อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 สิงหาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 สิงหาคม 2562

ทำไมจีนมักซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย ยอดจับจ่ายพุ่งติดอันดับโลก

สัปดาห์นี้ไปดูเหตุผลที่ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีน ทำไมประชากรบ้านเขาถึงกล้าจับจ่าย จนทำให้ยอดขายสินค้าฟุ่มเฟือยทั่วโลกล้วนมาจากนักท่องเที่ยวชาวจีน อาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน 2562 เวลา 10.00 น.


หลังจากที่ประเทศจีนเปิดประเทศเข้าสู่โลกภายนอก คนจีนได้เริ่มเดินทางออกไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะด้วยการที่จีนได้ปฏิรูปเศรษฐกิจ เปิดให้เอกชนได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในเศรษฐกิจ จนทำให้ในที่สุดจีนสามารถก้าวขึ้นมาเป็น "มหาอำนาจ" ทางเศรษฐกิจของโลก
 
ประกอบการเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ต จนจีนสามารถพัฒนากลายเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและสารสนเทศของโลก รวมกับการที่คนจีนมีเสรีภาพในการเดินทางและมีความกล้าที่จะก้าวออกไปยังต่างประเทศ จนกลายเป็นนักท่องเที่ยวที่มีกำลังการท่องเที่ยวและกำลังซื้ออันดับต้น ๆ ของโลก


 
การที่จีนสามารถก้าวออกมากลายเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าจีนเป็นลูกค้าหมายเลขหนึ่ง ผู้ซึ่งที่จับจ่ายกับสินค้าฟุ่มเฟือยของโลก เรามักจะเห็นนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปทั่วโลก และจับจ่ายซื้อของแบรนด์เนมกันอย่างเมามันสนุกสนาน ราวกับว่ามันเป็นสินค้าราคาธรรมดาที่สามารถจับต้องได้สบาย ๆ
 
ไม่ว่าจะเป็นภาพของคนจีนยืนต่อแถวตามร้านสินค้าหรูในห้างสรรพสินค้าชั้นนำในทุกประเทศ จากการรายงานการวิจัยของ บริษัทที่ปรึกษาแมคคินซี (McKinsey) พบว่าคนจีนใช้จ่ายเงินซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยเป็น 1 ใน 3 ของทั่วโลก ทำให้ส่วนมากการเติบโตของยอดการขายสินค้าฟุ่มเฟือยล้วนมาจากคนจีน
 
แม้ว่าในปัจจุบันที่เริ่มมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในทุก ๆ ประเทศก็ตาม แต่ก็ยังปรากฏว่า ยอดการจำหน่ายสินค้าฟุ่มเฟือยกลับไม่ได้ตกลงมากนัก ตลาดสินค้าฟุ่มเฟือยในจีนดูเหมือนจะไม่กระทบมากเท่ากับสินค้าอื่น นั่นแสดงให้เห็นว่า จีนกลายเป็นตลาดสำคัญของสินค้าฟุ่มเฟือยนั่นเอง


 
จากสถิติในปี 2018 พบว่า มูลค่าการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยของคนจีน ทั้งในและต่างประเทศมีมูลค่าสูงถึง 770,000 ล้านหยวน (ประมาณ 3,850,000 ล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 1 ใน 3 ของมูลค่าสินค้าฟุ่มเฟือยทั่วโลก คิดโดยเฉลี่ยแล้วทุกครอบครัวจะใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยในมูลค่าสูงถึง 80,000 หยวน (ประมาณ 400,000 บาท) และมีการคาดการณ์ว่าในปี 2025 จีนจะมียอดค่าใช้จ่ายในสินค้าฟุ่มเฟือยมูลค่าสูงถึง 12 ล้านล้านหยวน ซึ่งในเวลานั้นตลาดใหญ่ของสินค้าฟุ่มเฟือยก็จะอยู่ในมือคนจีนกว่าครึ่ง หรือคิดเป็นร้อยละ 65 เลยทีเดียว

แล้วใครกันที่เป็นกลุ่มผู้บริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยเหล่านี้ในสังคมจีน ปรากฎว่าส่วนมากแล้วกลุ่มคนที่จับจ่ายซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยนี้มักจะเป็นกลุ่มคนที่เกิดหลังปี 1980 และปี 1990 โดยคิดเป็นร้อยละ 43 และ 28 ตามลำดับ  โดยคนที่เกิดในยุคหลัง 1980 นั้นจะใช้เงินเพื่อซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยปีละประมาณ 41,000 หยวน (ประมาณ 205,000 บาท) ส่วนคนที่เกิดหลังยุค 1990 นั้นจะใช้เงินในการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยปีละประมาณ 25,000 หยวน (ประมาณ 125,000 บาท) ซึ่งเห็นได้ชัดว่าตลาดสินค้าฟุ่มเฟือยนั้นล้วนอยู่ในมือของกลุ่มคนหนุ่มสาวยุคใหม่ของจีน พวกคนรุ่นใหม่นี้จะคลั่งใคล้ในสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างมาก และมีความกล้าจับจ่ายใช้สอยเพื่อตอบสนองความต้องการของตน และมีความเห็นชอบไปในทิศทางเดียวกันอีกด้วย พวกเขารู้สึกว่าสินค้าเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นในการเข้าสังคม มันเป็นการแสดงถึงตัวตน ฐานะ อำนาจ สินค้าฟุ่มเฟือยจึงเป็นเสมือนกับตัวแทนของเงินตราในสังคมอีกด้วย
 


สังคมจีนที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากภาพในอดีตที่เป็นคนรุ่นอาม่า อาแปะ ที่มักจะสวมใส่แต่สิ่งที่ดูเชย ๆ ไม่ทันยุคทันสมัย ได้เปลี่ยนรูปลักษณ์ไปเป็นคนที่ทันสมัย มีเฟอร์นิเจอร์ประดับที่ดูหรูหรามีราคา คนเหล่านี้ต้องการการยอมรับในสังคม จึงไม่น่าแปลกที่เวลาเราพบเห็นนักท่องเที่ยวที่เป็นคนรุ่นใหม่ เราจะไม่รู้สึกถึงความเชยหรือไม่ทันสมัย หากแต่สิ่งที่เราพบเจอนั้น บางครั้งกลับทำให้เราต้องหันมาถามกันอย่างแปลกใจว่า ทำไมคนจีนจึงรวยกันจัง มีเงินจับจ่ายซื้อสินค้าแบรนด์เนมกันได้อย่างเมามัน และเป็นมือวางในการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยในทุกแห่งหน ยินดีจับจ่ายในร้านอาหารราคาแพง เพื่อให้ได้การยอมรับนับหน้าถือตาในสังคม
 
การวิเคราะห์กลุ่มคนในสังคมที่จีนด้วยความเข้าใจนั้น ทำให้บรรดากลุ่มนักการตลาดสามารถที่จะจัดแผนการตลาดได้ถูกต้อง และสามารถขยายตลาดได้ถูกทิศทาง เราคงไม่ต้องการขายสินค้าจำนวนมาก แต่ได้มูลค่าที่น้อยนิด แต่หากเราสามารถเข้าใจตลาดผู้บริโภคในจีน ก็จะทำให้เราได้เปรียบในการทำการค้ากับผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ของโลกมิใช่หรือ โดยเฉพาะตลาดการท่องเที่ยวและสินค้าฟุ่มเฟือยที่กำหนดราคาจากความพึงพอใจของผู้บริโภคเป็นหลักนั่นเอง.
……………………………
คอลัมน์ : ฝ่ากำแพงเมืองจีน                            
โดย “อ.ผศ.ดร.ศิริเพ็ชร  ทฤษณาวดี”
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    88%
  • ไม่เห็นด้วย
    13%