อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 18 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 18 กันยายน 2562

"หลังม่าน" ก็มีบทบาทเข้มข้น "เส้นทางชีวิต..นักแสดงงิ้ว"

“ทีมวิถีชีวิต” ได้มีโอกาสเข้าไป “เจาะลึกชีวิตนักแสดงงิ้ว” เกิดจากความสงสัยใคร่รู้ว่า อุปรากรจีน ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานอย่าง “งิ้ว” นี้ หลังม่านนั้นนักแสดงงิ้วเหล่านี้พวกเขาเป็นใคร อาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม 2562 เวลา 10.30 น.


ร้อน...และอลหม่าน” เป็นคำบรรยายที่ดีที่สุดของบรรยากาศ “หลังโรงงิ้ว” ยิ่งใกล้ถึงเวลาที่นักแสดงจะต้องปรากฏตัว ความวุ่นวายด้านหลังโรงงิ้วก็ยิ่งเพิ่มทวีคูณมากขึ้น ซึ่งบรรยากาศเช่นนี้ หากเป็น “นักแสดงงิ้ว” แล้วคงเห็นจนชินตาในฐานะเหตุการณ์ปกติ แต่ไม่ใช่กับเรา หลังจากที่ได้มีโอกาสเข้าไปสังเกตการณ์ด้านหลังเวทีคณะงิ้วชื่อดังแห่งนี้อย่างใกล้ชิด ที่วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” เรามีเรื่องราวมานำเสนอ...

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ “ทีมวิถีชีวิต” ได้มีโอกาสเข้าไป “เจาะลึกชีวิตนักแสดงงิ้ว” เกิดจากความสงสัยใคร่รู้ว่า อุปรากรจีน ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานอย่าง “งิ้ว” นี้ หลังม่านนั้นนักแสดงงิ้วเหล่านี้พวกเขาเป็นใคร มาจากไหน และเพราะเหตุใดถึงเลือกเส้นทางชีวิตนี้ โดยหลังจากได้รับการตอบรับจาก “คณะงิ้วซิงตงเจี่ยสูงเฮียง” ซึ่งถือเป็นคณะงิ้วชื่อดังที่มีชื่อเสียงยาวนาน ให้เราเข้าไปสังเกตการณ์ได้ ช่วงเย็นวันหนึ่งของกลางเดือน พ.ค. ซึ่งคณะงิ้วแห่งนี้ได้มาเปิดทำการแสดงที่ศาลเจ้า ซึ่งตั้งในบริเวณมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ย่านพลับพลาไชย เราก็รีบรุดไปที่นั่นทันที โดยมี กนกพร ตั้งกิติธร หรือที่นักแสดงงิ้วเรียกกันว่า “เจ๊พริ้ง” วัย 49 ปี ตำแหน่งโต้โผหรือผู้จัดการของคณะงิ้วซิงตงเจี่ยสูงเฮียง รับหน้าที่นำเราเยี่ยมชม ซึ่งเธอเล่าประวัติตัวเองให้ฟังว่า เข้ามาเป็นนักแสดงงิ้วตั้งแต่เด็ก โดยเริ่มเรียนรู้การแสดงงิ้วมาตั้งแต่อายุ 12 ขวบ ซึ่งจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ก็คลุกคลีอยู่ในคณะงิ้วมานานกว่า 30 ปีแล้ว



สมัยก่อนจะมีการเรียกเด็กที่ถูกพ่อแม่นำมาฝากกับโรงงิ้วว่า เด็กงิ้ว โดยเป็นเด็กที่พ่อแม่นำมาฝากกับโรงงิ้วไว้ ด้วยเหตุผลหลายประการ แต่ส่วนใหญ่คือจากความยากจน ซึ่งเมื่อเด็ก ๆ เข้ามาแล้ว ก็จะกินอยู่หลับนอนที่โรงงิ้ว พร้อมฝึกฝนวิชาจากอาจารย์ไปเรื่อย จนเมื่ออาจารย์เห็นแววว่าพอจะเล่นได้แล้ว จึงจะได้ค่าจ้างเป็นรายเดือน ซึ่งเจ้าของคณะหรือเถ้าแก่คณะงิ้วจะหักเงินไว้ จนเมื่อครบสัญญาเจ้าของคณะก็จะปล่อยเด็กกลับบ้านไป ซึ่งการนำเด็กมาฝากเป็นงิ้วสมัยก่อน เรียกว่าการ ผูกสัญญา มีทั้ง 3 ปี 5 ปี แล้วแต่ว่าพ่อแม่จะเอาเงินเท่าไหร่ เช่น 3 หมื่น 5 หมื่น เป็นต้น” เป็นการเข้าสู่คณะงิ้วในอดีต ที่กนกพรเล่าให้ฟัง
พร้อมกับบอกว่า เด็ก ๆ ที่ถูกผูกสัญญาให้เป็นนักแสดงงิ้วจะไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะเสื้อผ้าก็มีคนซักให้ มีคนทำกับข้าวให้กินทั้ง 3 มื้อ ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ เถ้าแก่คณะจะจัดหาให้หมด สิ่งที่เด็กในสัญญาต้องทำมีอย่างเดียวคือ ฝึกงิ้ว และขึ้น โชว์งิ้ว ซึ่งแต่ละคนจะมีครูฝึกร้องฝึกเต้นให้ ซึ่งเมื่อเด็กอยู่ครบสัญญา หรืออยู่ทำงานจนสามารถไถ่ถอนตัวเองได้ หลัง ครบสัญญาก็จะมาพูดคุยกันอีกครั้งว่าอยากจะอยู่ต่อไหม และเงินเดือนที่จะได้รับจะได้เท่าไหร่ “อย่างเจ๊ก็ผูกสัญญามาทั้งหมด 10 ปี คือครั้งแรก 5 ปี และต่อสัญญาไปอีก 2 ครั้ง คือ 3 ปีและ 2 ปี” เธอบอกเราเรื่องนี้

หน้าม่านโรงงิ้วว่าเข้มข้นแล้ว แต่กับ “ชีวิตหลังฉาก” กลับมีสีสันยิ่งกว่า อย่างชีวิตของโต้โผหรือผู้จัดการคณะงิ้วอย่าง กนกพรเอง ก็มี “มุมชีวิต” น่าสนใจ โดยเธอเล่าว่า ปัจจุบันแต่งงานแล้ว และมีลูก 1 คน โดยที่สามีมีอายุอ่อนกว่าเธอถึง 20 ปี ซึ่งเธอและสามีพบรักกันตอนที่ได้ไปเล่นงิ้วที่ประเทศสิงคโปร์ โดยสามีเคยเป็นนักดนตรีประจำคณะงิ้ว แต่ตอนนี้ได้ออกไปทำงานข้างนอกแล้ว ทั้งนี้ เธอเล่าว่า เคยออกไปทำธุรกิจส่วนตัว แต่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก จนที่สุดก็หวนคืนกลับมาสู่เส้นทางเดิม



เป็นงิ้วแล้ว ก็เป็นจนวันตายนั่นแหละ อย่างบางคนเคยเลิกเล่นไปแล้ว แม้จะร้างลาเวทีไปแล้ว แต่พอเสียงดนตรีดังขึ้น ทุกคนก็ออกท่าทางได้เองโดยอัตโนมัติ” ผู้จัดการคณะงิ้วคนเดิมระบุ
สำหรับ “เส้นทางก่อนเป็นนักแสดงงิ้ว” นั้น กนกพรบอกว่า ก่อนจะได้ชื่อเป็น นักแสดงงิ้ว ทุกคนที่เข้ามาจะต้องได้รับการฝึกอย่างหนัก ซึ่งในอดีตครูที่สอนงิ้วจะแยกกันสอน แต่เดี๋ยวนี้ก็จะฝึกได้ทุกอย่าง ซึ่งการฝึกก็จะมีตั้งแต่ให้ลองหัดเดินบนตะเกียบที่วางไว้กับพื้น เพื่อฝึกไม่ให้ไหล่สั่นเวลาเดิน และเวลาเดินขาจะต้องหนีบ โดยท่าเดินของตัวหญิงตัวชายก็จะต่างกัน อาทิ ผู้หญิงจะเดินเท้าชิดและซอยเท้าถี่ ๆ ส่วนผู้ชายจะเดินก้าวกว้าง ๆ และด้วยความที่นักแสดงงิ้วต่างคนก็ต่างที่มา เรียกว่าร้อยพ่อพันแม่ก็ว่าได้ ทำให้ในโรงงิ้ว ใน “คณะงิ้วต้องมีกฎที่เข้มงวด” และ “มีบทลงโทษค่อนข้างหนัก” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องไม่ดีไม่งาม และป้องกันความวุ่นวาย อาทิ สมมุติว่ามีเด็กในสัญญา 20 คน ทำผิด 1 คน ครูก็จะลงโทษเด็กทั้งหมด โดยการลงโทษก็มีทั้งการหนีบมือแล้วเอาเชือกพันเพื่อให้เจ็บ หรือให้นั่งคุดคู้ และเอาหวายฟาดให้หลาบจำ เพื่อไม่ให้ทำผิดอีก อย่างไรก็ตาม กนกพรยํ้าว่า นี่เป็นภาพเมื่อในอดีต แต่สมัยนี้ ภาพแบบนี้ไม่มีอีกแล้ว

โลกมันเปลี่ยนแปลง งิ้วก็เปลี่ยนไปด้วย สมัยนี้ไม่มีแล้วเด็กในสัญญาเพราะเถ้าแก่สู้เงินก้อนไม่ไหว คนเล่นงิ้วจึงมีแบบกินรายวันกับกินรายเดือน กินรายวันจะแพงกว่ากินรายเดือน เช่น วันละ 500 เล่นแค่ 5 วันได้ 2,500 แล้ว ขณะที่พวกที่กินเงินรายเดือน 30 วันก็จะได้ราว ๆ 12,000 แต่คนกินเงินเดือนก็จะมีเงิน 30% ในช่วงหยุดงานหรือไม่มีงาน ส่วนคนกินรายวันจะไม่มีส่วนนี้ ส่วนตัวเจ๊เองก็เข้า ๆ ออก ๆ คณะงิ้ว 2-3 รอบเหมือนกันนะ แต่ไม่รอด เหมือนชีวิตถูกกำหนดมาให้เป็นงิ้ว ซึ่งเจ๊เล่นได้ทุกตัว ยกเว้นพระเอกนางเอก และคิดว่าคงเล่นงิ้วไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเล่นไม่ไหวนั่นล่ะจึงจะหยุด” กนกพรระบุ



นักแสดงงิ้วมีวันหมดอายุไหม??? เราถามเรื่องนี้ ซึ่งเมื่อได้ยินคำถาม กนกพรยิ้มอย่างอารมณ์ดี พร้อมบอกว่า งิ้วไม่มีวันหมดอายุ ถ้ายังเล่นไหว ซึ่งหลายคนที่ยังเล่นอยู่ บางคนก็มีอายุ 60 กว่าปีแล้ว แต่ก็ยังขึ้นเล่น เพราะเวลาแต่งหน้าเป็นงิ้วแทบไม่มีใครดูออกว่าคนไหนอายุเท่าไหร่ ทั้งนี้ “เนื้อหาที่แสดง” นั้น เธอบอกว่า ส่วนใหญ่ก็จะไม่หนีไปจากเรื่องราวความดีชนะความชั่ว ความรัก การพลัดพราก ความยุติธรรม เป็นต้น ขึ้นกับว่าคณะไหนเชี่ยวชาญด้านไหน เพราะแต่ละคณะก็มีไม้เด็ดแข่งกัน สำหรับ “ตารางงานแสดงงิ้ว” นั้น เธอบอกว่า ส่วนใหญ่จะมีการจองตัวให้ไปเล่นล่วงหน้ากันเป็นปี ๆ คือทำสัญญากันข้ามปี และไม่มีการบอกล่วงหน้าว่าเล่นที่ไหน เพราะจะมีการตัดหน้ากัน ฉะนั้น งิ้วจึงมีงานเดินสายไปทั่วประเทศและต่างประเทศตลอด ที่สำคัญคือ วงการงิ้วก็ไม่ต่างจากวงการบันเทิง หรือวงการนักกีฬา เพราะมีการดูดตัวกัน มีการแย่งซื้อตัวกัน เพราะทุกคณะต่างก็ต้องการ “นักแสดงงิ้วระดับดารา” เพื่อเรียกคนมาดู ซึ่งยิ่งมีคนมาดูมากเท่าไหร่ นั่นก็ย่อมหมายถึงเงินรายได้ที่จะได้เพิ่มขึ้นด้วย

งิ้วก็เหมือนกับวงการบันเทิง เหมือนวงการลิเกนั่นแหละ คือมีแม่ยกพ่อยก มีแฟนคลับที่คอยติดตามเหมือนกัน ซึ่งไม่ใช่มีแต่คนจีน หรือคนไทยเชื้อสายจีน ที่เป็นคนไทยแท้ก็เยอะ เพราะเดี๋ยวนี้คณะงิ้วมีการปรับตัวให้ทันกับยุคสมัย เช่น ถ้าไปเล่นต่างจังหวัด ก็จะมีพากย์ไทย หรือไปเล่นที่ลาว ก็จะมีเสียงพากย์เป็นภาษาลาว” กนกพรเล่าถึงพัฒนาการของ “คณะงิ้วยุคใหม่”





ด้าน จรูญศรี สุขเสน่ห์ หรือ “เจ๊ส้ม” วัย 53 ปี ก็ร่วมเล่าให้ฟังว่า เธอเล่นงิ้วมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ และที่เข้ามาอยู่ตรงนี้เพราะพ่อแม่ยากจน อีกทั้งเธอยังมีพี่น้อง 6 คน จึงตัดสินใจที่จะเข้าสู่เส้นทางของการเป็น นักแสดงงิ้ว โดยจุดพลิกผันชีวิต เกิดจากวันหนึ่งเธอได้ไปเที่ยวงานที่วัดสิงห์ ย่านบางบอน และได้ไปยืนดูงิ้วแสดง ก็รู้สึกสนใจเพราะชอบการร่ายรำ และที่สำคัญ นักแสดงทุกคนได้แต่งหน้าสวย ๆ ทำให้อยากเป็นนักแสดงงิ้ว จึงไปถามกับงิ้วคณะนั้นว่า ถ้าอยากจะเป็นนักแสดงงิ้วจะต้องทำอย่างไร ทางโรงงิ้วก็บอกว่าให้ไปบอกพ่อแม่มาพบเพื่อที่จะทำสัญญากัน เธอจึงกลับไปบอกพ่อแม่ว่าเธอตัดสินใจจะไปเป็นงิ้วนะ เพราะอยากเสียสละให้น้อง ๆ ได้เรียน ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วชีวิตในโรงงิ้วไม่ได้ง่ายอย่างที่เธอเคยคิด เพราะมีบททดสอบชีวิตพัดผ่านเข้ามาทดสอบอยู่เรื่อย ๆ แต่ที่สุดเธอก็ฝึกฝนจนสามารถก้าวมายืน ณ จุดสูงสุดในฐานะ “นางเอกงิ้ว” ได้สำเร็จ

บ้านพี่จนมาก แถมลูกเยอะ พี่กับพี่สาวเลยเสียสละให้น้อง ๆ เรียน โดยขอพ่อแม่มาเล่นงิ้ว ก็ได้เงินค่าผูกสัญญามาไม่มาก เพราะตอนนั้นถ้าเป็นคนไทยจะได้เงินน้อย ถ้าเป็นคนจีนจะได้เยอะกว่า ตอนมาอยู่ใหม่ ๆ ก็ไม่ค่อยได้งานเพราะเขาจะป้อนงานคนจีนด้วยกันก่อน พี่ก็อาศัยทนเอา ฝึกก็ฝึกแบบครูพักลักจำ ภาษาจีนไม่ได้ ก็ต้องใช้วิธีจำเสียงและคัดลอกจดเอาในสมุดเป็นภาษาคาราโอเกะ จนจำอยู่ในหัวได้ทั้งหมด แรก ๆ ก็รับบทยืนอย่างเดียว (หัวเราะ) ยืนแบบไม่ต้องพูดอะไรเลย ต่อมาก็เริ่มได้บทสาวใช้ ไม่ก็ทหาร ตอนหลัง ๆ จึงมีบทพูด ซึ่งกว่าจะมีวันนี้ได้ บอกเลยว่าไม่ง่าย” เป็น “เส้นทางชีวิต” ของนางเอกงิ้วรายนี้



ขณะที่ เพ็ญจันทร์ ลิ้มศักดิ์ถาวร หรือ “เจ๊หมวย” วัย 44 ปี ซึ่งยึดอาชีพนักแสดงงิ้วเพื่อเลี้ยงชีพมากว่า 20 ปี ก็ได้เล่าให้ฟังว่า เข้าสู่วงการงิ้วได้จากการที่มีคนรู้จักนำมาฝากเพราะเธอเป็นคนชอบเที่ยวและไม่ชอบอยู่กับที่ ซึ่งจังหวะชีวิตเวลานั้น การเป็นนักแสดงงิ้วที่ต้องเดินทางไปสถานที่ ต่าง ๆ ถือเป็นตัวเลือกที่ดีของชีวิตในขณะนั้น ซึ่งเธอบอกว่า จากที่แค่เลือกเล่นงิ้วเพื่อที่จะได้เดินทางท่องเที่ยว ไม่ต้องจำเจอยู่กับบ้าน แต่มาถึงวันนี้ก็ต้องบอกว่า อาชีพเล่นงิ้วทำให้เธอมีชีวิตวันนี้ โดยเธอมีลูกถึง 5 คน และลูกคนโตนั้นก็เรียนจบมหาวิทยาลัยและได้ทำงานแล้ว ซึ่งเงินค่าเล่าเรียนลูกก็เป็นนํ้าพักนํ้าแรงที่ได้มาจากการเล่นงิ้ว

ก่อนหน้าที่จะมาเล่นงิ้วเคยเป็นสาวโรงงานมาก่อน ส่วนสามีก็ทำงานก่อสร้าง สามีพี่เป็นคนลาว เป็นคนเวียงจันทน์ ลูกคนสุดท้องตอนนี้อายุ 5 ขวบ ถ้าเดินทางต่างจังหวัดก็จะเอาลูกคนเล็กนี้ไปฝากพ่อกับแม่ให้ช่วยเลี้ยง แต่ถ้าอยู่ในกรุงเทพฯ ก็จะหอบหิ้วมาอยู่ที่โรงงิ้วด้วยตลอด ซึ่งรายได้งิ้วนี้ ถ้ารู้จักเก็บรู้จักใช้ ถือว่ารายได้ดีไม่เบาเลยนะ อย่างพี่ก็ได้เงินจากการเล่นงิ้วนี่แหละที่ส่งเสียลูกเต้าจนเรียนจบได้” เป็น “ฉากชีวิต” ของนักแสดงงิ้วรายนี้



ส่วนนักแสดงงิ้วรุ่นใหม่ อย่าง สุภาพร นะมะปะ ที่มีชื่อเล่นว่า “แคท” สาวน้อยวัย 22 ปี ก็ได้เล่าให้เราฟังถึงเส้นทางของเธอว่า คลุกคลีอยู่กับโรงงิ้วมาตั้งแต่ เล็ก ๆ เพราะพ่อแม่ของเธอก็เป็นนักแสดงงิ้วเช่นกัน ส่วนเธอเข้ามาในคณะงิ้วเพราะต้องการให้น้องอีก 2 คนได้เรียนหนังสือ จึงให้แม่พาเข้ามาอยู่โรงงิ้วตั้งแต่อายุ 12 ขวบ ซึ่งก่อนจะมาประจำที่ คณะงิ้วซิงตงเจี่ยสูงเฮียง นี้ เธอก็อยู่มาแล้วหลายคณะ แต่เพราะคณะงิ้วแห่งนี้นี่แหละที่ทำให้เธอมีเงินมีงานเลี้ยงตัวเองมาได้จนถึงวันนี้ “มีคนแนะนำว่าควรมาที่คณะนี้ จึงติดต่อมาที่เจ๊พริ้ง (กนกพร ผู้จัดการคณะ) พอได้คำตอบว่ารับ ก็อยู่ที่คณะนี้มาเรื่อย ๆ ตอนนี้ก็นานกว่า 6 ปีแล้ว และไม่คิดจะไปที่อื่น เพราะพี่ ๆ เพื่อน ๆ ที่นี่ดีกับเรามาก ๆ” เป็นความรู้สึกของนักแสดงงิ้ววัยสาวคนนี้

วันนั้น ก่อนที่นักแสดงทุกคนจะก้าวออกไปทำการแสดงตามกำหนดเวลา ตามบทบาทการแสดงที่ได้รับ แคท นักแสดงงิ้ววัยสาวคนเดิมบอก “ทีมวิถีชีวิต” ว่า เส้นทางในอนาคตนั้น เธอคงเล่นงิ้วต่อไปเรื่อย ๆ เพราะยังมีภาระที่ต้องใช้จ่ายอีกมาก อีกอย่างเมื่อได้อยู่ในโรงงิ้วแล้ว รู้สึกมีความสุข เพราะทุกคนรักใคร่กลมเกลียวกัน ดังนั้น ความคิดที่จะเลิกเล่นงิ้วตอนนี้จึงยังไม่เกิดขึ้น

ถึงหลังม่านจะดูวุ่นวายในสายตาคนอื่น แต่สำหรับเรา ความวุ่นวายแบบนี้แหละที่เป็นโลกของเรา” แคทบอก ก่อนขอตัวเพื่อเตรียมขึ้นเวทีแสดงตาม “บทงิ้ว” ที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งบทบาทหน้าฉากนักแสดงงิ้วแต่ละคนว่ามีสีสันแล้ว...

หลังฉาก” นั้น “ชีวิตยิ่งเข้มข้นกว่า”.

......................................................................
เชาวลี ชุมขำ : เรื่อง / ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : ภาพ


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 33