อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 4 ธันวาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 4 ธันวาคม 2564

"ฟินแลนด์"ก้าวไปข้างหน้า ด้วยคลังสมองคุณภาพ

การศึกษาที่มีคุณภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อช่วยเสริมสร้างคุณภาพของประชากรทั้งในภาพรวม และพัฒนาศักยภาพของพลเมืองเป็นรายบุคคล ให้มีประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนประเทศตามความถนัดและความสามารถของตัวเองต่อไป อาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2562 เวลา 09.30 น.

สำหรับรัฐบาลฟินแลนด์ทุกสมัย หนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ที่เป็นวาระสำคัญแห่งชาติคือการปฏิรูประบบการศึกษาของประเทศ ให้มีคุณภาพและสอดคล้องให้ทันตามยุคสมัยมากที่สุด เนื่องจากทางการฟินแลนด์ยึดมั่นในมาตรฐานทางจริยธรรมที่ว่า มนุษย์คือทรัพยากรสำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ การศึกษาที่มีคุณภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อช่วยเสริมสร้างคุณภาพของประชากรทั้งในภาพรวม และพัฒนาศักยภาพของพลเมืองเป็นรายบุคคล ให้มีประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนประเทศตามความถนัดและความสามารถของตัวเองต่อไป



เพื่อให้ทั้งผู้เข้ารับการศึกษาและผู้มอบวิชาความรู้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ การศึกษาไม่ใช่เพียงเรื่องเฉพาะการนั่งอยู่ในห้องเรียนแล้วฟังครูบรรยาย “ตามแนวทางการเรียนการสอนทั่วไป” เท่านั้น ตามหลักสูตรการศึกษาแห่งชาติฉบับปรับปรุงของฟินแลนด์เมื่อปี 2559 มุ่งเน้นการพัฒนา “สิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้” ที่อยู่นอกรั้วโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ บริษัทต่าง ๆ ทุกแห่งในฟินแลนด์ที่สามารถทำหน้าที่เสมือน “โรงเรียน” ให้กับบุคคลทุกเพศวัยซึ่งมีความสนใจในด้านนั้นได้เช่นกัน และแน่นอนคือห้องสมุด ซึ่งโดยทั่วไปถือเป็น “คลังอาหารสมอง” และคลังความรู้ที่ประชาชนทุกคนในพื้นที่ใกล้เคียงสามารถเข้าถึงได้ง่ายที่สุด

ไม่ว่าจะเป็นการจัดอันดับโดยองค์กรหรือสถาบันแห่งใดบนโลก ฟินแลนด์มักอยู่ในอันดับต้นของประเทศที่ประชากรเป็น “นักอ่าน” และ “ผู้รักการอ่าน” มากที่สุดเสมอ ฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีประชากรเพียง 5.5 ล้านคน และ 1 ใน 5 อาศัยอยู่ในกรุงเฮลซิงกิ แต่มีห้องสมุดอยู่ทั่วประเทศอย่างน้อย 854 แห่ง ซึ่งเมื่อเทียบเป็นอัตราส่วนแล้วจึงถือว่าเหมาะสมอย่างยิ่งแล้วที่ชาวฟินแลนด์จะได้รับสมญานามว่า “นักอ่าน” ด้วย เนื่องจากถือเป็นประเทศที่มีสัดส่วนการเข้าห้องสมุดและการยืมหนังสือต่อหัวประชากรสูงที่สุดเป็นลำดับต้นของโลก



ทั้งนี้ นิยามของฟ้องสมุดฟินแลนด์ถือเป็นภารกิจที่มีความสำคัญระดับประเทศ ตามกฎหมายห้องสมุดฉบับแก้ไข ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560 มีสาระสำคัญว่า “ห้องสมุดทุกแห่งในฟินแลนด์ต้องเป็นสถานที่ซึ่งประชาชนต้องสามารถเข้าถึงวัตถุดิบ ข้อมูลและเนื้อหาทางวัฒนธรรม” “ห้องสมุดต้องเป็นสถานที่อเนกประสงค์และมีการพัฒนาคลังวัตถุดิบทางความรู้ให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ” “ห้องสมุดคือสถานที่เผยแพร่การอ่านและวรรณกรรม” “ห้องสมุดสามารถเป็นสถานที่ให้บริการด้านข้อมูล แนะนำและสนับสนุน ตลอดจนเกื้อหนุนทักษะการอ่านให้แก่ผู้ที่มาใช้บริการ” “ห้องสมุดสามารถเป็นได้ทั้งสถานที่เรียนรู้ สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ สถานที่ทำงาน และสถานที่จัดกิจกรรมที่มีส่วนร่วมของภาคประชาชนได้” และ “ห้องสมุดต้องสามารถเป็นแหล่งเผยแพร่การแลกเปลี่ยนทางสังคมและวัฒนธรรม”

ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ธ.ค. 2561 รัฐบาลฟินแลนด์และเทศบาลกรุงเฮลซิงกิมอบ “ของขวัญล้ำค่า” ให้แก่ประชาชนทั้งประเทศ นั่นคือการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการของ “โอดี ห้องสมุดกลางแห่งเฮลซิงกิ” (Oodi Helsinki Central Library) ซึ่งน่าจะตรงกับคำว่า “Ode” เป็นภาษากรีกโบราณหมายความว่า “บทกวี” โดยห้องสมุดเปิดให้บริการหลังใช้เวลาก่อสร้างนานประมาณ 6 ปี ด้วยงบประมาณ 68 ล้านยูโร (ราว 2,406.43 ล้านบาท) จากเทศบาลกรุงเฮลซิงกิ และอีก 30 ล้านยูโร (ราว 1,061.66 ล้านบาท) จากรัฐบาลกลาง บนอาณาเขตกว้างกว่า 10,000 ตารางเมตร และเพียงในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้มีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศเข้ามาใช้บริการแล้วมากกว่า 1.2 ล้านคน โดยห้องสมุดแห่งนี้มีหนังสือและสื่อการเรียนรู้หลากหลายแขนงให้ผู้สนใจได้ยืมมากกว่า 100,000 รายการ มากที่สุดในบรรดาห้องสมุดทุกแห่งในกรุงเฮลซิงกิ



ขณะเดียวกัน ห้องสมุดแห่งนี้ยังก่อสร้างด้วยวัสดุที่ได้รับการประเมินแล้วว่าจะมีความคงทนนานถึง 150 ปี แม้ส่วนใหญ่เป็นไม้ที่มีคุณภาพ ทนทานต่อสภาพอากาศและยังเป็นการแสดงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เปิดให้บริการทุกวัน เฉลี่ยวันละประมาณ 10 ถึง 14 ชั่วโมง และการออกแบบให้พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เปิดเพื่อใช้แสงจากธรรมชาติ นอกจากนี้ ระบบการทำงานของไฟฟ้า น้ำ เครื่องทำ ความร้อน และเครื่องปรับอากาศภายในอาคารยังเป็นระบบที่เรียกว่า “อัจฉริยะ” อีกด้วย

ปัจจุบันทั่วโลกรู้จักฟินแลนด์มากขึ้นในฐานะหนึ่งในประเทศที่มีระบบการศึกษามีคุณภาพมากที่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับหลักการของห้องสมุดโอดี และท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงทุกวินาที จึงเป็นไปไม่ได้ที่ระบบการศึกษาซึ่งเป็นพื้นฐานในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพจะ “เหมือนเดิม” หรือ “ย่ำอยู่กับที่” ต่อให้ระบบเก่าได้รับการยอมรับว่าเป็นระบบที่ดี แต่ในเมื่อสังคมไม่เคยหยุดนิ่ง การจัดการศึกษาและการเรียนรู้ต้องตั้งอยู่บนแนวทางใหม่ตลอดเวลา โดยอาศัยความสนับสนุนจากทรัพยากรมนุษย์ที่ได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพมาแล้ว ร่วมกันคิดค้นการจัดทำแหล่งความรู้และระบบการเรียนการสอนที่มีทั้งคุณภาพและเปี่ยมประสิทธิภาพต่อไป.

---------------------------------------
ภัทราพร ไพบูลศิลป.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 92