อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม 2562

เศรษฐกิจไทยใต้เงาคสช. 5ปีตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

สัปดาห์นี้ย้อนรอย 5 ปี เศรษฐกิจไทยใต้เงา คสช. สารพัดโพลสำรวจได้คะแนนต่ำสุด สะท้อนปัญหาเห็นภาพ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” เศรษฐกิจไทยจึงมีสภาพ “ลูกผีลูกคน” พฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม 2562 เวลา 08.00 น.


พลันที่ คสช. ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลยิ่งลักษ์ เมื่อ 22 พ.ค. 57 หรือเมื่อ 5 ปีที่แล้ว คนไทยไม่น้อยโดยเฉพาะคนทำมาค้าขาย คนทำธุรกิจที่เบื่อหน่ายการชุมนุมทางการเมือง ก็ฝันว่าเมื่อการเมืองนิ่ง รัฐบาลบาลมีเสถียรภาพ เศรษฐกิจไทยน่าจะดีขึ้น

แต่ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า 5 ปีที่ฝันหวานกลายเป็น “ฝันกลางวัน” เศรษฐกิจไทยหลังจากรัฐบาล คสช. เข้าบริหารประเทศแม้การเมืองจะนิ่ง รัฐบาลมีเสถียรภาพแต่กลับโดนประเทศตะวันตกและประเทศที่ไม่เอารัฐประหารคว่ำบาตรออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อกีดกันการค้า การลงทุน เป็นการบีบทางอ้อม เศรษฐกิจไทยห้วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมาจึงมีสภาพ “ลูกผีลูกคน”



ระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา จากการสัมผัสด้วยตัวเอง หรือจากโพลต่าง ๆ ที่สำรวจการทำงานของรัฐบาล ปรากฏว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้คะแนนต่ำสุดมาโดยตลอด คนทำมาค้าขายระดับกลางจนถึงระดับล่างต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า...ยุคนี้เศรษฐกิจย่ำแย่อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ทำมาค้าขายไม่ได้ ทุนหายกำไรหด ไม่มีกำลังซื้อ ตามถนนหนทางจะเห็นป้ายประกาศเลิกกิจการ ขายกิจการมากขึ้นเรื่อย ๆ

นับตั้งแต่ รัฐบาล คสช. บริหารประเทศ เศรษฐกิจไทยโตขึ้นโดยเฉลี่ยเพียงปีละร้อยละ 2-3 เท่านั้น ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับศักยภาพของประเทศที่น่าจะโตได้มากกว่านี้ แม้จะมีปัจจัยภายนอกมาเป็นตัวกำหนด ไม่ว่าปัจจัยจากเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ ทำให้ส่งผลมายังเศรษฐกิจโดยรวมก็ตาม

ตลอดห้วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมาในฐานะที่รัฐบาลต้องเป็น Regulator คนออกกฎระเบียบ ต้องบอกว่ารัฐบาล คสช. ยังทำหน้าที่นี้ไม่ดีเท่าที่ควร เอื้อแต่ทุนใหญ่ ไม่เกิดการแข่งขัน เมื่อเป็นเช่นนี้เงินจึงไม่กระจายลงไปสู่ระดับล่าง กระจุกอยู่แต่ในกลุ่มธุรกิจใหญ่ไม่กี่ตระกูล สะท้อนจากตัวเลขเศรษฐีไทย 1% ถือทรัพย์สิน 58% ของทั้งประเทศ

สิ่งที่จะเห็นตามมานั่นคือ การเติบโตต่ำมาก เศรษฐกิจไทยโต “ต่ำที่สุด” ในประเทศเกิดใหม่ หรือที่เรียกว่า “อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต” ที่สำคัญการกระจายรายได้ของไทยมีความเหลื่อมล้ำที่สูงมาก ปีนี้ประเทศไทยครองแชมป์ “มีความเหลื่อมล้ำ” สูงที่สุดในโลก จาก 2 ปีก่อนที่อยู่อันดับ 3

รัฐบาล คสช. จึงต้องออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น นโยบายประชานิยมโดยจัดสรรในงบประมาณแผ่นดินผ่าน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือบัตรคนจน จำนวน 14.5 ล้านคนให้ผู้ที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งต้องใช้งบประมาณถึงปีละ 100,000 ล้านบาท



รวมเบ็ดเสร็จเฉพาะงบฯ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ไม่นับโครงการเบี้ยหัวแตก ภายใต้นโยบาย “ประชารัฐ” ที่เน้น “ลด-แลก-แจก-แถม” กระตุ้นกำลังซื้อชั่วคราวกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยไม่ได้มุ่งสร้างทักษะ-ขีดความสามารถในการประกอบอาชีพที่ยั่งยืนแต่อย่างใด

แต่ที่ตกเป็นเป้าการวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมมากที่สุด และเป็นปัญหาใหญ่ที่ คสช. ยังแก้ไม่ได้ คือ การแก้ไขปัญหาทุจริต ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาแทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน แถมยังทำให้นโยบายบิดเบือน กระทั่งสังคมต้องตั้งคำถามกับ ปปช. ที่เป็นองค์กรตรวจสอบว่ามีความเป็นอิสระจริงหรือไม่

ในด้านกลับกันในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ผลงานรัฐบาล คสช. ก็มีหลายอย่างเช่นกัน อาทิ ปลดไทยพ้นบัญชีค้างาช้างผิดกฎหมาย การแก้ปัญหาค้ามนุษย์ทำให้ลดระดับความรุนแรงลงจากเทียร์ 3 เป็นเทียร์ 2 จากรายงานของรัฐบาลสหรัฐฯ

นอกจากนี้ยังแก้ปัญหาในธุรกิจการบินพลเรือน ทำให้องค์การการบินระหว่างประเทศ (ICAO) ปลดธงแดงออกจากไทย แก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ไทยจึงรอดพ้นจากใบแดงได้ การปรับสถานะคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไทยดีขึ้นในรอบ 10 ปี จากบัญชีที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ นโยบายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีมรดกหรือนโยบายให้ชาวนาตัดไม้ในนา รวมถึงส่งเสริมการปลูกต้นไม้ให้นำมาค้ำประกันกับธนาคารได้



แต่หลาย ๆ นโยบายก็มีคำถามจากสังคมตามมาไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษีมรดก ว่าได้ไม่คุ้มเสีย การแก้ปัญหาประมงตามใบสั่งอียู ที่กลุ่มประมงขนาดใหญ่ตั้งคำถามว่าตามใจอียู ทำให้ส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการประมงที่เป็นคนไทยหรือไม่

นโยบายรัฐบาล คสช. พยายามผลักดันมากที่สุด คือ โครงการการลงทุนขนาดใหญ่ โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งขณะนี้กำลังมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ อย่างไรก็ดีการลงทุนขนาดใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงยังไม่เห็นผลในช่วง 5ปีที่ผ่านมา ก็มีคำถามตามมาว่า...เป็นโครงการที่เอื้อให้กับกลุ่มทุนต่างชาติและกลุ่มทุนไทยไม่กี่กลุ่ม และจะมีนักลงทุนต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุนจริงหรือไม่

รวมทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น เพราะประเทศไทยทุกวันนี้มีแต่ถนน แต่ไม่มีระบบราง ไม่มีเส้นทางการขนส่งสินค้าที่ทำให้ต้นทุนถูก และขนคนในจำนวนมาก การลงทุนระบบรางจึงเป็นการลดความแออัดและลดต้นทุนการเดินทาง แต่ก็ยังมีการถกเถียงและเห็นไม่ตรงกันเรื่องระบบรางความเร็วสูง ว่าเป็นการลงทุนคุ้มค่าหรือไม่

ฉะนั้นหากจะให้ฟันธงก็ต้องบอกว่า5ปีที่เศรษฐกิจไทยอยู่ใต้ร่มเงารัฐบาล คสช. เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ปล่อยโอกาสทองของประเทศทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย.
................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”
ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก : Pixabay

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    38%
  • ไม่เห็นด้วย
    62%