อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 23 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 23 กันยายน 2562

'ร้อยไหมทองคำ'อันตราย แล้วแบบไหนถึงปลอดภัย

สัปดาห์นี้ถ้าอยากสวยต้องรู้ทัน "ร้อยไหมทองคำ" อันตรายแค่ไหน เพราะไหมที่มีส่วนผสมของโลหะเป็นไหมไม่ละลาย เกิดผลข้างเคียงสารพัดตามมามากมาย อาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน 2562 เวลา 12.00 น.


เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็ร้อยไหมกันเป็นเรื่องปกติ แต่รู้หรือไม่ว่ามีไหมไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่ผ่านการรับรองของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสามารถนำมาใช้ร้อยหน้าได้ ที่สำคัญราคาไหมที่ผ่านการรับรองและได้มาตรฐานนั้น ไม่สามารถนำมาร้อยใน “ราคาหลักพัน” ได้อย่างแน่นอน

สำหรับคนที่เคยได้ยิน แต่ยังไม่รู้ว่าการร้อยไหมคืออะไร และทำไปทำไมนั้น เดี๋ยวมาอ่านกันเพื่อเป็นทางเลือกนะครับ จะสวยต้องไม่ไปเสี่ยงเสียเงินฟรี แถมอาจจะไม่สวยด้วย

เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น ใบหน้าก็จะหย่อนคล้อยมากขึ้นตามอายุ และแรงโน้มถ่วงของโลก ใบหน้าที่หย่อนคล้อยนี้เกิดจาก “เนื้อเยื่อกระดูก” และ “ไขมันใบหน้าฝ่อลง” ทำให้ใบหน้าเสียวอลุ่มไป (volume) ร่วมกับการมีผิวหนังส่วนเกินและผังผืดใต้ผิวหนังที่ยึดใบหน้าได้หย่อนคล้อยลง ที่เราจะเห็นได้ในวัยสูงอายุว่ามีร่องน้ำหมาก ร่องแก้มลึก ๆ นั่นเอง หรือใคร ๆ จะนิยามว่า...หน้าแก่ก็ได้



วิธีแก้ใบหน้าที่ขาดวอลุ่มและเหี่ยวย้อยลงมาก็คือ การยกกระชับ ซึ่งทำได้หลายวิธี ขึ้นกับว่าเป็นมากเป็นน้อย หนังส่วนเกินเยอะหรือไม่ หากมีผิวหนังเกินมาก ๆ โดยเฉพาะผู้ที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป แนะนำให้รักษาด้วยการ “ผ่าตัดดึงหน้า” เพราะต้องตัดผิวหนังส่วนเกินออกจึงจะได้ผลดี เนื่องจากการดึงขึ้นเฉย ๆ ที่ต้องใช้แรงมากแล้ว หนังที่เป็นส่วนเกินก็ยังยู่ยี่อยู่ที่ส่วนของใบหน้าอยู่ดี เรียกว่าแก้ปัญหาไม่ตรงจุด และในบางเคสต้องเติมไขมันบนใบหน้าร่วมด้วย เพื่อให้โครงหน้ากลับมาเหมือนวัยหนุ่มสาว

แต่ถ้าผิวหนังไม่ค่อยมีส่วนเกิน ดูแล้วไม่ต้องจัดหนักขนาดเข้าห้องผ่าตัดดึงหน้า อาจพิจารณาโดย “ยกกระชับใบหน้า” ด้วยเครื่อง เช่น HiFu หรือ RF เป็นต้น ซึ่งยกกระชับด้วยเครื่องแบบนี้ทำได้ไม่มาก เพราะแรงยกค่อนข้างน้อย อาจจะเหมาะในคนที่อายุยังไม่เยอะ มีความไม่กระชับเพียงเล็กน้อย เรียกว่าดูแลช่วงเริ่ม ๆ

หากใบหน้าหย่อนคล้อยปานกลาง คือยังไม่ถึงกับต้องผ่าตัดดึงหน้า ตัดหนัง และได้ลองใช้เครื่องมือก็ดูไร้ผล แนะนำให้ยกกระชับใบหน้าด้วยการ “ร้อยไหมเงี่ยงแบบ 2 ทิศทาง” (Divergence barb) ซึ่งสามารถดึงรั้งเนื้อเยื่อขึ้นได้มากกว่า “ไหมเงี่ยงแบบทิศทางเดียว” (Convergence barb) หรือมากกว่า “ไหมที่ไม่มีเงี่ยง”

การร้อยไหมเงี่ยงแบบ 2 ทิศทาง จะร้อยไหมเป็นรูปตัว U กลับหัว ให้ฐานของตัว U ยึดกับแก้มด้านบนระดับหางตา ร้อยลงมายึดแก้มส่วนล่างแล้วดึงขึ้นไป วิธีนี้จะดึงหน้าขึ้นได้ดีแต่ก็มีหลายท่านที่อาจจะร้อยแบบดึงออกด้านข้าง ตรงนี้อาจทำให้หน้าดูดึงขึ้นจริง แต่จะป้านใหญ่ขึ้นและรูปหน้าดูประหลาดได้



วัสดุที่ใช้ทำไหมก็มีความสำคัญมาก ในอดีตมีการใช้ “ไหมที่ไม่ละลาย” มาร้อยใบหน้า เช่น ไหมทองคำ ซึ่งอยู่ในใบหน้าถาวร ไม่สามารถนำออกมาได้ เพราะมันจะเป็นเส้นเล็ก ๆ แทรกอยู่ตามเนื้อเยื้อ ทำให้เกิดปัญหาเวลาที่คนไข้ต้องถ่ายภาพเอ็กซเรย์ (X-rays) ไหมจะไปบดบังส่วนที่แพทย์ต้องการตรวจ หรืออาจเกิดความร้อนที่เส้นไหม ทำให้หน้าไหม้เกิดผลข้างเคียงตามมา ถ้าเข้าเครื่องตรวจบางชนิด ไหมที่ไม่ละลายโดยเฉพาะที่เป็นโลหะ จึงไม่เป็นที่นิยมใช้ในปัจจุบัน

“ไหมละลายเอง” ก็มีทั้งแบบที่สลายเร็ว เช่น ไหม pdo และแบบสลายช้า ซึ่งแบบที่สลายช้าจะให้ผลการยกกระชับได้นานกว่าไหมละลายที่ไม่มีเงี่ยงที่เคยได้รับความนิยม ทำให้ผิวหนังกระชับได้แต่ไม่สามารถยกดึงใบหน้าขึ้น เนื่องจากไม่สามารถเกี่ยวรั้งเนื้อเยื่อได้ เพียงแต่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้เท่านั้น

การร้อยไหมเงี่ยงหากร้อยถูกวิธีจะเจ็บ บวม และช้ำน้อยมาก โดยใช้ยาชาและเทคนิคที่ถูกต้อง ขณะร้อยก็ต้องระวังเส้นประสาทใบหน้าด้วยที่อยู่ลึกลงไป เพราะอาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้

ไหมละลายที่มีเงี่ยงหลังร้อยเสร็จ ใบหน้าจะยกกระชับขึ้นทันทีจากการดึงรั้งของเงี่ยงไหม ดังนั้นหลังทำควรล้างหน้าโดยการใช้มือลูบขึ้นเบา ๆ งดการนวดหน้า หรือนอนตะแคงทับใบหน้า 3 เดือน เพื่อรอให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนมายึดรอบไหมให้แข็งแรงก่อนครับ นอกจากช่วยในเรื่องยกกระชับหน้าตึงแล้ว ผิวหนังก็จะดูสดใสขึ้น เพราะมีการกระตุ้นการซ่อมแซมผิว มีการสร้างเส้นใยคอลลาเจนมากขึ้นด้วย เดี๋ยวนี้ถ้าเลือกวิธีดูแลตัวเองถูก เล่นเอาคนทายอายุผิดเป็นสิบปีกันเลยนะครับ.
................................
คอลัมน์ : สวยไม่เสียรู้
โดย “นพ.ทรงพจน์ ชัยมณี”
Facebook : Natchaya Consult 
ขอบคุณภาพประกอบจาก : Suthipong Treeratana , Pixabay


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 46