อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 24 สิงหาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 24 สิงหาคม 2562

"เสรีภาพ"ปลอดเครื่องแบบ ประเด็นที่เถียงกันไม่เคยจบ

สัปดาห์นี้ชวนคุยดราม่า “เครื่องแบบ” ไล่ตั้งแต่ชุดนักเรียน-ชุดไปรเวท-สส.ขอแต่งการตามเพศสภาพ ควรมองมุมไหน? ยึดชุดความเชื่อกันคนละฝั่ง ปิดกั้นหรือเปิดกว้าง เถียงกันกี่ยุคไม่เคยจบ พฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม 2562 เวลา 12.00 น.


ในช่วงเวลานี้เรียกว่าการเมืองร้อนแบบที่ต้องจับตาไม่กะพริบ เพราะมีการเดินเกมชิงคะแนนเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลแบบว่า “ขั้วเพื่อไทย” ยอมทิ้งไพ่ต่อรองมาหลายใบแล้ว ขณะที่ “ขั้วพลังประชารัฐ” ก็แสดงความมั่นใจขนาดที่มีข่าวว่าเริ่มจัดโผ ครม. ไปบ้างแล้ว ซึ่งอะไร ๆ จะชัดเจนมากขึ้นในการประชุมสภาฯ นัดแรกเพื่อเลือกประธานรัฐสภา ที่น่าจะประชุมวันที่ 25 พ.ค.นี้ แต่ขณะนี้เกมต่อรองแทบจะมีอะไรใหม่ ๆ งอกขึ้นมาวันต่อวัน

ประเด็นต่อรองงอกเพิ่มบ่อยอย่างนี้เรียกว่า การวิเคราะห์สถานการณ์แทบจะต้องวันต่อวันกันเลยทีเดียว เขียนไปก่อนล่วงหน้าก็เกรงว่าแป๊บ ๆ ดีลจะเปลี่ยน อย่างไรก็ตามมันก็มีเรื่องที่เป็นสีสันเบี้ยบ้ายรายทางให้พูดถึงกันได้บ้าง และเป็นประเด็นทางสังคมที่น่าสนใจ อย่างเช่น เรื่องที่ ส.ส. กลุ่มหลากหลายทางเพศของพรรคอนาคตใหม่ ประกาศตัวจะขอแต่งตัวตามเพศสภาพเข้าไปทำงานสภา ส.ส. กลุ่มนี้นำโดย ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์



มีการออกข่าวกันเป็นทางการว่า จะขออนุญาตไปยังทางเลขาธิการสภาฯ ซึ่งก็เช็กกระแสสังคมได้จากอินเทอร์เน็ตนี่แหละ มันก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่มีความเข้าใจว่า กลุ่มหลากหลายทางเพศไม่ใช่กลุ่มผิดปกติ และเขามีสิทธิ์ในการขอแต่งตัวตามเพศสภาพในการทำงาน ซึ่งเรื่องการแสดงอัตลักษณ์ตามเพศสภาพเป็นเรื่องที่กลุ่มหลากหลายทางเพศให้ความสำคัญ ภูมิใจแสดงตัวตน ตาม พ...ความเท่าเทียมระหว่างเพศ เรื่องที่มีการขอใช้สิทธิ์มากที่สุดคือการแต่งกายนี่เอง

แต่ก็มีกระแสที่ไม่เห็นด้วยอยู่มากมายเช่นกัน ที่เขาว่า “ส.ส.กลุ่มนี้คิดถึงแต่เรื่องแต่งตัว” ซึ่งถ้ามองแค่นี้มันก็ดูใจแคบไปหน่อย เพราะเขาก็ยังไม่ได้ทำผลงานให้เห็นไม่ควรด่วนตัดสิน และอีกอย่างหนึ่งการแสดงความภูมิใจในการเป็นกลุ่มหลากหลายทางเพศ ก็เพื่อให้สังคมเห็นและยอมรับว่าคนกลุ่มนี้ก็มีศักยภาพได้ โดยไม่ต้องปกปิดซ่อนตัวอยู่ในกรอบของอัตลักษณ์เพศชายหญิง เมื่อสังคมเปิดกว้างก็จะลดการตีตรา

และก็ยังมีกระแสด่วนตัดสินอีกว่า คนกลุ่มนี้จะไม่รู้กาลเทศะ ว่างานประชุมระดับชาติยังจะแต่งหญิง ฟังเหตุผลนี้แล้วรู้สึกว่า หลายคนก็ยังตีตรากลุ่มคนหลากหลายทางเพศเป็นพวกล้น ๆ คิดแต่จะทำอะไรที่อยากทำ ซึ่งก็ต้องมานั่งคุยกันว่า ที่เขา “ขอแต่งกายตามเพศสภาพ” ไม่ใช่ว่าเขาจะแต่งเป็นนางโชว์ แต่งเป็น Drag Queen เสียหน่อย สูทสากลแบบสุภาพก็มีเยอะแยะ สูทผู้หญิงใส่กางเกงก็มี เขาก็เลือกแต่งตัวให้เหมาะกับเกียรติของสถานที่และงานได้



ก็ไม่รู้ว่าเรื่องการขอแต่งเครื่องแบบตามเพศสภาพนี้จะจบลงอย่างไร และถ้าเป็นการแต่งแบบสุภาพก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรให้ต้องมาเหยียดกันมากนัก แต่เมื่อ ส.ส. กลุ่มนี้เปิดตัวด้วยการเรียกร้องสิทธิของตัวเองก็จะตกเป็นเป้าแล้วว่า ที่สุดแล้วจะทำงานได้ดีมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะกลุ่มหลากหลายทางเพศเองก็อยากเห็นบทบาทของ “ตัวแทน” กลุ่มตัวเองในการผลักดันกฎหมายสำคัญทั้ง พ.ร.บ.คู่ชีวิต และ พ.ร.บ.รับรองเพศ

ซึ่งว่าไป เรื่องเครื่องแบบนี้เป็นอะไรที่พักหลัง ๆ เราจะเห็นคนออกมาเรียกร้องบ่อยขึ้น โดยเฉพาะเด็กนักเรียนนักศึกษา ก่อนหน้านี้ก็มีประเด็น รร.กรุงเทพคริสเตียน ขอเปิด “วันฟรี” ที่เด็กไม่ต้องแต่งเครื่องแบบมาวันหนึ่งในสัปดาห์ และเพิ่งมีข่าวนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขอใช้สิทธิ์ไม่ต้องแต่งเครื่องแบบไปเรียนจนกระทั่งการเข้าสอบ ซึ่งเชื่อว่าจะมีเรื่องแบบนี้เรื่อย ๆ เพราะคนเรายุคเสรีนิยมพยายามปลดล็อคตัวเองจาก “วินัย” มากขึ้น

เรื่องชุดนักเรียนนั้นก็เคยฟังข้ออ้างมาทำนองว่า การบังคับให้นักเรียนแต่งเครื่องแบบเป็นเรื่องเหลือบ่ากว่าแรง เพราะเด็กโตขึ้นเรื่อย ๆ จะต้องตัดเครื่องแบบใหม่ทุกปีฟุ่มเฟือย และดูเป็นการตีกรอบเสรีภาพของเด็กเกินไป ซึ่งเรื่องนี้ก็น่าคิดว่า ถ้าเรื่องเครื่องแบบฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะกับลูกคนจน รัฐบาลก็น่าจะมีนโยบายอุดหนุนค่าเครื่องแบบฟรีด้วย ส่วนเรื่องปิดกั้นเสรีภาพก็แล้วแต่มุมมองว่า หวังจะใช้เสรีภาพในการไม่แต่งเครื่องแบบไปด้านไหน



เคยมีคนเล่าให้ฟังว่า การแต่งเครื่องแบบของไทย เริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ใครมาเข้าเรียน ควรแต่งตัวให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งลูกเจ้านายลูกไพร่ ให้ดูเรียบร้อยเหมาะกับสภาพผู้หาความรู้ ครูบาอาจารย์จะได้ไม่ต้องเกิดความรู้สึกแบ่งแยกชนชั้นจากเครื่องแต่งกายว่าลูกเจ้านายไม่กล้าบ่นว่าด่าตี และอาจมีผลไปถึงว่าเด็กเกิดความรู้สึกเท่าเทียมกัน และต่อมาเครื่องแบบก็มีส่วนช่วยในการรักษาวินัยให้เกิดในจิตสำนึกของเด็กและเยาวชน

คือเมื่อก่อนมีสารวัตรนักเรียนที่คอยตรวจตราเด็กหนีโรงเรียน หนีเที่ยว สิ่งที่ทำให้จับได้ง่ายที่สุด คือ “เครื่องแบบ” และเมื่อใส่เครื่องแบบ เด็กหลาย ๆ คนยังมีความภูมิใจและความตระหนักในเกียรติของสถาบันจนไม่อยากทำอะไรไม่ดี แต่พอมาเดี๋ยวนี้บางคนก็ว่าเครื่องแบบกลายเป็นตัวล่อให้เกิดอันตราย โดยเฉพาะเด็กช่างที่หาเรื่องกันจากเครื่องแบบ หรือเครื่องแบบที่ปักชื่อกลายเป็นอันตรายให้คนบางจำพวก จำไปค้นหาเด็กในอินเทอร์เน็ต

ประเด็นหนึ่งที่ฝ่ายสนับสนุนเครื่องแบบค้านว่า การให้แต่งไปรเวทนั้นทำให้เด็กแข่งกันอวดร่ำรวย ฝ่ายไม่เอาเครื่องแบบเขาค้านว่าไม่เกี่ยว เพราะถึงแต่งเครื่องแบบคนมันจะอวดรวยก็อวด ใครอวดอย่างไรให้ไปวัดกันที่ accessory หรือ “อุปกรณ์เสริม” ว่าแต่ละคนหรูแค่ไหน กระเป๋านักเรียนแพง เครื่องเขียนแพง มือถือแพง รองเท้าแพง ฯลฯ เด็กมันจะมีปมด้อยมันมีด้วยเรื่องอื่นๆ ได้เยอะ ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า เปิดอินเทอร์เน็ตดูชีวิตคนอื่นก็ด้อยแล้วถ้าชอบเปรียบเทียบ



และเขาขอให้เปิดใจว่า การแต่งไปรเวทเสียอีกที่เปิดเสรีภาพให้เด็กคิดเรื่องการออกแบบการแต่งกายที่สุภาพเหมาะสมกับกาลเทศะได้เอง โดยถ้ามันเกินเหตุไปพ่อแม่ครูอาจารย์ก็ตักเตือนให้บ้าง (เพราะคงไม่มีครูหรือผู้ปกครองที่ไหนปล่อยเด็กแต่งตัวเหมือนไปผับหรือตั้งใจอวดรวยจนอันตราย) มันไม่ใช่เรื่องที่พลิกมาใช้สอนกันไม่ได้ แถมยังสร้างสรรค์ไอเดียเรื่องการใช้เสื้อผ้าสุภาพได้อีก ได้เรียนรู้เรื่องการพัฒนาบุคลิกภาพตัวเองจากการแต่งตัว

ให้แต่งตัวเสรีเด็กไม่ตั้งใจเรียน? นี่ก็ดูจะเป็นการตีตราเชิงเหมารวมเกินไป ว่าเยาวชนประเทศเราคิดน้อย ทำไมเราไม่มองกันว่า ผู้ปกครอง ครู หรือกระทั่งสังคมรอบข้างเด็กก็สอนให้เด็กต้องแข่งขัน ต้องทำหน้าที่นักเรียนเพื่ออนาคตที่หางานหาการดี ๆ ทำได้ ปัจจุบันไม่ใช่แค่ชั้น ม.ปลาย เด็กไทยเราเดี๋ยวนี้สอบอะไรตั้งเยอะแยะมากมาย เช่นนี้ต้องตั้งคำถามว่า อะไรที่ทำให้เด็กสนใจการเรียน เครื่องแบบหรือปัจจัยอย่างอื่น

เรื่องเครื่องแบบควรมีหรือไม่ เป็นเรื่องที่เรียกว่า “สองคนยลตามช่อง” คือมันมองไม่เหมือนกัน ให้เถียงกันก็เถียงไม่จบ เพราะมีชุดความเชื่อที่ตัวเองยึดกันคนละฝั่ง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “หน้าที่” และ “กาลเทศะ” ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องที่สอนกันได้ โดยเฉพาะกาลเทศะนั้น ควรปลูกฝังกันว่าอะไรสุดโต่งไปมันก็ไม่งาม

คนจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่เพราะเครื่องแบบ แต่เพราะคิดอย่างไร มาจาก “สอนกันมาอย่างไร” มากกว่า.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”
ขอบคุณภาพประกอบจาก : Tannia Tanwarin Sukkhapisit , Pixabay


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 281