อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 สิงหาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 สิงหาคม 2562

ถูกเหยียดจบดร.แต่ทำนา สุขใจเลี้ยงไก่ขายไข่ขบถ

สัปดาห์นี้เปิดชีวิตอดีตหนุ่มธนาคารวัย 31 ปี ขอลาออกเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ โดนเหยียดหยามบ้าจบดร. เรียนสูงแต่ทำนา เลี้ยงไก่แบบอินทรีย์ผลิต “ไข่ขบถ” ปลูกผักคุณภาพดีปลอดสาร ก่อนผันตัวเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยคืนความรู้ให้ชุมชน อาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน 2562 เวลา 08.00 น.


การจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ต้องขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง? การยึดแบบแผนเดิม ๆ การปรับเปลี่ยนวิธี หรือการลุกขึ้นมาเขียนตำราชีวิตของตัวเองจนได้เล่มที่ดีที่สุด ซึ่งที่บ้านรักษ์ดิน ซอยอู่ทอง 16 หมู่ที่ 9 ต.ปากแพรก อ.เมือง จ.กาญจนบุรี มีหนุ่มคนหนึ่งซึ่งดูผิวเผินก็เป็นเพียงหนุ่มอาชีพเกษตรกรรม ที่ง่วนอยู่กับการเลี้ยงไก่ ปลูกผัก ทำนา ไม่ได้มีอะไรพิเศษเหนือไปกว่าชาวบ้านคนอื่น ๆ


 
ทว่าในความเป็นจริงอีกด้าน หนุ่มคนนี้กลับเป็นถึงอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งสอนอยู่ที่คณะนวัตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยรังสิต ชื่อว่า “สิริกร ลิ้มสุวรรณ” ดำรงตำแหน่ง ผอ.สถาบันบ่มเพาะและส่งเสริมเกษตรอินทรีย์วิถีไทยและอาหาร ในวัยเพียง 31 ปีเท่านั้น เมื่อเสร็จจากภาระการสอนก็จะกลับไปเป็นหนุ่มชาวไร่ชาวสวนธรรมดาคนหนึ่ง ที่รักวิถีชีวิตท้องไร่ท้องนา และชื่นชอบการทำเกษตรแบบคนรุ่นใหม่
 
แต่ตำราชีวิตเล่มนี้กว่าจะมาอยู่ตรงหน้าของทุกคนในวันนี้ ชีวิตของเขาได้ผ่านทั้งอุปสรรคและแรงกดดันจากสังคมไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว
 
เด็กมัธยมฯ ปลายจากรั้ว “โรงเรียนสมเด็จย่า หรือ รร.เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี ได้ซึมซับและชอบเรียนรู้โครงการพระราชดำริ กระทั่งเรียนต่อปริญญาตรีทางด้านนิติศาสตร์ แต่เมื่อจบได้ทำงานในฝ่ายการตลาดของธนาคารแห่งหนึ่ง ที่ชีวิตและเงินเดือนก็ไปได้ด้วยดี ซึ่งนั่นน่าจะโอเคไม่ใช่เหรอ?


 
คำตอบ คือ “ผมไม่ได้มีความสุขกับงานแบงก์เท่าไหร่นะครับ เรามัวแต่สวมแว่นตาของคนเมือง แต่ชาวบ้านเขาสวมแว่นตาแห่งความสุข บางครั้งใน 1 วันไม่จำเป็นต้องใช้เงินด้วยซ้ำ มันทำให้เห็นว่าปลูกผักปลูกหญ้าเราก็อยู่ได้”
 
เขาย้อนความทรงจำให้ฟังว่า ในปีพ.ศ. 2548 สมัยที่เขายังเป็นนักศึกษา ระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยรังสิต เกิดการชุมนุมของชาวเกษตรกร จึงลงไปพูดคุยจนรู้ว่า “อ๋อ...ถ้าเขาไม่เดือดร้อนก็ไม่ออกมาชุมนุมหรอ” และเริ่มสนใจเกษตรกรรมอย่างจริงจัง สิ่งแรกที่อยากจะทำคือ...อยากจะทำกิจกรรมเพื่อชุมชนเพื่อตอบสนองความต้องการที่อยากจะพัฒนาบ้านเกิดให้เจริญมากยิ่งขึ้น
 
แต่อีกมุมหนึ่งความคาดหวังของคนในครอบครัว เนื่องจากเขาเป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน จึงทำให้คุณพ่อซึ่งทำงานการไฟฟ้าฯ และคุณแม่ที่เป็นรองผอ. ศาลจังหวัดกาญจนบุรี ท่านทั้งสองเกิดความไม่เข้าใจในสิ่งที่ลูกชายคนนี้กำลังจะลงมือทำ




 
ช่วงเวลาว่างจากการเรียน เขาใช้เวลานั้นกลับไปที่บ้านเสมอ ๆ ลงมือเลี้ยงไส้เดือนเพื่อผลิตเป็นปุ๋ย เลี้ยงวัว ศึกษาการทำนา ปลูกผักคะน้า ผักกาดแก้ว ผักกวางตุ้ง เพราะซึมซับและเรียนรู้มาจากคุณยายวัย 80 ปี (ขณะนี้ท่านจากไปแล้ว) อีกทอดหนึ่ง ซึ่งคุณยายมีลูกทั้งหมด 7 คน แต่ไม่มีใครประกอบอาชีพเกษตรกรรมเลย
 
นั่นเป็นเพียงคำนำไม่กี่หน้าของตำราชีวิตหนุ่มคนนี้ จนกระทั่งได้มาทำงานที่ฝ่ายการตลาดของธนาคาร แต่หลังจากนี้ต่างหากที่เขาพยายามใช้ปากกาด้ามที่แข็งแรงที่สุด ร่างอนาคตที่เขาจะเป็นผู้กำหนดเอง เพราะการตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เนื่องด้วยระบบงานที่พรากเวลาชีวิตไปจากครอบครัว แม้กระทั่งแม่ของเขาป่วยก็ยังหาจังหวะลางานไม่ได้
 
“เราทำงานมีเงินเก็บนะครับ แต่เหมือนเราไม่มีชีวิต แม่ป่วยก็ลาไม่ได้ มันทำให้เราคิดว่าต้องมีเวลาให้ครอบครัวบ้าง เราขายได้ทุกอย่าง แต่เราจะขายจิตวิญญาณไม่ได้ คุณพ่อก็บอกว่าให้คิดดี ๆ ลาออกมาทำเกษตรกรมันไม่ง่าย ยิ่งทำยิ่งเหนื่อย และทางที่จะรวยมันยากด้วย”


 
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากลาออกจากธนาคาร เป็นวันแรกที่เขาลงดำนาปลูกข้าวหอมมะลิ 100% จำนวน 3 ไร่ด้วยตัวเขาเอง เพื่อสู้กับการทำนาแบบเคมีแปลงใกล้เคียง ลองดูว่าจะรอดหรือไม่รอด ซึ่งเมื่อผ่านไป 4 เดือน ได้ข้าวเปลือก 1 ตัน และสีออกมาได้ข้าวสาร 800 กก. โดยครึ่งหนึ่งเก็บไว้กิน ส่วนอีกครึ่งนำไปบดเป็นผงเพื่อจำหน่ายเป็นผงผอกหน้า ฉะนั้นแล้วไม่ได้แข่งกันที่ปริมาณ แต่แข่งกันที่นวัตกรรม เพราะไม่มีใครอยากได้ผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อนสารเคมี ผู้บริโภคทุกคนก็อยากได้อะไรที่เป็นอินทรีย์กันทั้งนั้น
 
...ก็อยากจะลองดูว่า เสื้อผ้าเกาหลียังรอพรีออเดอร์กันได้ แล้วทำไมสินค้าเกษตรของคนไทยถึงจะรอกันไม่ได้ จึงตัดสินใจศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อเปิดตลาดออนไลน์แล้วได้ใช้ความรู้จากปริญญาโทสาขาวิชากฎหมายมหาชน จัดตั้งบ้านรักษ์ดินเป็นวิสาหกิจเพื่อชุมชน ปลูกผัก ปลูกผลไม้อย่างไร เลี้ยงหมูหลุม เลี้ยงไส้เดือน โดยเฉพาะเลี้ยงไก่ขายไข่ขบถ และต่อยอดถึงปริญญาเอก จนกระทั่งพ่อกับแม่เปิดใจยอมรับ กับคำถามและความสงสัยที่ว่า...ที่นั่งพิมพ์อยู่หน้าจอมันจะมีเงินเข้ามาในบัญชีได้อย่างไร”




 
ในวันนี้เขาพิสูจน์แล้วว่า สิ่งที่แต่ละคนครหาเขาว่า “บ้าไปแล้ว จบปริญาโท ปริญาเอก เป็นดร. แต่เลือกมาทำนา” เป็นเพียงแค่ชุดความเชื่อเดิม ๆ ที่ยังไม่ปรับเปลี่ยน “ผมได้คำตอบให้แม่แล้ว ผมไม่ได้บ้านะครับ” การทำงานในห้องแอร์แต่ไร้ความสุขและเวลาให้ครอบครัว ใครจะอยากทำ ลองถามใจตัวเองว่าตรงกันข้ามจะหอมหวานแค่ไหน ถ้าความสุขที่ได้ในชีวิตล้นออกมาจากการทำงาน เพียงแค่ปรับเปลี่ยนวิธีคิดจากแรงกดดันให้เป็นผลักดัน คำเหยียดหยามทั้งหมดก็จะได้รับการพิสูจน์ในที่สุด
 
และครั้งหน้าจะพาไปเจาะวิธีการทำเกษตรแบบคนรุ่นใหม่ ใครที่ชื่นชอบและสนใจอยากนำไปปรับใช้ไม่ควรพลาด เพราะดร.หนุ่มวัยเพียง 31 ปีคนนี้ ไม่หวงความรู้แม้แต่น้อย ยินดีที่จะช่วยเพื่อนร่วมอาชีพให้ลืมตาอ้าปากได้...ทำไมนึกจะทานข้าว ไม่นึกถึงมาตรฐานข้าวของประเทศไทย.
...............................................
คอลัมน์ : นิยายชีวิตอาทิตย์สไตล์
โดย ทวีลาภ บวกทอง 


คลิกติดตามอ่านคอลัมน์นิยายได้ทั้งหมดที่นี่ 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%