อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน 2562

"ไวรัสตับอักเสบ โรคที่ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้"

โรคตับอักเสบ คือ อาการที่เซลล์ตับถูกทำลาย ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย เชื้อโปรโตซัว สารพิษ ยาบางชนิด รวมไปถึงสุราด้วย แต่ตัวเชื้อที่เป็นต้นเหตุของการเกิดโรคตับอักเสบที่พบบ่อยที่สุด คือ เชื้อไวรัส อาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน 2562 เวลา 09.00 น.

โรคตับอักเสบ คือ อาการที่เซลล์ตับถูกทำลาย ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย เชื้อโปรโตซัว สารพิษ ยาบางชนิด รวมไปถึงสุราด้วย แต่ตัวเชื้อที่เป็นต้นเหตุของการเกิดโรคตับอักเสบที่พบบ่อยที่สุด คือ เชื้อไวรัส ไวรัสที่เป็นต้นเหตุของตับอักเสบมีหลายชนิด แต่ที่สำคัญ ๆ มี 3 ชนิด ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบ เอ ไวรัสตับอักเสบ บี และไวรัสตับอักเสบ ซี

ในประเทศไทย มีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง ประมาณ 2.2–3 ล้านคน ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ ซี เรื้อรัง ประมาณ 356,670 ราย โรคไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี เป็นโรคติดเชื้อที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เพราะผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอาจกลายเป็นผู้ป่วยตับแข็งและมะเร็งตับในอนาคต ประชาชนกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และ ไวรัสตับอักเสบ ซี ได้แก่ ผู้ใช้ยาเสพติด ผู้ติดเชื้อเอชไอวี และชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย เป็นต้น

ลักษณะอาการของโรคตับอักเสบ

โรคตับอักเสบ โดยทั่ว ๆ ไป มักจะพบว่ามีอาการของโรคคล้ายคลึงกัน แม้ว่าจะเรียกชื่อแตกต่างกันออกไป คือ ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสในระยะแรก อาจไม่มีอาการอะไรเลย หรือมีอาการอ่อนเพลียไม่มีแรง ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีไข้ต่ำ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ตาเหลือง ผิวหนังก็เหลือง หรือที่เรียกกันว่า ดีซ่าน ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีดลง อาจมีท้องเดินอ่อน ๆ คันตามผิวหนัง ตับและม้ามอาจโตเล็กน้อย โรคตับอักเสบบางชนิดผู้ป่วยอาจจะมีลมพิษขึ้น ปวดข้อ ต่อมน้ำเหลืองตามตัวโตและเจ็บคอ โดยทั่วไปอาการของโรคตับอักเสบอาจปรากฏอยู่ 2-3 สัปดาห์ จากนั้นอาการค่อย ๆ ลดลงจนหายเป็นปกติภายใน 4-6 สัปดาห์ โรคตับอักเสบบางชนิดอาจหายขาดได้ บางชนิดอาจเป็นเรื้อรังก่อให้เกิดผลแทรกซ้อนตามมาในระยะยาว เช่น ตับแข็ง และมะเร็งตับ



ไวรัสตับอักเสบ บี

โรคไวรัสตับอักเสบ บี ยังคงเป็นปัญหาที่สำคัญของประเทศไทยรวมไปถึง ประเทศเพื่อนบ้านใน AEC ในอดีตสาเหตุที่มีผู้ติดเชื้อ เนื่องจากการติดเชื้อ มักจะเกิดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก ซึ่งเมื่อสมัยก่อนยังไม่มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบในทารกแรกเกิด การติดเชื้อจากสาเหตุดังกล่าวมักจะทำให้เกิดการแฝงตัวเป็นไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง โดยผลที่เกิดในระยะยาวของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี นั่นคือ ประมาณ 15-25% ของผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะตับแข็งและมะเร็งตับได้ในระยะยาว หากไม่ได้รับการติดตามรักษาที่เหมาะสม “ไวรัสตับอักเสบบีถึงไม่มีอาการ แต่ก็ยังเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ บี” ในบางรายถึงแม้ว่าจะติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ
บี แต่ก็จะไม่แสดงอาการให้เห็น ทำให้ตนเองไม่รู้ว่ามีเชื้อฝังตัวอยู่ในร่างกาย ทำให้สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้โดยไม่รู้ตัว โดยสามารถแพร่กระจายผ่านทางเลือด การใช้เข็มร่วมกัน การสัมผัสสารคัดหลั่งทางเพศสัมพันธ์ แต่ไม่สามารถแพร่กระจายผ่านการกอด ไอ จาม การรับประทานอาหารร่วมภาชนะเดียวกัน และไม่สามารถแพร่กระจายโดยการปนเปื้อนอาหารหรือน้ำดื่ม เป็นต้น

ไวรัสตับอักเสบ ซี

เป็นไวรัสตับอักเสบเรื้อรังอีกชนิดหนึ่ง การติดเชื้อเกิดจากการรับเลือด หรือการใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น เช่น การสักหรือการใช้เข็มฉีดยาที่ไม่สะอาด โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้ยาเสพติดชนิดฉีด ไวรัสชนิดนี้มักไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติใด ๆ จากภาวะตับอักเสบฉับพลัน แต่จะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของตับ เมื่อมีการอักเสบไปนาน ๆ ก็จะเกิดพังผืดสะสมในตับจนกลายเป็นตับแข็งในที่สุด

การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ บี และซี

ใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ไม่ใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่นถ้ามีญาติหรือคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ ควรตรวจเลือดหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ตรวจเลือดก่อนแต่งงาน โรคไวรัสตับอักเสบ บี และโรคไวรัสตับอักเสบ ซี รวมทั้งโรคอื่น ๆ ที่สามารถติดเชื้อได้ทางเพศสัมพันธ์และทางเลือดบางชนิด เช่น โรคซิฟิลิส
ผู้ที่มีประวัติการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้ ตามหนังสือคู่มือการคัดเลือกผู้บริจาคโลหิต ได้กำหนดว่า “ผู้ที่เคยเป็นโรคตับอักเสบ บี และ ซี ถึงแม้ผลการตรวจจะไม่พบเชื้อนั้นแล้ว แต่ยังคงมีเชื้อแฝงอยู่ซึ่งอาจแพร่สู่ผู้อื่นได้ ต้องงดบริจาคโลหิต และปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจติดตามภาวะของโรค
ต่อไป”

ข้อมูลจาก ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย.

----------------------------------------------
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 31