อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 18 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 18 กันยายน 2562

"วิถีชีวิต..พิราบไร้รัง" ยุคพลิกผัน.. "เส้นทางใหม่มี"

2562 นับเป็นอีกปีที่ “ช็อกคนวงการสื่อ” จากสถานการณ์การปิดตัวลงของสื่อหลายสำนัก จากกรณีดังกล่าวส่งผลทำให้มี “คนข่าว” จำนวนไม่น้อย ที่ “ชีวิตจำต้องพลิกผัน” อีกครั้ง อาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2562 เวลา 10.00 น.

2562 นับเป็นอีกปีที่ “ช็อกคนวงการสื่อ” จากสถานการณ์การปิดตัวลงของสื่อหลายสำนัก จากกรณีดังกล่าวส่งผลทำให้มี “คนข่าว” จำนวนไม่น้อย ที่ “ชีวิตจำต้องพลิกผัน” อีกครั้ง จากเหตุผลร้อยแปดพันประการ อย่างไรก็ตาม แต่ก็มีหลายคนที่ไม่ยอมจำนนกับ “วิกฤติชีวิต” ข้อนี้ โดยเลือกที่จะ “พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสของชีวิต” อย่างเช่นเจ้าของเรื่องราวนี้ นั่นคือ “ประชา หริรักษาพิทักษ์” และ “ปรียาภัทร อุดมศรี” อดีตคนข่าวทั้ง 2 คนที่วันนี้ ณ ที่นี้มีเรื่องราวมานำเสนอ...

เช้าวันนั้น ผมเตรียมตัวกำลังจะไปตามนายกรัฐมนตรี เพื่อไปทำข่าวการตรวจเยี่ยมการเชื่อมการจราจร ตอนนั้นไม่มีสัญญาณบอกเหตุอะไรเลยนะ แต่พอช่วงสาย บก.ข่าวก็โทรฯมาหา บอกมีเรื่องด่วนสำคัญมาก ให้ผมรีบเข้าออฟฟิศเร็ว ๆ ผมก็คิดในใจว่ามีอะไรด่วนวะ (หัวเราะ) ก็ตอบ บก.ไปว่า พี่ผมตามนายกรัฐมนตรีอยู่มีนบุรี ไกลมาก ขอทำข่าวเสร็จก่อนค่อยเข้าไปนะ บก.ข่าวก็ตอบสวนกลับมาเลยว่า ไม่ต้องทำแล้ว ให้รีบเข้ามาเลย” เป็นเสียงบอกเล่าจาก “ประชา หริรักษา พิทักษ์” หรือ “เอ๋” วัย 43 ปี อดีตผู้สื่อข่าวสังกัดสำนักข่าวต่างประเทศแห่งหนึ่ง ถึงเหตุการณ์พลิกผันในชีวิตครั้งใหญ่ โดยเมื่อเดินทางเข้าไปที่ต้นสังกัดแล้ว เขาถึงทราบว่า กำลังจะ “ตกงาน!!!” เมื่อบริษัทประกาศเลิกจ้าง หลังจากเขาได้ทำงานอยู่ในแวดวงคนข่าวนี้มากว่า 20 ปี



เหมือนฟ้าผ่าตอนกลางวันแสก ๆ!!!” เอ๋เผยความรู้สึกไว้ พร้อมกับเล่าต่อไปว่า ถึงแม้จะรู้ดีว่าชีวิตคนไม่มีอะไรแน่นอน เมื่อวันนั้นมาถึงก็ถือเป็นปกติธรรมดาของคนในแวดวงสื่อสารมวลชนทุกคน โดยเฉพาะหากทำข่าวในสังกัดสำนักข่าวต่างประเทศ ซึ่งการถูกจิ้มออกหรือเลย์ออฟเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ไม่ใช่เรื่องแปลก เพียงแต่เขายังไม่คุ้นกับเรื่องนี้ เพราะเป็นการถูกจ้างออก หรือที่เรียกกันว่า “เลย์ออฟ” เป็น “ครั้งแรกในชีวิต”...

เอ๋ เล่าว่า เป็นคนอำเภอเมือง จังหวัดสงขลา มีพี่น้อง 4 คน โดยเขาเป็นคนที่ 3 ครอบครัวของเขามีอาชีพทำสวนยาง เขาบอกว่าที่บ้านจะชอบการทำกับข้าวกันทุกคน รวมถึงตัวเขาด้วย อาจเพราะซึมซับวิชาทำกับข้าวมาตั้งแต่เด็ก ๆ ประกอบกับภาคใต้มีวัตถุดิบชั้นเลิศ ราคาถูก ทำให้เขาและพี่น้องสนุกกับการทำอาหารมาตั้งแต่เล็ก ๆ โดยเขาก็เป็นลูกมือช่วยงานคุณแม่ในครัวมาตั้งแต่ยังอยู่ชั้น ป.3 ป.4 พอขึ้นชั้น ม.1 คุณแม่ก็วางใจให้เป็นคนทำกับข้าวให้คนในครอบครัวทาน จนกระทั่งเขาเข้ามาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ จึงห่างหายจากงานในครัวไป แต่ถ้ามีเวลาก็จะพยายามทำอาหารทานเองโดยตลอด



วิชาในครัว” นี้เองที่ต่อมาได้นำสู่ “อาชีพที่สอง” ของเขา หลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิต-ในอาชีพการงาน...

เรามองว่า แม้จะตกงาน จะต้องเลิกทำอาชีพที่เรารัก แต่ก็เชื่อว่าไม่มีทางตันสำหรับคนที่ขยัน และด้วยเป็นคนชอบกินชอบทำอาหาร จึงปิ๊งไอเดียที่จะเปิดร้านขายข้าวขายอาหารถุงที่หน้าบ้าน เอาจริง ๆ ตอนที่ตกงานก็มีพี่ ๆ น้อง ๆ เพื่อน ๆ หลายคนโทรฯมาชวนให้ไปทำงานเยอะมาก มีคนเสนอให้ไปเป็น บก.ข่าวทีวี เป็นหัวหน้าโต๊ะ เป็นทีมทำเว็บไซต์ และทีมทำข่าวเจาะ หรือแม้กระทั่งชวนไปทำงานเป็นพีอาร์ให้พรรคการเมืองก็มี แต่เรากลับมานั่งคิดว่า อยากลองอะไรใหม่ ๆ ก็เลยเลือกที่จะไม่หวนคืนกลับไปเส้นทางเดิม” อดีตคนข่าวรายนี้ระบุ

เขาเผยอีกว่า ความจริงก็ยังรักงานข่าวอยู่เพราะอยู่ในสายเลือดไปแล้ว แต่เมื่อเลือกที่จะหันหลัง ก็คงไม่ย้อนกลับไปอีก แต่จะขอสู้กับทางเดินใหม่ ๆ ที่ตนเองเป็นคนเลือก อีกอย่างจุดเปลี่ยนที่ทำให้ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางเดิน เพราะมองว่า อาชีพเดิมยุคนี้ล่อแหลมมาก เพราะตอนนี้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป แถมยังมีแพลตฟอร์มมากมายออกมาเพิ่มในตลาดสื่อ จึงคิดและกลับมามองว่า ถ้ารอทำอะไรใหม่ ๆ หลังเกษียณอายุ ก็คงไม่มีแรงทำ จึงขอเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองใหม่ตั้งแต่ตอนนี้เลยดีกว่า



ตอนนี้ผมอายุ 43 ปี ยังมีเวลาและมีแรงทำอีก 17 ปี ที่สำคัญมีแรงขับเคลื่อนคือลูก 2 คน ที่ยังเล็ก โดยคนโตกำลังเรียนอยู่ชั้น ป.4 ส่วนคนเล็กเรียนชั้นอนุบาล 1 ทำให้ต้องสู้ เพราะไม่สู้ไม่ได้!!!” เอ๋ ยิ้มหลังจบประโยคนี้พร้อมเล่าด้วยว่า เนื่องจากตนและแฟนทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนมาตลอด ภรรยาจึงไม่เห็นด้วยกับอาชีพขายข้าวแกงในตอนแรก เพราะกลัวว่ารายได้จะไม่พอกับค่าใช้จ่ายในครอบครัว ทำให้เริ่มเครียด และเริ่มไม่มั่นใจว่าจะขายได้หรือเปล่า แต่ก็เดินหน้าและพยายามคิดบวก โดยให้กำลังใจตัวเองว่า ในหมู่บ้านมีบ้าน 200 กว่าหลัง ถ้ามีลูกค้าแค่ 20-30 หลังต่อวัน ก็น่าจะอยู่ได้นะ

ทั้งนี้ เขาบอกว่า การทำข่าว ถ้าเหนื่อยก็เหนื่อยแค่บางวัน แต่อาชีพค้าขาย ต้องเหนื่อยทุกวัน ยอมรับว่าแรก ๆ ก็ยังปรับตัวได้ไม่ดีนัก เพราะงานค่อนข้างแตกต่างไปจากอาชีพเดิม ชนิดที่พลิกฝ่ามือเลยก็ว่าได้ สำหรับเทคนิคในการค้าขายอาหารนั้น เอ๋บอกว่า นอกจากอาศัยการบอกปากต่อปากแล้ว ก็ยังมีช่องทางการขายออนไลน์เป็นอีกช่องทางหนึ่ง เพราะโชคดีที่มีกลุ่มไลน์ของคนในหมู่บ้าน และสร้างกลุ่มไลน์ครัวปลาดาว พร้อมกับส่งข้อความและภาพเมนูอาหารเข้ากลุ่มเหล่านี้ทุกวันเป็นประจำ เผื่อว่ามีลูกค้าคนใดสนใจจะสั่งอาหาร ก็สามารถแจ้งข้อความกลับมาทางช่องทางนี้ได้เลย โดยถ้าลูกค้ารายใดไม่สะดวกมาที่ร้าน ก็จะมีบริการจัดส่งให้ถึงที่ ทั้งนี้ เอ๋บอกว่า ที่ร้านจะเปิดขายตั้งแต่ 7 โมงเช้าไปจนถึง11 โมงเท่านั้น เพราะต้องการสร้างนิสัยให้กับคนซื้อว่า ถ้าอยากจะกินแกงร้านนี้ ก็ต้อง
มาเช้าหน่อย หรือจะสั่งทางไลน์ก็ได้ ส่วนฝีมือปลายจวักของเขานั้น เอ๋บอกว่า หลักการคือ ทำอาหารอย่างที่กินในครอบครัว จึงเลือกใช้แต่ของที่มีคุณภาพ ซึ่งตอนนี้กิจการก็ไปได้ดี มีลูกค้าขาประจำ เพิ่มขึ้น

ตอนนี้แฮปปี้มาก เพราะมีเวลาได้ทำอะไรหลายอย่าง เช่น ถ้าทำของเสร็จและตั้งร้านตอน6 โมงครึ่ง ก็จะให้คุณยายช่วยขายหน้าร้านไปก่อน ส่วนผมก็ไปส่งลูกที่โรงเรียน และรับออร์เดอร์ลูกค้าทางไลน์ ขายวันหนึ่งก็ได้เงินเข้ามาราว ๆ พันกว่าบาท ซึ่งตอนนี้เริ่มต่อยอดไปทำปลาเค็มออร์แกนิกส์ แพ็กสุญญากาศขายทางออนไลน์ด้วย” เอ๋เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมในชีวิตพร้อมรอยยิ้มภูมิใจ ซึ่งถ้าใครอยากจะไปนั่งพูดคุยกับเขาก็ไปเจอได้ที่ร้านชื่อ “บ้านซีซ่า ครัวปลาดาว” หมู่บ้านพฤกษาวิลเลจ 11 ซอยท่าอิฐ ถนนรัตนาธิเบศร์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี หรือจะไลน์ไปคุยก็ยังได้ โดย ไอดีไลน์คือ seaza 1553 ทั้งนี้ ก่อนจะจากกัน เอ๋ทิ้งท้ายด้วยการฝากให้ “กำลังใจ” เพื่อน ๆ สื่อ โดยบอกว่า ฝากให้กำลังใจพี่น้องสื่อทุกคน และขอบอกว่าอย่ากลัวการตกงาน อย่ากลัวการเปลี่ยนเส้นทางเดิน เพราะโอกาสมีให้ทุกคนเสมอ ขอเพียงไม่เลือกงาน ก็ไม่มีทางยากจน



ขณะที่ “อดีตคนข่าว” ที่หันมายึด “อาชีพขายอาหาร” อีกคน คือ “ปรียาภัทร อุดมศรี” หรือ “ต้นอ้อ” วัย 45 ปี อดีต บก.ข่าวประจำช่องทีวีดิจิทัลช่องหนึ่ง ที่วันนี้ชีวิตพลิกผันเช่นกัน โดยเธอเล่าว่า วันนี้ก้าวสู่บทบาทใหม่ในมาด “แม่ค้าส้มตำ” แล้ว โดยเธอเป็นเจ้าของกิจการร้านส้มตำเล็ก ๆ หน้าบ้านของเธอเอง ชื่อ ร้านส้มตำ บก.ข่าว ที่หมู่บ้านบัวทอง 4 เทศบาลเมืองบางคูรัด อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี โดยเส้นทางชีวิตหลังถูกเลย์ออฟของอดีตคนข่าวรายนี้ เธอเล่าให้ฟังว่า ว่างงานอยู่เดือนเดียว ก็ได้เข้าทำงานในบริษัทเอกชนด้านการท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ในตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร แต่ทำได้เพียง 6 เดือน ก็ลาออกด้วยเหตุผลบางอย่าง จากนั้นก็เริ่มหางานใหม่อีกครั้ง แต่ชีวิตก็ไม่ได้พบคำว่าโชคดีเสมอไป เธอจึงต้องว่างงานอีกครั้ง นานถึง 2 เดือน

ชีวิตที่เปลี่ยนไป “ดุจนกพิราบไร้รัง” นี้ ต้นอ้อ ยอมรับว่า จากชีวิตที่ไม่เคยตกงาน ทำงานข่าวมาตลอด 23 ปีเต็ม โดยเธอไต่เต้าจากการเป็นนักข่าวตัวเล็ก ๆ จนก้าวสู่ตำแหน่ง บก.ข่าว หรือบรรณาธิการข่าว เธอทำข่าวมาแทบทุกสาขา ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ แต่พอมาถึงยุคนี้ เส้นทางวิชาชีพเหมือนจะแคบลงไปทุกวัน ในที่สุดเมื่อจุดเปลี่ยนมาถึง เธอจึงตัดสินใจเริ่มต้นอาชีพใหม่ที่เธอเลือก นั่นก็คือ “เป็นแม่ค้าส้มตำ” ซึ่งเป็นอาชีพที่ไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจะทำได้...

ก็มาคิดว่าจะทำอะไรดี เพราะถ้าจะอยู่เฉย ๆ หายใจทิ้งไปวัน ๆ ก็ดูจะเป็นชีวิตที่ไร้ค่า พอดีมีน้องที่สนิทกันมากแนะนำให้ขายไก่ปิ้งนมสดยี่ห้อหนึ่ง แต่จะต้องสมัครเป็นแฟรนไชส์ ต้องจ่ายเงินก่อน 12,000 บาท จึงจะได้ป้ายและอุปกรณ์ พร้อมไก่ที่แถมให้ครั้งแรก300 ไม้ ต้นทุนไม้ละ 6.50 บาท ซึ่งถ้าขายไม้ละ10 บาท ก็จะได้กำไรไม้ละ 3.50 บาท เราก็ไม่รีรอที่จะเป็นแม่ค้า แต่ต่อมาก็มาคิดว่า ขายไก่ปิ้งอย่างเดียว ถ้าขายไม่ดี ก็อาจจะแย่ จึงคิดที่จะขายส้มตำเพิ่ม เพราะเราเป็นคนอีสาน ชอบทานส้มตำปูปลาร้าเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว ประกอบกับหลังบ้านเป็นสวนมะละกอที่ปลูกไว้กินเองอยู่แล้ว จึงเป็นวัตถุดิบที่ช่วยลดต้นทุนได้เป็นอย่างดี อีกอย่างส้มตำสามารถทานคู่กับไก่ปิ้งได้ ในที่สุดจึงตัดสินใจเปิดร้าน” เป็นเรื่องราวของอดีตคนข่าวหญิงรายนี้

ต้นอ้อ อดีตคนข่าวรายนี้เล่าต่อไปว่า วันแรกที่ขาย พอลูกค้าสั่งส้มตำ ก็ชะงักงันไปหลายวินาที เพราะไม่รู้จะเอาอะไรลงครกก่อน จนเพื่อนข้างบ้านต้องมาช่วย โดยครกแรกที่ตำนั้นจำได้ว่า ใส่เครื่องลงไปเยอะมาก เพราะกะของอะไรไม่ถูก มือไม้เกะกะไปหมด แถมบางครกใส่มะละกอมากไป จนรสชาติอร่อยหายไป ก็ต้องขอโทษขอโพยลูกค้า แต่โชคดีที่ได้เจอลูกค้าที่น่ารัก ซึ่งเข้าใจว่าเธอเป็นแม่ค้ามือใหม่ ...เธอเล่าถึงเรื่องราวนี้อย่างขำ ๆ ทั้งนี้ “ทีมวิถีชีวิต” ถามเธอว่า จากนักข่าวมาเป็นแม่ค้าต้องปรับตัวมากหรือไม่ เธอพยักหน้ารับ พร้อมบอกว่า ช่วงแรก ๆ เหนื่อยมาก เพราะต้องเตรียมของไว้ขายทุกวัน และทุกอย่างเธอต้องทำคนเดียวเองหมด กว่าจะเตรียมของเสร็จและได้เข้านอนก็เป็นเวลาตี 2 ตี 3 ก็ต้องค่อย ๆ ปรับตัว จนทุกอย่างเริ่มลงตัว พร้อมกันนี้เธอบอกว่า “สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเป็นแม่ค้า คือต้องขยันมาก ๆ (หัวเราะ) ต้องอดทน ห้ามบ่น ห้ามเหนื่อย ห้ามท้อ”...

แต่ทุกวันนี้ก็ถือว่ามีความสุขนะ เพราะการเป็นแม่ค้าส้มตำไม่ได้ทำให้ชีวิตดูด้อยค่าแต่อย่างใด กลับทำให้เห็นคุณค่าตัวเองมากขึ้น แม้รายได้จะน้อยลง แต่ความสุขกลับเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน เพราะได้ทำงานอยู่บ้าน ไม่ต้องไปเจอรถติด ไม่ต้องพบแรงกดดันจากการทำงาน” ต้นอ้อ เผยความรู้สึกหลัง “ชีวิตเปลี่ยน” ครั้งนี้ให้เราฟัง ทั้งนี้ เธอได้กล่าวให้กำลังใจเพื่อน ๆ ในแวดวงสื่อสารมวลชนด้วยว่า หากวันหนึ่งชีวิตการงานต้องสะดุดหยุดลง จะเป็นเพราะเหตุใดก็ตามแต่ ก็ขออย่าได้กลัวที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ เพราะไม่ว่าจะเป็นเส้นทางไหน ถ้าหากเราได้ตัดสินใจเลือกและลงมือทำอย่างจริงจังแล้ว ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จได้

ขอเพียงอย่าปิดกั้นโอกาสตัวเอง อย่าปิดกั้นความคิดปิดกั้นความสามารถลึก ๆ ที่มีอยู่ในตัวเรา แต่ควรขุดมันออกมาใช้ แล้วเราจะพบว่า เราก็สามารถทำอาชีพอื่นได้ ที่ไม่ใช่แค่งานเดิม” อดีตคนข่าวเมื่อวันวานอย่าง ต้นอ้อ ระบุ ส่วนใครอยากจะแวะไปลองชิมส้มตำของเธอก็เชิญได้ หรือจะเข้าไปดูเมนูจากช่องทางออนไลน์ก็ได้ คือที่ เว็บไซต์ส้มตำ บก.ข่าว และ เฟซบุ๊ก preeyapat udomsri หรือจะแอดไลน์ก็ที่ preeyapat.u

ทั้งนี้ นี่เป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่างของ “อดีตคนข่าว” ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดตัวลงของสื่อสำนักต่าง ๆ ซึ่งถึงแม้จะเปรียบได้กับมรสุมลูกโต แต่ก็มีหลาย ๆ คนเลือก “เดินหน้าต่อ” ด้วยการ “เปลี่ยนเส้นทางชีวิต” ได้อย่างน่าชื่นชม อย่างเช่นกรณีของทั้ง 2 คนนี้ ที่สามารถฝ่าวิกฤติชีวิตที่เกิดขึ้นได้ด้วย “คาถา” ที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ นั่นก็คือ... ไม่ยอมแพ้”.

---------------------------------------------
เชาวลี ชุมขำ : เรื่อง
จุมพล นพทิพย์ : ภาพ.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 44