อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 18 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 18 กันยายน 2562

5คำที่เด็กจีนไม่อยากได้ยิน บาดหูพ่อแม่มักพูดเชิงลบ

สัปดาห์นี้เรามาดูว่าคำที่เด็กจีนไม่อยากได้ยินมี 5 คำแรกนั้น มีอะไรบ้างและเหมือนหรือต่างกับเด็กไทยหรือไม่ อาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน 2562 เวลา 10.00 น.

 
“วันวันเอารู้จักแต่เล่น...” เป็นคำที่เรามักจะได้ยินผู้ใหญ่ดุว่าเด็กตลอด
 
จากรายงานการสำรวจของสมุดปกน้ำเงินว่าด้วยเรื่องของเด็กและวัยรุ่นจีน รายงานเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2562 พบว่าเด็กจีนนั้นไม่ชอบได้ยินคำพูดอยู่ 5 คำที่ฟังแล้วเจ็บปวดมาก แม้ว่าคำเหล่านั้นบางครั้งเราก็อาจจะฟังดูคุ้น ๆ เคยโดนว่าจนเคยหูตอนเด็ก ๆ และรู้สึกเหมือนกับว่าบางครั้งก็ทำเป็นหูทวนลมไม่ได้ยินเสียก็จบเรื่อง
 
แท้จริงแล้ว เด็กก็อาจจะมีความชอบและความสนใจส่วนตัว บางครั้งอาจจะชอบเล่น และการเล่นก็อาจะแสดงถึงความสามารถเฉพาะทางของเด็กออกมาก็ได้ เช่น คนที่ชอบเล่นเกม เล่นไปเล่นมากลายเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตได้เลย หรืออาจจะสามารถสร้างเกมมาขายได้ ดังนั้นผู้ใหญ่จึงไม่ควรเอาความคิดของตนมากำหนดเด็ก บางครั้งการไปกำหนดกฎเกณฑ์กลับไปทำลายความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก


 
เรามาดูว่าคำที่เด็กจีนไม่อยากได้ยินมี 5 คำแรกนั้น มีอะไรบ้างและเหมือนหรือต่างกับเด็กไทยหรือไม่
 
คำแรกเป็นคำที่กระตุ้นให้เด็กไปเรียนคือคำว่า “รีบไปอ่านหนังสือเรียนซะ /  รีบไปทำการบ้านซะ”
 
คำที่สองเป็นคำที่เอาไปเปรียบเทียบกับเพื่อนวัยเดียวกัน “ดูเด็กคนอื่นบ้างสิไม่เห็นเป็นอย่างเธอเลย”

คำที่สามเป็นการจำกัดการเล่นสนุก “ไม่อนุญาตให้เล่นมือถือนะ ไม่อนุญาตให้ดูโทรทัศน์นะ หรือห้ามไม่ให้เล่นเกมนะ”
 
คำที่สี่เป็นคำตำหนิเลย “ใช้ไม่ได้เลย / โง่อะไรอย่างนี้”
 
คำที่ห้าเป็นเรื่องทั่วไป “วันวันคิดเป็นแต่จะเล่นท่าเดียวแหละ”


 
คำดังกล่าวข้างต้นเป็นคำที่เด็ก ๆ จีน โหวตให้เป็นคำที่บาดหูเด็กที่เหล่าบรรดาผู้ปกครองชอบพูดกัน ซึ่งจะเห็นว่าคำพูดเหล่านี้เป็นคำพูดเชิงลบ ไม่เคารพต่อความคิดของเด็ก เวลาที่พ่อแม่พูดคำเหล่านี้ออกไป หากว่าจะคำนึงถึงใจของเด็ก ๆ บ้าง ไม่ใช่จะพึ่งแต่การดุด่าตบตีว่ากล่าว หรือพูดแต่เหตุผลที่ยิ่งใหญ่ของพ่อแม่ แต่ไม่เคยคิดถึงใจเด็กบ้างเลย
 
จากการสำรวจยังพบว่า เด็กยิ่งโตก็จะยิ่งมีปัญหากับผู้ใหญ่มาก ไม่ว่าจะเรื่องการใช้มือถือ การเล่นเกม ทั้งนี้เด็กก็อยากได้สิทธิ์ในการจัดการเวลาของตนเองบ้าง จนทำให้เกิดความขัดแย้งในครอบครัว บางครั้งผู้ปกครองทำเกินเลยจนละเมิดความเป็นส่วนตัวของเด็ก เช่น ไปอ่านข้อความที่เด็กพูดคุยหยอกล้อกับเพื่อน ๆ ทั้งนี้ผู้ใหญ่ควรมีระยะห่างที่ดี และไม่ไปละเมิดเรื่องส่วนตัวของเด็กจนมากเกินไป
 
บางครั้งเด็กก็ต้องการให้ผู้ใหญ่เป็นแบบอย่างที่ดี เช่น ผู้ใหญ่ก็เอาแต่เล่นเกม ดูทีวี แต่กลับบังคับเด็กให้ห้ามทำสิ่งเหล่านี้ บางครั้งผู้ใหญ่กลับโกหกจนเด็กขาดความเชื่อมั่นในตัวผู้ใหญ่ เด็ก ๆ บางครั้งก็อยากจะให้พ่อแม่ผู้ปกครองมานั่งทำงานอ่านหนังสือเป็นเพื่อนกัน ให้รู้สึกถึงความอบอุ่น ความเอาใจใส่ที่พ่อแม่มีให้กับเขาเหล่านั้น ไม่ใช่เอาแต่สั่ง

ซึ่งจากการสำรวจนั้นพบว่าประเด็นที่เป็นข้อขัดแย้งหลัก ๆ ยังคงเป็นเรื่องของการใช้คอมพิวเตอร์ การใช้มือถือ มักจะค่อนข้างเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมากกับเด็กวัยมัธยมต้น



ทั้งนี้จากรายงานพบว่า เด็กโตนั้นมักจะคิดว่าตนควรที่จะมีสิทธิ์ในการกำหนดเวลาของตนเอง ซึ่งก็คงต้องพูดคุยกันกับพ่อแม่เพื่อหาทางออกที่เหมาะสม ในขณะที่เด็กเล็กนั้น การดูแลตัวเองยังทำได้ไม่ดี ก็คงต้องอยู่ในการกำหนดขอบเขตของพ่อแม่ และพ่อแม่คงต้องดูแลและอธิบายอย่างใกล้ชิด ให้เข้าใจถึงการแบ่งเวลา แต่คงต้องมีพ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดี ฉะนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองที่ดี มีความใกล้ชิดกับลูก และยอมเสียสละเวลาส่วนตัวก็มักจะทำให้เด็กได้แบบอย่างที่ดี และเป็นเด็กที่พร้อมจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต และไม่ต้องทำให้ต้องหมดอารมณ์กันกับคำดุด่าในแต่ละวันที่ระคายหูคนฟัง และเมื่อยปากคนพูด
 
ในวันที่ 1 มิ.ย. ของทุกปีจะเป็นวันเด็กแห่งชาติ การสำรวจที่ทางการจีนทำออกมานี้ ก็เพื่อที่จะเรียกร้องให้ผู้ใหญ่หันกลับมาฟังเสียงเล็ก ๆ ของเด็ก ๆ บ้าง ฟังความต้องการของชีวิตน้อย ๆ ในบ้านบ้าง อย่าเอาแต่บังคับด้วยเพียงเพราะตนโตกว่า เคยผ่านโลกมาก่อน โลกที่กำลังเปลี่ยน เราไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ไม่เป็นอาชีพ อาจจะเป็นอาชีพที่น่าสนใจในอนาคตก็ได้ใครจะไปรู้ได้
 
ในขณะที่เมืองไทยเรา มองไปทางไหนก็จะเห็นภาพเด็กนั่งจ้องมือถือกันคนละเครื่อง โดยเฉพาะในร้านอาหาร ผู้ใหญ่ก็นั่งอ่านมือถือตนไป ไม่มีการพูดคุย ต่างคนต่างสนใจมือถือตรงหน้าตน โดยเฉพาะเด็กเล็กที่พ่อแม่หยิบยื่นมือถือให้ เพราะเมื่อเด็กมีมือถืออยู่ตรงหน้า เด็กก็จะเงียบไม่มีความวุ่นวาย เพราะพี่เลี้ยงคนนี้สามารถ “สะกดจิต” ให้เด็กจดจ่ออยู่แต่มือถือ จนทำให้ปัจจุบันสังคมเราเต็มไปด้วยเด็กป่วย ไม่ว่าจะเพราะสมาธิสั้นเทียม สั้นจริง หรือออทิสติก พ่อแม่ควรจะใช้เวลาในครอบครัวร่วมกัน อย่าปล่อยให้เวลาที่มีค่านี้หมดไป จนต้องมารักษาลูกในอนาคตเลย เราเรียกวันเวลาในอดีตคืนมาไม่ได้ ก่อนที่จะหยิบยื่นมือถือให้ลูก คิดสักหน่อยดีไหม อย่าพูดแต่คำว่าแป๊ปเดียวเอง แต่มันกลายเป็นสิ่งที่เด็กเอามาต่อรอง จนกลายเป็นเด็กติดมือถือ
 
ในประเทศจีน เด็ก ๆ บางคนที่โรงเรียนจัดกิจกรรมให้พูดตะโกนบอกความในใจที่บอกกับพ่อแม่ มีเด็กพูดว่า “พ่อแม่สนใจมือถือมากกว่าลูกอีก หรือว่ามือถือเป็นลูกของแม่ด้วย” มันคงเป็นคำพูดที่เจ็บปวดที่กลั่นออกมาจากใจดวงน้อย ๆ ของเด็กที่ต้องการความรักและความเอาใจใส่จากครอบครัว ฉะนั้นจงฟังเสียงน้อย ๆ ก่อนที่จะสายไป.
……………………………
คอลัมน์ : ฝ่ากำแพงเมืองจีน                            
โดย อ.ผศ.ดร.ศิริเพ็ชร  ทฤษณาวดี
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 93