อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 18 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 18 กันยายน 2562

"อาหารคีโต(ketogenic diet)กับผู้เป็นเบาหวาน"

ปัจจุบันเบาหวานเป็นโรคที่พบอุบัติการณ์สูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ประเทศทั่วโลก เป็นที่ทราบกันดีว่าการควบคุมเบาหวานให้ดี หัวใจสำคัญคือการดูแลจัดการเรื่องอาหารการกิน และการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งในการควบคุมระดับน้ำตาลและน้ำหนักตัว อาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน 2562 เวลา 08.30 น.

คุมเบาหวานต้องคุมอาหาร

ปัจจุบันเบาหวานเป็นโรคที่พบอุบัติการณ์สูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ประเทศทั่วโลก เป็นที่ทราบกันดีว่าการควบคุมเบาหวานให้ดี หัวใจสำคัญคือการดูแลจัดการเรื่องอาหารการกิน และการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งในการควบคุมระดับน้ำตาลและน้ำหนักตัว

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน สมาคมวิชาชีพหลายแห่ง ได้ขยายคำแนะนำเรื่องอาหารสุขภาพ ในหลาย ๆ รูปแบบ เช่น DASH, Mediterranean, pleo, ketogenic diet, intermittent fasting ซึ่งมีข้อมูลจากงานวิจัย สนับสนุนว่ามีประโยชน์ในการควบคุมเบาหวาน และลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ในผู้เป็นเบาหวานบางกลุ่มที่ไม่มีข้อห้ามหรือปัจจัยเสี่ยงในการใช้สูตรอาหารดังกล่าว

กระแสการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะการลดหรือควบคุมน้ำหนักมาแรงมากในปัจจุบันนี้ รูปแบบการบริโภคที่มีการกล่าวถึงมากอันหนึ่งคือ อาหารคีโต (ketogenic diet) กับการลดน้ำหนักได้ดี และไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูง ฉบับนี้มาเรียนรู้เกี่ยวกับรูปแบบอาหารคีโตกับสุขภาพกัน

อาหารคีโต (ketogenic diet) คืออะไร

Ketogenic diet คืออาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต หรือเรียกสั้น ๆว่าคาร์บ ปริมาณต่ำมาก คิดเป็นร้อยละ 5-10 ของพลังงานทั้งหมด หรือประมาณ 20-50 กรัมต่อวัน มีปริมาณไขมันสูง ประมาณร้อยละ 75-80 ของพลังงานทั้งหมด และโปรตีนปานกลาง ประมาณร้อยละ 20-25 ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการศึกษาเกี่ยวกับผลของมันมานานนับทศวรรษ และมีการใช้ในการรักษาโรคลมชัก และโรคอ้วนมาก่อน หลักการของอาหารคีโตคือ เน้นกินคาร์โบไฮเดรต หรือ ข้าว แป้ง น้ำตาล ให้น้อยที่สุดหรืองดกินไปเลย รวมทั้งงดอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสหวานจัด แนะนำผลไม้พวก อะโวคาโด เนื้อมะพร้าว มะกอก เบอร์รี่ (จำกัดปริมาณ) หมวดผักให้ทานเฉพาะผักใบเขียวเป็นหลัก อาหารจำพวกโปรตีนให้เน้นที่ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น เนื้อติดมัน เบคอน เนื้อไก่ที่มีหนัง ไข่ นม เนื้อปลา อาหารทะเล และยังเพิ่มไขมันจากแหล่งต่าง ๆ ให้มากขึ้น เช่น น้ำมันหมู น้ำมันมะกอก ชีส เนย รวมทั้งถั่วเมล็ดเดี่ยวที่คาร์บน้อยเช่น อัลมอนด์ พิชตาชิโอ แมคคาเดเมีย เป็นต้น

อาหารคีโตกับการลดน้ำหนัก

รูปแบบการกินแบบคีโต นี้ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลกลูโคสและไกลโคเจนมาใช้เป็นพลังงานได้เพียงพอ ร่างกายจึงต้องเปลี่ยนมาสลายไขมันเพื่อให้ได้สารชื่อว่า “คีโตน (Ketone)” สำหรับใช้เป็นพลังงานแทนน้ำตาล (กลูโคส) โดยเฉพาะในสมอง ซึ่งจะใช้พลังงานจากกลูโคสและคีโตนเท่านั้น เมื่อร่างกายถูกกระตุ้นให้เผาผลาญไขมันมากขึ้น ก็จะทำให้สามารถลดไขมันส่วนเกินและช่วยลดน้ำหนักได้ ข้อเท็จจริงที่สำคัญคือการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วในช่วงแรกนั้นที่จริง ไม่ใช่ไขมันในร่างกายลดลง แต่เป็นปริมาณน้ำในร่างกายที่ลดลง มีงานวิจัยกล่าวว่าการบริโภคแบบคีโตนนี้ส่งผลให้ความอยากอาหารลดลง อิ่มนานขึ้นและเร็วขึ้น โดยภาพรวมจึงมีการบริโภคอาหารที่ลดลง ทำให้ได้รับพลังงานจากอาหารลดลง จึงเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้น้ำหนักลดลง งานวิจัยหลายชิ้นสนับสนุนว่าอาหารคีโตนลดน้ำหนักได้มากกว่าการกินอาหารที่มีไขมันต่ำในระยะสั้น อย่างไรก็ตามหลังจากระยะเวลา 12 เดือน หรือ 1 ปี พบว่าผลในการลดน้ำหนักไม่แตกต่างกัน มักจะพบว่าน้ำหนักที่ลดไปนั้นกลับคืนมาไม่แตกต่างกัน แสดงให้เห็นว่าคนทั่วไปไม่สามารถกินอาหารในรูปแบบที่จำกัดมาก ๆ ได้นาน ดังนั้นควรจะใช้วิธีออกกำลังกาย ปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตควบคู่ไปด้วย

อาหารคีโตกับระดับน้ำตาลในเลือด

งานวิจัยระยะสั้น ก็สนับสนุนว่าอาหารคีโตสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดระดับอินซูลิน ลดความดันโลหิตได้ในผู้เป็นเบาหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใน 1 ปีแรก ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลจากน้ำหนักตัวที่ลดลงได้ในระยะแรก ดังนั้นอาหารคีโตอาจใช้ได้กับผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 และคนทั่วไปที่ต้องการลดน้ำหนัก และต้องไม่มีโรคประจำตัวที่ต้องระวัง เช่น โรคตับ โรคไต ผู้เป็นเบาหวานที่กินยาลดระดับน้ำตาลควรปรึกษาแพทย์ก่อน เนื่องจากมีโอกาสเกิดปัญหาระดับน้ำตาลต่ำได้มากขึ้น ด้วยรูปแบบการกินอาหารแบบนี้เป็นการเพิ่มคีโตน จึงไม่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ต้องรับอินซูลิน (รวมถึงเด็กและวัยรุ่นที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1) เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะความเป็นกรดจากสารคีโตนในเลือดมาก (Ketoacidosis) รวมถึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะน้ำตาลต่ำมากเกินไป รวมถึงยังไม่มีงานวิจัยเชิงทดลองสนับสนุนว่าได้ผลดีในเบาหวานชนิดที่ 1 สำหรับผู้ที่มีภาวะไตเสื่อมอาจต้องระวังการกินโปรตีนมากเกินจากการกินอาหารคีโต ทำให้ไตเสื่อมมากขึ้นได้

ผลข้างเคียงหรือข้อจำกัดของอาหารคีโต

การกินอาหารคีโตในระยะแรก ร่างกายอาจอ่อนล้า รู้สึกวิงเวียน ปวดหัว หน้ามืด อ่อนเพลีย หมดแรง และความดันโลหิตลดลง เนื่องจากขาดกลูโคสที่ใช้เป็นพลังงานตามปกติ อาจต้องใช้เวลาสักพักร่างกายจึงจะปรับตัวได้ โดยทั่วไปประมาณ 1-3 สัปดาห์ การลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็วในระยะสั้นแลกกับผลข้างเคียงที่ตามมาที่พบอย่างชัดเจนคือมวลกล้ามเนื้อที่ลดลง ซึ่งเป็นผลจากปริมาณอินซูลินที่ลดลง โดยปกติอินซูลินถือว่าเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการสร้างเสริมชีวโมเลกุลในร่างกาย และยังอาจส่งผลให้มวลกระดูกลดลง จากการได้รับแคลเซียมและวิตามินดีลดลง ด้วยข้อจำกัดของอาหารที่กิน อาจมีอาการท้องผูกในบางรายที่ได้ใยอาหารไม่พอจากการกินผัก ผลไม้น้อย นอกจากนี้ยังพบอาการปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ เวียนศีรษะ หัวใจเต้นเร็ว เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ หรือบางทีเรียกว่าหวัดคีโตได้ และยังพบว่ามีความเสี่ยงต่อการขาดสารอาหารบางชนิด เช่น โพแทสเซียม แมกนีเซียม สังกะสี ทองแดง วิตามินซี และเพิ่มความเสี่ยงการเกิดนิ่วในไตได้ จากความไม่สมดุลของสารอาหารในร่างกาย สำหรับผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงอยู่เดิมโดยเฉพาะคอเลสเตอรอล จำเป็นต้องรับประทานสัดส่วนไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัวชนิดต่าง ๆ ให้เหมาะสม และควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแล

สรุป

อาหารคีโตอาจจะเป็นประโยชน์กับบางคน โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและเบาหวานชนิดที่ 2 งานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ส่วนใหญ่เป็นระยะสั้น ยังขาดการศึกษาติดตามในระยะยาวถึงผลกระทบทางสุขภาพในด้านอื่น ๆ ดังนั้นแนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือทีมผู้เชี่ยวชาญทางโภชนาการ ในการให้คำปรึกษาและตรวจติดตามในระยะยาว เพื่อป้องกันอันตรายหรือผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น

ถึงแม้จะมีรูปแบบอาหารต่าง ๆ ออกมามากมายที่มีการทดลองกินกันเพื่อสุขภาพที่ดี แต่ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนความจริงที่ว่า “การกินอาหารที่สมดุล ครบหมวดหมู่อย่างหลากหลายในปริมาณที่เหมาะสมกับแต่ละคน” รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ยังเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการมีสุขภาพที่ดีของทุกคน

ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงธนินี สหกิจรุ่งเรือง สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ

-----------------------------------------
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    80%
  • ไม่เห็นด้วย
    20%

บอกต่อ : 54