเดียวกันกับคน ที่หากขาดนํ้าก็อยู่ไม่ได้ และนอกจากจะได้สำรวจป่าแล้ว หนูจึงอยากจะอนุรักษ์ให้ป่าผืนนี้ คงอยู่คู่กับชุมชนต่อไปนาน ๆ” น้องอิ๋ง ตัวแทนเยาวชนในพื้นที่ บอกความตั้งใจนี้ไว้



และเรื่องนี้ทางคุณารักษ์ก็ได้เสริมไว้ว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงและเห็นได้ชัดที่สุดหลังจากที่ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ คือเรื่องของทัศนคติ มุมมอง และพฤติกรรมของชาวบ้าน ที่เริ่มมีความเข้าใจเกี่ยวกับต้นทุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากขึ้น จากเดิมที่ไม่เคยคิดเรื่องของต้นทุนและกำไรแต่อย่างใด เพราะคิดแค่จะขายข้าวโพดเพื่อจะได้เงินเป็นก้อน “การปลูกผักนั้น ถึงแม้จะขายได้น้อยในแต่ละวัน คืออยู่ที่วันละ100-200 บาท แต่มีกำไรดีกว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพราะการปลูกผักต้นทุนน้อยกว่ามาก หรือแทบไม่มีเลยก็ว่าได้ นอกจากนั้นผลผลิตที่เกิดขึ้นยังสามารถนำมาแปรรูป หรือทำเป็นเมนูอาหารขายเพื่อเพิ่มมูลค่าได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งหลังจากที่งานวิจัยเข้ามาขับเคลื่อนเรื่องนี้ ทำให้ชุมชนเกิดการตื่นตัว และเริ่มเข้าใจเรื่องของต้นทุนกำไรกันมากขึ้น ที่สำคัญทำให้หลายคนหันกลับมาเป็นห่วงสุขภาพของตัวเองเพิ่มขึ้นด้วย”

ส่วน “เสียงของชาวบ้าน” เกี่ยวกับเรื่องนี้นั้น หนูเด่น วังคำ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 ยอมรับว่า เคยปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แต่ตอนนี้เลิกแล้ว และหันมาปลูกผักปลอดภัย ซึ่งส่วนตัวมองว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ดี เพราะทำให้ได้รู้ ได้เข้าใจเรื่องของต้นทุนกำไร และปัญหาจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ใช้สารเคมีอย่างไม่ปลอดภัย เสี่ยงต่อสุขภาพซึ่งเธอเองก็รู้สึกได้ว่าสุขภาพเริ่มย่ำแย่ แต่พอหันมาปลูกผักไว้ทานเอง สุขภาพที่เคยทรุดโทรมก็ค่อย ๆ เริ่มดีขึ้น พองานวิจัยเข้ามาชาวบ้านก็หันมาปลูกผักปลอดภัยโดยลดการใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลง ทำให้รู้สึกได้ทันทีว่าสุขภาพดีขึ้น และรายจ่ายน้อยลงทำให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้น เช่น จากที่เคยต้องซื้อผักพอปลูกเองก็ลดรายจ่าย แถมผลผลิตที่เหลือก็ขายได้ กลายเป็นแหล่งรายได้แหล่งใหม่ให้กับชาวบ้าน



จริงอยู่ว่าปลูกผักขายได้เงินแค่วันละไม่กี่ร้อยบาท แต่เมื่อคิดต้นทุนแล้ว เราเห็นชัดว่ารายได้จากข้าวโพดนั้น สู้รายได้จากการขายผักไม่ได้ และการปลูกผักไม่ต้องทำทั้งวัน ไม่ต้องดูแลมาก ทำแค่ตอนเช้าและเย็น จึงมีเวลาว่างไปทำอย่างอื่นได้อีก สุขภาพก็ดีขึ้น เพราะไม่ต้องเสี่ยงกับโรคภัยจากสารเคมี ซึ่งปัจจุบันผลผลิตของชุมชนมีกระแสตอบรับดีมาก โดยมีคนสนใจเข้ามาซื้ออยู่เรื่อย ๆ ถึงในพื้นที่ นอกจากการนำผลผลิตไปจำหน่ายที่ตลาดสุขภาพบ้านนาหมูม่น ที่เปิดขายทุกเช้าวันอาทิตย์ และที่ตลาดสีเขียว หน้าที่ทำการอำเภอด่านซ้าย ทุกวันอังคารและศุกร์ และตลาดคลองถมบ้านนาหมูม่น ทุกบ่ายวันจันทร์และพฤหัสบดี ซึ่งรายได้ที่เกิดขึ้นเฉลี่ยแล้วมีรายได้มากกว่า 2,000-4,000 บาทต่อเดือน” เป็นการระบุจาก หนูเด่น ชาวบ้านชุมชน “บ้านนาหมูม่น” แห่งนี้

นี่เป็นอีกกรณีศึกษา “วิถีชีวิตที่มีการปรับตัวเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบ ด้านความมั่นคงทางอาหาร” ที่ถึงแม้ในตอนแรกจะมีหลายคนมองว่า “ยาก-เป็นไปไม่ได้” แต่จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ อย่างการจัดตั้ง “ตลาดสุขภาพ” ก็กลายเป็นก้าวย่างที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้ “บ้านนาหมูม่น จ.เลย” เป็นที่รู้จักจากสังคมมากขึ้น...ในฐานะ “หมู่บ้านสุขภาพดี” แถมยังเป็นหมู่บ้านที่... ปลอดหนี้...ด้วยผัก” อีกด้วย.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 35