อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม 2562

บุหรี่กับคนจีนเป็นของคู่กัน แก้ยังไงแม้ในลิฟต์ก็ยังสูบ!

สัปดาห์นี้ไปดูวิธีของสาธารณสุขประเทศจีน แก้ไขปัญหาพิษภัยของบุหรี่ หลังจำนวนผู้สูบติดอันดับโลก จึงออกเป็น “กฎหมายห้ามสูบบุหรี่” แต่จะได้ผลหรือไม่? อาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน 2562 เวลา 10.00 น.


เมื่อพูดถึงคนที่สูบบุหรี่แล้วนั้น ประเทศจีนจัดเป็นประเทศที่มีคนสูบบุหรี่มากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แถมคนจีนยังสามารถสูบบุหรี่ได้ในทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นในร้านอาหาร ห้อนนอน โรงแรม ห้องน้ำ หรือแม้แต่ในลิฟต์ก็ตามที จนทำให้คนที่ไม่สูบบุหรี่ต้องคอยรับควันบุหรี่ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เวลาไปนอนตามโรงแรมในประเทศจีน เราจึงหาห้องที่ปลอดควันบุหรี่ได้ค่อนข้างยาก พูดได้ว่าบุหรี่กับคนจีนเป็นของคู่กัน
 
หลังจากที่ประเทศต่าง ๆ ได้มีการออกกฎห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นตามโรงแรม ห้องอาหาร ภัตตาคาร โรงภาพยนตร์ โรงพยาบาล โรงเรียน หรือสถานศึกษา ฯลฯ จนทำให้ในที่สุดสาธารณสุขของจีนก็ได้ให้ความสำคัญกับพิษภัยของบุหรี่กับคนที่สูดควันเข้าไป จนได้ออกเป็น “กฎหมายห้ามสูบบุหรี่” ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2015 มานั้นเป็นกฎหมายสูบบุหรี่ที่เคร่งครัดที่สุดในประวัติศาสตร์จีนเลยทีเดียว โดยกำหนดว่า สถานที่ทั้งหมดที่เป็นสถานที่สาธารณะในห้องทั้งหมดนั้นล้วนกำหนดให้เป็นสถานที่ห้ามสูบบุหรี่ นอกจากนี้ยังงดกิจกรรมสนับสนุนการขายบุหรี่ และกิจกรรมที่นำสู่การสูบบุหรี่ โดยกำหนดบทลงโทษที่บุคคลเป็นเงินตั้งแต่ 50-200 หยวน (ประมาณ 250-1,000 บาท) ส่วนบทลงโทษต่อองค์กร บริษัท ห้างร้าน จะมีค่าปรับตั้งแต่ 5,000-10,000 หยวน (ประมาณ 25,000-50,000 บาท)
 


ซึ่งหลังจากกฎหมายนี้มีได้บังคับใช้มาเป็นเวลา 4 ปี ปรากฏว่ามีการร้องเรียนต่อการสูบบุหรี่จำนวนมากมาย เฉพาะในปักกิ่งที่เป็นเมืองหลวงนั้น สายด่วนที่ร้องเรียนเรื่องบุหรี่ที่เบอร์โทร 12320 นั้น สถานที่ที่ได้รับการร้องเรียนอันดับต้นๆ มีด้วยกันคือ อาคารสำนักงานคิดเป็นร้อยละ 40.3 ร้านอาหารคิดเป็นร้อยละ 24.5 และสถานบันเทิงคิดเป็นร้อยละ 9.8 ทั้งนี้เพราะจะมีคนจำนวนมากที่ละเมิดกฎสูบบุหรี่ในทุกที่ ไม่ว่าจะห้องน้ำก็สูบจนแทบจะหายใจไม่ออก ในห้องพักตามโรงแรมที่เป็นชั้นห้ามสูบบุหรี่ก็ยังคงสูบกันไป แม้แต่ในลิฟต์ก็ยังสูบจนคนอื่นหายใจแทบไม่ได้ แต่ที่หนักสุดคือ ห้องน้ำบนเครื่องบินก็ยังมีคนที่คิดจะไปแอบสูบ จนต้องคอยระแวดระวัง เพราะอาจเกิดปัญหาด้านความปลอดภัยได้ แม้กฎและบทลงโทษจะค่อนข้างรุนแรง แต่ก็ยังมีคนกล้าฝ่ากฎจนได้
 
ทั้งนี้ในเวลาที่ผ่านมาหลังจากกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ออกใช้ ปรากฏว่าในเมืองปักกิ่งนั้นมีอัตราการสูบบุหรี่ลดลง โดยจากร้อยละ 23.4 ในปี 2014 ลดลงเป็นร้อยละ 22.3 ซึ่งลดลงถึงร้อยละ 1.1 เทียบได้ว่ากลุ่มคนสูบบุหรี่ลดลงถึง 200,000 คน กลุ่มคนที่สูบบุหรี่มือสองก็ลงลงจากร้อยละ 35.7 เป็นร้อยละ 20 เทียบเท่ากับคนสูบบุหรี่มือสองลงลงถึง 2,800,000 คน อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจกลับไม่ได้พบว่า มีคนจีนที่มีความตั้งใจจะเลิกบุหรี่นั้นมีน้อยมาก หรือแทบไม่มีนัยสำคัญที่ปรากฏออกมาเลย ทำให้เห็นว่านโยบายในการเลิกบุหรี่นั้น ยังคงทำได้ไม่ดีพอและไม่สำเร็จนัก



ขณะที่ประเทศไทย การออกกฎหมายควบคุมการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะนั้นค่อนข้างได้ผลในภาพรวม จนในปัจจุบันถึงกับจะออกกฎหมายเป็น พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 ที่ได้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2562 ซึ่งก็จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 ส.ค.นี้ โดย พ.ร.บ. ดังกล่าว เน้นการป้องกันความรุนแรงในครอบครัว ส่งเสริมครอบครัว ฯลฯ ในส่วนของการสูบบุหรี่ในบ้านนั้น ซึ่งไม่ได้ห้ามไม่ให้มีการสูบบุหรี่ในบ้านโดยตรง แต่ต้องการจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ฉะนั้น ตาม พ.ร.บ. นี้ หากการสูบบุหรี่แล้วนำมาซึ่งความผิดในฐานการก่อความรุนแรงในครอบครัว ก็จะมีความผิด เพราะนอกจากบุหรี่ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของคนในครอบครัว จนอาจได้รับความเจ็บป่วย และยังเป็นการทำให้สัมพันธ์ภาพในครอบครัวเสีย เพราะลูกเมียก็จะเหม็นบุหรี่และไม่อยากเข้าใกล้ ตลอดจนการเกิดพฤติกรรมการเลียนแบบ รวมถึงผู้สูบหากไม่ได้สูบก็จะหงุดหงิดมีอาการก้าวร้าว จนอาจเกิดความรุนแรงในครอบครัวได้ ทำให้คนในบ้านได้รับผลกระทบ
 
ปัญหาของการควบคุมการสูบบุหรี่ที่สำคัญที่สุดจึงน่าจะอยู่ที่ “การบังคับใช้” ว่าจะทำได้ศักดิ์สิทธิ์เพียงพอหรือไม่ เช่น ในคอนโดฯ ที่ไม่ควรให้สูบ เพราะอาจทำให้เกิดอัคคีภัยได้ แต่ก็ยังมีคนลักลอบ ซึ่งน่าออกกฎหมายหรือบทลงโทษที่ชัดเจน และบังคับใช้ให้ได้
 
อันที่จริงปัญหาของบ้านเรานั้น อยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพและควรใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ.
………………………..........
คอลัมน์ : ฝ่ากำแพงเมืองจีน
โดย “ผศ.ดร.ศิริเพ็ชร ทฤษณาวดี”
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ขอบคุณภาพจาก : Pixabay


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    50%
  • ไม่เห็นด้วย
    50%