อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 24 มิถุนายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 24 มิถุนายน 2562

จากรัฐบาลรัฐประหาร สู่รัฐบาลประชาธิปไตย

สัปดาห์นี้ไล่ลำดับเวลากว่าจะเป็นเลือกตั้ง 62 หลัง คสช. คุมอำนาจคลายวิกฤติการณ์การเมือง 5 ปีผ่านไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ ก่อนจัดตั้งรัฐบาล เพื่อโหวตนายกฯ คนใหม่ พฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน 2562 เวลา 10.00 น.


หลังการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าควบคุมอำนาจการบริหารประเทศอย่างฉับพลันเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 57 เพื่อคลี่คลายวิกฤติการณ์ทางการเมืองครั้งร้ายแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยได้นำความสงบเรียบร้อยกลับคืนสู่บ้านเมืองเป็นผลสำเร็จ แต่ก็ต้องประสบกับปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดินนานัปการ เพราะมีการสะสมและหมักหมมของปัญหามายาวนานต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่มีความสำคัญเร่งด่วนในด้านเศรษฐกิจและสังคม อีกทั้งยังต้องเดินหน้าปฏิรูปประเทศและกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและความมั่นคง เพื่อให้ชาติบ้านเมืองหลุดพ้นจากวังวนของปัญหาต่าง ๆ เนื่องจากที่ผ่านมามีการแก้ปัญหาในลักษณะ “พายเรือในอ่าง” แก้ปัญหาไม่ถูกจุดและไม่ถูกวิธีโดยไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาอย่างไม่รู้จักจบสิ้น

เมื่อมีการยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 แล้วเสร็จ และผ่านการลงประชามติจึงมีการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญสำคัญ 4 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติคณะกรรมการการเลือกตั้ง พระราชบัญญัติพรรคการเมือง พระราชบัญญัติว่าด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และพระราชบัญญัติว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ได้นำมาสู่การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 62
 


ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า “พรรคพลังประชารัฐ” ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนมากที่สุด 8.43 ล้านเสียง ในขณะที่ “พรรคเพื่อไทย” มี ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งมากที่สุด 136 คน เนื่องจากไม่มีพรรคใดมีเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง 2 พรรคจึงต่างพากันจับขั้วทางการเมืองเพื่อแสวงหาพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ตามในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้บัญญัติให้สมาชิกวุฒิสภามีส่วนลงคะแนนเลือกนายรัฐมนตรีได้เช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเป็นการเปลี่ยนผ่านการปกครองระบอบประชาธิปไตยให้เป็นไปตามลำดับขั้น
 
หลังจากมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 62 และมีการประชุมวุฒิสภานัดแรกในวันเดียวกัน ที่ประชุมมีการเลือกประธานวุฒิสภา และรองประธานฯ 2 คน ถัดมาในวันรุ่งขึ้นมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรกเมื่อวันที่ 25 พ.ค 62 ที่ประชุมมีการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และในวันที่ 26 พ.ค. 62 มีการเลือกรองประธานฯ 2 คน
 


เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 62 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานฯ ประธานวุฒิสภาและรองประธานฯ และเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 62 ประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานฯ ประธานวุฒิสภาและรองประธานฯ รับพระบรมราชโองการเพื่อปฏิบัติหน้าที่โดยสมบูรณ์ ณ อาคารรัฐสภาแห่งใหม่

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรในฐานะประธานรัฐสภา ได้นัดให้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 5 มิ.ย. 62 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคาร TOT ในฐานะประธานสภาได้แจ้งให้ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา​ทราบ​ถึง​การประชุมร่วมรัฐสภาในวันเดียวกัน เวลา 11.00 น. เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี



การเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นผู้มีสิทธิเลือกประกอบด้วย ส.ส. 500 คน และ ส.ว. 250 คน ขั้นตอนการลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี เลือกจากผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้ ส.ส. เลือกจะต้องมาจากพรรคการเมือง ส.ส. ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของสมาชิกที่มีอยู่ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจะต้องมีเสียง ส.ส. รับรอง ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของ สมาชิกที่มีอยู่

การออกเสียงลงคะแนนให้กระทำเป็นการเปิดเผย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเรียกชื่อสมาชิกตามลำดับอักษรให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นรายบุคคล โดยการกล่าวเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียง มติเห็นชอบต้องมีมติมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ คือ 376 เสียง จาก 750 เสียง หากความเห็นชอบไม่มากกว่ากึ่งหนึ่ง ให้ออกเสียงลงคะแนนชื่อต่อไป




การจับขั้วทางการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลมีพรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ 116 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 53 เสียง พรรคภูมิใจไทย 51 เสียง พรรคชาติไทยพัฒนา 10 เสียง และพรรคเล็กอีก 24 เสียง รวม 254 เสียง

ส่วนพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกขั้วหนึ่งประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 136 เสียง พรรคอนาคตใหม่ 81 เสียง พรรคเสรีรวมไทย 10 เสียง พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 เสียง พรรคประชาชาติ 6 เสียง พรรคเพื่อชาติ 5 เสียง พรรครวมพลังประชาชาติ 2 เสียง รวม 246 เสียง

การประชุมร่วมรัฐสภาครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 เมื่อวันพุธที่ 5 มิ.ย. 62 เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ปรากฎว่าที่ประชุมมีมติให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี โดยได้รับความเห็นชอบจากการลงมติเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาด้วยคะแนนเสียง 500 เสียง ต่อ 244 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง

ขั้นตอนต่อไปประธานสภาผู้แทนราษฎรจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯแล้ว นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี จากนั้นจะมีการนำคณะรัฐมนตรีเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่ ต่อจากจากนั้นมีเวลา 15 วันที่จะแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจึงจะมีอำนาจสมบูรณ์ในการบริหารประเทศ.
………………………
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    96%
  • ไม่เห็นด้วย
    4%

บอกต่อ : 133