อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม 2562

"อุ๋ย-ศรันยา สุขทอง" มองไกล-ฝันไกล..แล้วมุ่งไปให้ถึง!!

หญิงไทยยุคใหม่” เก่งและเจ๋ง “ไม่แพ้ผู้ชาย” ซึ่งขณะนี้หลายวงการก็มีผู้หญิงเข้าไปมีส่วนร่วม และมีส่วนสำคัญ ไม่เว้นแม้แต่ “วงการสนุกเกอร์” หรือ “วงการสอยคิว” ที่ในอดีตถูกมองเป็นเกมกีฬาของผู้ชาย อาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน 2562 เวลา 10.30 น.

หญิงไทยยุคใหม่” เก่งและเจ๋ง “ไม่แพ้ผู้ชาย” ซึ่งขณะนี้หลายวงการก็มีผู้หญิงเข้าไปมีส่วนร่วม และมีส่วนสำคัญ ไม่เว้นแม้แต่ “วงการสนุกเกอร์” หรือ “วงการสอยคิว” ที่ในอดีตถูกมองเป็นเกมกีฬาของผู้ชาย แต่เมื่อมีการเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงได้เข้าสู่วงการดังกล่าว ผู้หญิงก็มีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาสนุกเกอร์หญิง หรือแม้แต่ “ผู้ตัดสินหญิง” ซึ่งผู้หญิงก็สามารถทำหน้าที่ในเกมกีฬานี้ อย่างกรณี “อุ๋ย-ศรันยา สุขทอง” ที่วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” มีเรื่องราวสาวเก่งคนนี้มานำเสนอ...

กีฬาสนุกเกอร์เป็นกีฬาที่เราชื่นชอบมาก และมีความสุขทุก ๆ ครั้งที่ได้เล่น” เสียงจาก อุ๋ย-ศรันยา กล่าวถึงความรู้สึกที่มีต่อกีฬาสนุกเกอร์ พร้อมกับได้เล่าประวัติส่วนตัวให้ “ทีมวิถีชีวิต” ฟังว่า เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของ คุณพ่อสมใจ สุขทอง และ คุณแม่พวงน้อย พันธ์เทียน โดยเกิดที่กรุงเทพฯ และใช้ชีวิตช่วงวัยเด็กตั้งแต่อนุบาลจนถึงชั้นประถมศึกษาที่นี่ ก่อนจะย้ายไปอาศัยอยู่กับคุณยายของเธอที่ อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม ทำให้กลายเป็นคนอัมพวานับตั้งแต่นั้น... ชีวิตในวัยเด็กนั้น ด้วยความที่เป็นลูกคนเดียว และญาติ ๆ หรือลูกพี่ลูกน้องส่วนใหญ่มีแต่ผู้ชาย เราก็เลยติดเล่นแบบเด็กผู้ชาย ทำให้ติดเป็นคนลุย ๆ มาตั้งแต่เด็ก ซึ่งนิสัยห้าว ๆ ทุกวันนี้ก็ยังติดตัวมา” ...



ผู้ตัดสินสนุกเกอร์สาวคนเดิมบอกเรื่องนี้อย่างอารมณ์ดีสำหรับ เส้นทางสู่วงการสอยคิว นั้น อุ๋ยเล่าว่า เริ่มจากพอรู้จัก และเคยเห็นคนเล่นอยู่บ้าง เพราะช่วงปิดเทอมเธอจะได้มาอยู่กับคุณแม่ที่กรุงเทพฯ ทำให้ได้เห็นเพื่อน ๆ คุณแม่ที่เป็นผู้ชายเล่นสนุกเกอร์กัน ซึ่งเธอขอตามไปดูผู้ใหญ่เล่น เพราะความอยากรู้อยากเห็น แต่ก็ไม่ได้รู้ละเอียดนัก และขณะนั้นยังไม่มีความคิดที่จะเล่นกีฬาชนิดนี้ โดยยังเรียนอยู่ชั้นประถม จนเมื่อโตขึ้นอีกนิด คุณลุงของเธอได้กลับมาเปิดร้านอาหารตามสั่งที่ข้าง ๆ บ้านคุณยายที่สมุทรสงคราม และได้นำโต๊ะสนุกเกอร์มาตั้งที่ร้านด้วย โดยได้มอบหมายให้เธอช่วยเฝ้าโต๊ะสนุกเกอร์ให้ และให้ทำหน้าที่เก็บค่าเกมจากลูกค้าที่มาเล่น ก็ทำให้ค่อย ๆ ชอบกีฬาชนิดนี้

ตอนนั้นทำหน้าที่เฝ้าโต๊ะสนุกเกอร์ให้คุณลุง จำได้ว่าเก็บค่าเล่นเกมละ 10 บาท และเป็นจุดเปลี่ยนให้เราก้าวสู่วงการนี้ก็ว่าได้ เพราะช่วงที่ไม่มีลูกค้ามาเล่น เราก็จะหยิบไม้มาลองหัดแทง ซึ่งครั้งแรกก็แทงถูกเลย ทำให้คิดกับตัวเองว่าเราน่าจะมีพรสวรรค์ด้านนี้นะ (หัวเราะ) จากนั้นก็เริ่มฝึกด้วยตัวเองมาตลอด ไม่มีโค้ช ไม่มีครูแบบเด็กยุคนี้ อาศัยว่าเมื่อโต๊ะสนุกเกอร์ว่างเมื่อไหร่ ก็จะต้องหยิบไม้คิวมาหัดแทง...พอยิ่งได้เล่นก็ยิ่งชอบและหลงรักกีฬาชนิดนี้”

อุ๋ย เล่าถึงนาทีที่เริ่มตกหลุมรักกีฬาสนุกเกอร์ พร้อมทั้งยังบอกเล่าอีกว่า ตอนนั้นคิดแค่ว่าอยากจะเล่นให้เก่ง ๆ เพื่อจะเอาไว้เล่นสนุก ๆ กับเพื่อนผู้ชายเท่านั้น เพราะด้วยความที่เรียนมาทางด้านอาชีวะ จึงมีเพื่อนผู้ชายเยอะ ซึ่งเพื่อนผู้ชายนั้นพอเลิกเรียนก็มักจะชวนกันไปแทงสนุกเกอร์ เธอก็ตามไปดูด้วย และพอเห็นว่าเพื่อน ๆ เล่นกันเก่งก็เลยอยากเล่นให้เก่งบ้าง



ตอนที่เล่นก็ไม่ได้คิดจะเล่นเพื่อไปเป็นมืออาชีพอะไร เพราะเอาเข้าจริง ๆ ทางบ้านก็ไม่ได้สนับสนุน เพราะขณะนั้นกีฬาประเภทนี้ยังไม่เปิดรับและสนับสนุนให้ผู้หญิงเข้ามาสู่วงการเหมือนขณะนี้ อีกอย่างในสายตาผู้ใหญ่ก็ยังมองว่าโต๊ะสนุกเกอร์เหมือนกับเป็นแหล่งมั่วสุม ไม่เหมาะกับผู้หญิง ทำให้เวลาที่ไปโต๊ะสนุกเกอร์ที่อื่น ก็จะต้องแอบ ๆ ไป และอยู่ได้ไม่นานก็ต้องรีบกลับ ก็อาศัยฝึกหัดเล่นที่โต๊ะสนุกเกอร์ของคุณลุงเป็นหลัก” ผู้ตัดสินสนุกเกอร์สาวบอกด้วยความรักในกีฬานี้อย่างจริงจัง แม้จะไม่ได้รับการสนับสนุน แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะเธอก็ยังคงแอบไปเล่นสนุกเกอร์อยู่ตลอด ตั้งแต่ช่วงที่เรียน ปวช. จนเมื่อเข้ามหาวิทยาลัย และเรียนจบแล้ว เมื่อเธอเข้าสู่วัยทำงานก็มักจะหาเวลาว่างนัดหมายกับกลุ่มเพื่อน ๆ ผู้ชายไปเล่นสนุกเกอร์อยู่เป็นประจำ โดยเธอเล่าว่า หลังเรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และเข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของรีสอร์ทแห่งหนึ่งใน อ.อัมพวา ถ้ามีเวลาว่างก็มักจะไปเล่นสนุกเกอร์กับเพื่อน ๆ เสมอ โดยทำอยู่แบบนี้ประมาณ 6-7 ปี หรือจนถึงอายุประมาณ 24-25 ปี ซึ่งเธอต้องเข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ก็ยังคงหาเวลานัดกับกลุ่มเพื่อนไปเล่นสนุกเกอร์เหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม ช่วงที่เธอมาทำงานที่กรุงเทพฯ ทำให้ได้เปิดหูเปิดตาเป็นอย่างมาก จนทราบว่ามีการแข่งขันสนุกเกอร์ ที่คนทั่วไปก็สามารถจะลงแข่งขันได้ จึงตัดสินใจไปสมัคร โดยรายการแรกที่ลงแข่งขันคือ ที่สนามของ TBC ซึ่งเป็นรายการที่จัดอันดับ หรือแรงกิ้ง ของประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมแข่งขันได้

ครั้งนั้นจำได้ว่าเสียค่าสมัครไป 300 บาท ก็ได้ลงแข่ง ได้ใส่ชุดเต็มยศ ทั้งใส่เสื้อกั๊ก ผูกหูกระต่าย แถมเรายังเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ลงแข่งอีกด้วย ตอนนั้นชุดไม่มี ก็ต้องไปเช่าเขา ซึ่งการลงแข่งขันครั้งนี้ เราก็คิดไว้อยู่แล้วว่าไม่ชนะแน่ แต่แค่ต้องการลงแข่งเพื่อให้ได้ประสบการณ์ และรับรู้ถึงความรู้สึกในการเป็นนักกีฬาชนิดนี้” อุ๋ยเล่าถึงเรื่องราวนี้ พร้อมกับบอกว่า วันนั้นเธอตื่นเต้นมาก และจำได้ว่าแม้จะแข่งแพ้ แต่ไม่ได้เสียใจอะไรเลย แถมยังมีความสุข เพราะในเวลาที่ได้เล่นอยู่ตรงจุดนั้นประมาณ 1-2 ชั่วโมง ทำให้เธอรู้สึกมีความสุขมาก แถมยังได้รู้จักเพื่อน ๆ อีกหลายคน และนับตั้งแต่การแข่งครั้งแรก หลังจากนั้นก็ลงแข่งขันตามโต๊ะสนุกเกอร์ต่าง ๆ ที่มีการจัดแข่งอีกหลายครั้ง เรียกว่าเดือนละ 3-4 รายการ แต่ก็ไม่เคยได้แชมป์เลย ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า... ลงแข่งเพราะรักในกีฬาชนิดนี้ และมีความสุขทุกครั้งที่ได้เล่น ดังนั้นเรื่องแพ้ชนะไม่สำคัญ”

อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง เธอก็มีความคิดว่า อยากจะเป็นนักกีฬาสนุกเกอร์อาชีพ แต่ก็มาคิดดูว่า ด้วยอายุที่มากขึ้น การที่จะก้าวไปสู่ระดับมืออาชีพคงยากแล้ว แต่ก็ยังอยากจะอยู่ในวงการนี้ต่อไป จนเมื่อประเทศไทยได้มีการจัดการแข่งขันสนุกเกอร์ระดับโลก ที่มีนักสนุกเกอร์ชั้นนำของวงการมาแข่งขันกัน ที่โรงแรมมณเฑียร ซึ่งเธอก็ไม่พลาดที่จะไปชมการแข่งขันครั้งนี้ด้วย และก็ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอได้ก้าวเข้ามาสู่ “วงการผู้ตัดสินสนุกเกอร์” ในเวลาต่อมา...



ตอนนั้นตื่นเต้นมาก เหมือนเด็ก ๆ ที่คลั่งไคล้ดาราศิลปิน ซึ่งตอนนั้นมีการจัดแข่งขันประมาณ 7-9 วัน เราก็จะไปดูทุกวัน จนได้ไปเห็นว่ามีผู้ตัดสินที่เป็นผู้หญิงในรายการนี้ด้วย ซึ่งยอมรับว่าตอนแรกที่เห็น ก็ตกใจว่ากีฬาสนุกเกอร์มีผู้ตัดสินผู้หญิงด้วยเหรอ เพราะในเมืองไทยเห็นมีแต่ผู้ชาย ซึ่งผู้ตัดสินหญิงคนนั้นเป็นคนจีนชื่อ “เป็กกี้ ลี” พอได้เห็นก็ชื่นชอบ ดูแล้วเท่ จึงมีความรู้สึกอยากจะไปยืนอยู่ตรงนั้นบ้าง โดยคิดแค่ว่าไม่ต้องเป็นถึงผู้ตัดสินก็ได้ ขอแค่ได้เป็นคนจดสกอร์ ใส่แต้ม ก็ดีใจแล้ว” ...เธอเล่าแบบขำ ๆ ถึง “จุดเริ่มต้นแรงบันดาลใจ” ในเรื่องนี้

และเธอยังเล่าอีกว่า ตอนนั้นพอเข้าสู่ช่วงพักเบรก เธอจึงรวบรวมความกล้าเดินไปหาพี่ผู้ตัดสินที่รู้จักกัน และไปขอทำหน้าที่ในการแข่งขันครั้งนั้นว่า มีตำแหน่งงานอะไรบ้างที่สามารถให้เธอทำได้บ้าง ทางพี่ผู้ตัดสินคนนั้นจึงพาเธอไปพบกับ อาจารย์ติ๊ก สากล ซึ่งท่านให้เธอลองยืน ลองเดิน เพื่อดูบุคลิกภาพ จากนั้นก็บอกว่าตอนนี้มีนโยบายเปิดรับตำแหน่งผู้ตัดสินหญิง และอีก 2 เดือนจะมีการอบรม ให้เธอมาลองดูตอนนั้น ทำให้เธอรู้สึกดีใจมาก หลังจากนั้นเธอจึงได้ไปเข้าอบรมการเป็นผู้ตัดสินสนุกเกอร์ที่การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) จนในที่สุดก็ผ่านการอบรม และสามารถลงทำหน้าที่ “ผู้ตัดสินกีฬาสนุกเกอร์” ได้ในที่สุด



การอบรมครั้งนั้น เราเป็นผู้หญิงคนเดียวในรุ่น ซึ่งการอบรมเขาจะสอนและอธิบายให้เข้าใจเรื่องกฎกติกา มารยาท ข้อควรระวัง การเดิน การขานแต้ม หลังจากอบรมจบก็มีโอกาสได้ทำหน้าที่ผู้ตัดสินเลย โดยเป็นการตัดสินในรายการกีฬาเยาวชน ยอมรับว่าครั้งแรกที่ได้ทำหน้าที่ผู้ตัดสินอย่างเป็นทางการ เรารู้สึกตื่นเต้นมาก เครียดไปกับเกมการแข่งขัน และรู้ตัวเองเลยว่าทำผิดเยอะมาก มีข้อบกพร่องหลายอย่าง เช่น เดินผิด ๆ ถูก ๆ บางทีก็ไปเกะกะสายตาของนักกีฬา การขานแต้มบางทีก็เสียงเบาไป ดูแล้วยังทำได้ไม่สมูธ แต่หลังจากมีโอกาสได้ตัดสินหลาย ๆ ครั้งมากขึ้น ก็เริ่มมีประสบการณ์ มีความมั่นใจมากขึ้น” เป็นคำบอกเล่าของ อุ๋ย ถึง “ประสบการณ์” การทำหน้าที่ในเกมการแข่งขัน

ทั้งนี้ เธอบอกด้วยว่า งานของผู้ตัดสินสนุกเกอร์นั้นไม่ได้มีบ่อย ๆ เพราะเต็มที่ก็จะมีแมตช์ที่ต้องทำหน้าที่แค่เพียงเดือนละ 2 ครั้ง จึงตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ลงทำหน้าที่ และด้วยความที่ไม่ได้มีรายการแข่งขันให้ลงทำหน้าที่บ่อย ๆ เธอจึงอาศัยฝึกฝนกับกลุ่มเพื่อน ๆ ที่ไปเล่นสนุกเกอร์ นอกจากนั้นก็จะใช้การศึกษาเพื่อฝึกฝนตนเองจากแมตช์แข่งขันต่าง ๆ ที่มีในยูทูบ

สำหรับ “ความแตกต่าง” ระหว่างตอนที่เป็น นักกีฬา และการทำหน้าที่ในฐานะ ผู้ตัดสิน นั้น อุ๋ยบอกว่า ต่างกันมาก เพราะการเป็นผู้ตัดสิน กฎกติกาและข้อปฏิบัติต่าง ๆ จะต้องแม่นยำ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมมากที่สุดต่อนักกีฬาทั้ง 2 ฝ่าย และผู้ตัดสินจะมีความกดดันมากกว่าผู้เล่น เพราะการแพ้ชนะของนักกีฬานั้นเกี่ยวข้องกับการตัดสินของผู้ตัดสินด้วย ฉะนั้นจะต้องมีสมาธิกับเกมการแข่งขัน และสายตาต้องจับจ้องอยู่บนโต๊ะสนุกเกอร์ตลอด จะว่อกแว่กไม่ได้เลย..เธอบอกเล่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ก่อนจากกันวันนั้น อุ๋ย-ศรันยา บอก “ทีมวิถีชีวิต” ว่า ทุกวันนี้ ไม่ว่าเธอจะอยู่ในฐานะนักกีฬา หรือผู้ตัดสินกีฬา “สนุกเกอร์” หรือแม้แต่การนั่งเป็นผู้ชมเกมการแข่งขันก็ตาม ไม่ว่าอยู่จุดไหน ก็ทำให้เธอมีความสุขทั้งสิ้น และหัวใจพองโตได้ทุก ๆ ครั้งที่ได้อยู่ใกล้ ๆ กับโต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ปูด้วยผ้าสักหลาดสีเขียว ที่มีลูกกลม ๆ หลากสีสันวิ่งไปมา เพราะนี่เป็น...
โลกอีกใบหนึ่ง” ของเธอ.

------------------------------------------
บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%