อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 13 ธันวาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 13 ธันวาคม 2562

'เอ-ปทุมมาศ จัดแจง' จากโลกสีหม่น..สู่ 'นางฟ้านักวิ่ง'

“อดีตผู้ป่วยโรคซึมเศร้า” กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง การวิ่งได้จูงมือเธอคนนี้ออกมาจากความหม่นเศร้าในชีวิต อาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน 2562 เวลา 10.30 น.


วิ่งเปลี่ยนชีวิต” เป็น “นิยาม” ที่ “นักวิ่งสาวสวย” ที่กำลังได้รับความสนใจจากโลกโซเชียลรายนี้บอกกับเราเอาไว้ ซึ่งก็คงไม่เกินจากความเป็นจริง เพราะการออกกำลังกายประเภทนี้ได้ช่วยให้ “อดีตผู้ป่วยโรคซึมเศร้า” เช่นเธอ กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง การวิ่งได้จูงมือเธอคนนี้ออกมาจากความหม่นเศร้าในชีวิต ซึ่งวันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปทำความรู้จักกับเธอคนนี้... เอ-ปทุมมาศ จัดแจง”

ท่ามกลางอากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนของเดือนมิถุนายน “ทีมวิถีชีวิต” ได้มีนัดพูดคุยกับเธอคนนี้ โดยเธอได้เล่าประวัติชีวิตให้ฟังว่า เกิดที่กรุงเทพฯ ที่โรงพยาบาลธนบุรี โดยเป็นลูกสาวคนเดียวของ คุณพ่อกรุณา-คุณแม่วิมล จัดแจง ชีวิตช่วงวัยเด็กตั้งแต่เกิดจนอายุ 2-3 ขวบ เธอไปอาศัยอยู่กับคุณอา ก่อนจะย้ายตามคุณพ่อคุณแม่ไปอยู่กับคุณปู่ที่ จ.สุพรรณบุรี เพราะคุณพ่อต้องไปทำหน้าที่ดูแลคุณปู่ และหลังจากที่คุณปู่เสียชีวิต ครอบครัวก็ย้ายมาอยู่บ้านคุณแม่ที่ จ.ปทุมธานี แต่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน เธอก็ต้องย้ายกลับไปอยู่กับคุณอาอีกครั้งที่กรุงเทพฯ เพราะต้องเข้าเรียนต่อชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนกรุงเทพกาญจนา จากนั้นก็ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนชิโนรสวิทยาลัย จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก็เข้าเรียนระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยหัวเฉียว

สำหรับความชอบในกีฬา นักวิ่งสาวสวยคนดังในโลกโซเชียลคนนี้บอกว่า ตอนเด็ก ๆ เธอจะชอบกีฬาว่ายน้ำมาก และ เล่นแบบจริงจังขนาดติดทีม “นักกีฬาโรงเรียน” ไปแข่งขันเลย และนอกจากกีฬาแล้ว ด้านดนตรีเธอก็ชอบและเก่งไม่แพ้กัน โดยช่วงที่กำลังเรียนชั้นประถมศึกษา เธอเป็น “นักดนตรีประจำวงดุริยางค์” ของโรงเรียน และยังได้รับหน้าที่เป็น “ดรัมเมเยอร์” อีกด้วย จนเมื่อเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษา ด้วยโควตาความสามารถทางดนตรี เธอก็ได้เข้าเป็นสมาชิกของวงโยธวาทิตของโรงเรียนในตำแหน่งเครื่องคลาริเนต และด้วยความที่หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู เธอก็ได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ดรัมเมเยอร์ของโรงเรียนด้วย



ตอนเด็ก ๆ ชอบทำกิจกรรมมาก ทั้งเล่นกีฬา เล่นดนตรี เป็นประธานเชียร์ แต่เรื่องเรียนก็ไม่ได้แย่นะ (หัวเราะ) เพราะอยู่ห้องคิง เราเลือกเรียนสายวิทย์-คณิต เพราะเป็นคนที่ชอบวิชาชีววิทยามาก พอเข้ามหาวิทยาลัย เราก็เลือกเรียนคณะวิทยาศาสตร์ โดยเลือกสาขาวิชาเอกเป็นวิชาจุลชีววิทยา” นักวิ่งสาวสวยคนเดิมบอกเราเรื่องนี้

ชีวิตในวัยเด็ก เอ-ปทุมมาศ เล่าให้เราฟังอีกว่า เธอทำงานหาเงินได้ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ ม.5 ม.6 ซึ่งเธอได้ถ่ายแบบลงนิตยสาร โดยจุดเริ่มต้นในการเข้าสู่เส้นทางนี้เกิดขึ้นหลังจากมีรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งมาถ่ายทำที่โรงเรียน แล้วต้องการหาเด็กนักเรียนผู้หญิง 2 คนเพื่อเป็นตัวแทน ซึ่งเธอคือ 1 ใน 2 คนที่ว่า โดยหลังจากได้ออกรายการนั้น ต่อมาก็มีพี่ ๆ ในวงการชวนให้ทำงานเรื่อย ๆ... ตอนนั้นตั้งใจว่าจะทำให้เรื่องเรียนและงานที่ได้ทำเดินไปด้วยกันให้ได้ เพราะชอบทั้งคู่”

นักวิ่งสาวคนเดิมเล่าย้อนต่อไปว่า ตอนนั้นเธอทำงานจนกระทั่งเรียนจบปริญญาตรี จึงมีโอกาสทำงานในวงการดังกล่าวเต็มที่มากขึ้น โดยตอนนั้นเธอได้รับเลือกให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ธนาคารแห่งหนึ่ง และรับงานถ่ายโฆษณาคู่กันไป ซึ่งหากพิจารณาเส้นทางชีวิตช่วงนี้แล้วก็ดูเหมือนจะโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ แต่ใครจะคาดคิดว่าเธอจะต้องพบกับ “จุดพลิกผัน” จนส่งผลกระทบทำให้ชีวิตของเธอเปลี่ยนไป และกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอด่ำดิ่งสู่การเป็น โรคซึมเศร้า” โดยเธอบอกว่า...



ที่เป็นโรคซึมเศร้าได้นั้น เกิดจากความคาดหวังในชีวิต ที่เราคาดหวังกับตัวเองไว้สูงเกินไป คือตอนนั้นตั้งใจที่จะซื้อบ้านให้กับคุณพ่อคุณแม่ เพราะครอบครัวเราไม่มีบ้านเป็นของตัวเองเลย ต้องอาศัยคนอื่นอยู่มาตลอด เราจึงมีความคิดว่าไม่อยากเห็นคุณพ่อคุณแม่ต้องเช่าบ้านอยู่ ประกอบกับช่วงหนึ่งเราเริ่มทำงานมีรายได้จากการถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณา เราก็เลยอยากจะซื้อบ้านให้ท่านทั้งคู่ เพราะคิดว่าตัวเองจะทำได้ จะทำไหว ก็เลยตัดสินใจนำเงินเก็บทั้งชีวิตที่มีอยู่มาดาวน์บ้าน เพราะตอนนั้นเราคิดว่าเราน่าจะมีรายได้แน่นอนเพราะเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับธนาคารแห่งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นสัญญาของเรากับธนาคารก็ใกล้จะหมดแล้ว แต่เราคิดไปเองว่าเขาคงจะต่อสัญญาให้เรา จึงตัดสินใจเดินหน้าซื้อบ้าน แต่ปรากฏว่าผลที่ออกมามันตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราหวังเอาไว้ คือธนาคารไม่ต่อสัญญากับเรา ตอนนั้นล่ะที่เริ่มเกิดความเครียดและความกังวลขึ้น เพราะเราเป็นคนที่ตั้งใจทำงานมาก แต่พอผลลัพธ์เป็นแบบนี้ ก็เลยทำให้รู้สึกผิดหวังอย่างแรง” เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตที่เธอคนนี้เล่าให้เราฟัง

ก่อนที่จะบอกกับเราอีกว่า ตอนนั้นรู้สึกเหมือนเจอมรสุมชีวิตโหมกระหน่ำหนักมาก เพราะนอกจากจะไม่ได้เซ็นสัญญาใหม่แล้ว ยังเป็นช่วงที่งานอื่นเริ่มหดหาย จนทำให้ยิ่งทุกข์และยิ่งเครียดหนัก ทำให้กลายเป็นคนคิดมาก และสุดท้ายเธอก็ขังตัวเองอยู่แต่ในบ้าน โดยไม่ยอมออกไปพบเจอกับใครนานถึงกว่า 2 เดือน โดยที่แทบไม่รู้ตัวว่าเธอจะเป็นโรคซึมเศร้า...

ตอนนั้นยังไม่รู้ตัวนะ รู้แต่ว่าเครียดมาก จนเมื่ออาการหนักมาก ทำให้เกิดความคิดแว่บหนึ่งว่าอยากจะฆ่าตัวตาย!!! เพราะหาทางออกให้ตัวเองไม่ได้ คิดถึงขั้นว่าถ้าเราตาย คุณพ่อคุณแม่น่าจะสบาย เพราะเราทำประกันทั้งบ้านทั้งรถไว้ เป็นความคิดผิด ๆ ที่แว่บเข้ามาในหัวจริง ๆ และคิดถึงขั้นว่าจะจัดฉากการฆ่าตัวตายของตัวเอง ไม่ให้เหมือนกับคนที่คิดจะฆ่าตัวตาย เพราะรู้ว่าประกันเขาไม่จ่ายให้กับคนที่ฆ่าตัวตาย ตอนนั้นนั่งคิดเป็นฉาก ๆ เลยว่าจะขับรถชน หรือจะขับรถแหกโค้งให้ดูเหมือนว่าเป็นอุบัติเหตุ” เป็นฉากชีวิตหม่น ๆ ช่วงหนึ่งของสาวสวยนักวิ่งในปัจจุบันคนนี้



อย่างไรก็ตาม โชคยังดีที่เธอมีคนรอบข้างที่เป็นห่วงเธอ เพราะอาการที่ผิดปกติของเธอได้มีคนใกล้ตัวเริ่มสังเกตเห็น...เห็นว่าเธอเปลี่ยนไป จนถึงจุดที่หนักสุด ๆ ที่คนใกล้ตัวมองว่าสภาพของเธอคงไม่ไหวแล้ว จึงชวนให้ไปพบแพทย์ ซึ่งในตอนแรกเธอเองก็ขัดขืน ไม่ยอมไป จนมาคิดได้ภายหลังว่าถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่มีเธอแล้วท่านทั้งสองคนจะอยู่อย่างไร ทำให้เธอตัดสินใจไปพบแพทย์ โดยครั้งแรกที่ไปพบแพทย์นั้น เธอยอมรับว่า ไม่กล้าถามแพทย์ว่าตัวเธอเป็นอะไร??...

คุณหมอบอกว่า ทำไมถึงเพิ่งมาเอาป่านนี้ เพราะอาการเราค่อนข้างหนักมากตอนนั้น จำได้ว่า คุณหมอจ่ายยาให้กลับมาทานเยอะมาก และนัดให้ไปพบสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อดูอาการและปรับยา จนไปหาคุณหมอครั้งที่ 2 เราจึงตัดสินใจถามว่าเราเป็นอะไร คุณหมอก็บอกว่า เราป่วยเป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง!!! ซึ่งพอได้ยินอย่างนั้น เราถึงกับน้ำตาไหล เพราะเคยได้อ่านเจอและได้ยินคนพูดถึงโรคนี้บ่อย ๆ แต่ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะเป็นโรคซึมเศร้า”

ทั้งนี้ เธอเล่าว่า ต้องวนเวียนกลับไปพบคุณหมออยู่นานประมาณ 2-3 เดือน โดยเธอโชคดีที่ได้คนรอบข้างและครอบครัวคอยให้กำลังใจ เพื่อให้เธอต่อสู้กับอาการที่เป็นอยู่ ซึ่งหนึ่งในกระบวนการบำบัดฟื้นฟูจิตใจ บำบัดอาการนี้ ทางคุณหมอได้แนะนำให้เธอไป “วิ่งออกกำลังกาย” ที่ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นซึ่งทำให้เธอ “ตกหลุมรักการวิ่ง” มาจนถึงตอนนี้ “เราเริ่มวิ่งมาตั้งแต่ตอนนั้น ช่วงแรกจะใช้วิธีเดินก่อน เพราะถึงแม้ตอนเด็ก ๆ จะเป็นนักกีฬา แต่ก็ไม่ได้เล่นกีฬามานานมาก จึงต้องค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป จนเริ่มวิ่งได้ และจากนั้นเราก็วิ่งมาเรื่อย” นักวิ่งสาวรายนี้ระบุ พร้อมกับเล่าเรื่องวิ่งให้ฟังอีกว่า รายการแรกที่เธอตัดสินใจลงแข่งขันเป็นรายการที่จัดขึ้นโดย อบต.ลาดชะโด จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นการวิ่งรวมระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร และถึงแม้จะเป็นงานเล็ก ๆ แต่เพราะเป็นการแข่งขันรายการแรกเธอจึงรู้สึกตื่นเต้นมาก โดยเมื่อได้ลงแข่งวิ่งครั้งแรกแล้ว หลังจากนั้นเป็นต้นมาถ้ามีโอกาสเธอก็จะลงแข่งขันวิ่งอยู่เสมอ ๆ “ติดวิ่งมาก เรียกว่าทุกวันเสาร์ วันอาทิตย์ จะออกไปร่วมวิ่งโดยตลอด ชอบแค่ไหนก็คิดดู...เราวิ่งหนักจนขาเจ็บเลยทีเดียว” เธอเล่าเรื่องนี้พร้อมรอยยิ้ม

นักวิ่งสาวสวยคนเดิมยังบอกอีกว่า การวิ่งทำให้เธอมีความสุข เพราะได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น ทำให้ได้ทบทวนความคิดว่าวันนี้จะทำอะไร และพรุ่งนี้จะทำอะไร เพราะเวลาที่ก้าวเท้าออกวิ่งไปเรื่อย ๆ ทำให้เธอได้โฟกัสกับตัวเอง เปรียบเหมือนนั่งสมาธิ ซึ่งหลังจากที่เธอเริ่มวิ่ง อาการโรคซึมเศร้าก็ค่อย ๆ ดีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนร่างกายและจิตใจของเธอกลับมาเป็นปกติ 100%



แต่แล้วต่อมาเธอก็ต้องเจอ “มรสุมชีวิต” ที่ส่งผลทำให้จิตใจหล่นกลับไปสู่วังวนซึมเศร้าอีกครั้ง เมื่อคุณอาของเธอได้จากไป โดยคุณอาของเธอก็เป็นโรคซึมเศร้าเช่นกัน ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เธอช็อกและสะเทือนใจมากจนโรคซึมเศร้ากลับเข้ามาในชีวิตของเธออีกหน แถมครั้งนี้ยังหนักกว่าเดิม โดยเธอเล่าถึงชีวิตช่วงนี้ว่า “ช่วงนั้นเหมือนช็อกไปเลย ถึงขั้นต้องให้คุณหมอฉีดยาให้หลับ เพราะทำอะไรไม่ได้เลย เป็นแบบนี้อยู่นาน 1 เดือน จนมาคิดได้ว่าเราต้องอยู่ต่อเพื่อคนที่เรารัก จึงเริ่มกลับมาวิ่งอีกครั้ง และการกลับมาวิ่งครั้งนี้ก็ทำให้เราอยากทำอะไรที่เป็นประโยชน์ให้กับคนที่เรารักและสังคม” เอ-ปทุมมาศ เล่าการกลับมา “วิ่ง” ครั้งนี้ของเธอได้กลายเป็น “จุดเริ่มต้น” ทำให้เกิด “โครงการวิ่งหายเจ็บใจ” ขึ้นมา โดยเธอเล่าถึงโครงการนี้ว่า เริ่มต้นจากช่วงหนึ่ง เธอนำเรื่องราวการเป็นโรคซึมเศร้าของคุณอาไปเขียนลงในโลกออนไลน์ จนมีผู้คนมากมายติดต่อเข้ามาหาเธอ เพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการบำบัดฟื้นฟูอาการป่วยด้วยโรคนี้ ทำให้เธอเห็นว่าปัจจุบันมีผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเยอะมาก จึงตัดสินใจทำโครงการนี้ขึ้น พร้อมทำ เฟซบุ๊กแฟนเพจ : วิ่งหายเจ็บใจ เพื่อให้คำปรึกษาผู้ที่ป่วยด้วยโรคนี้

ตั้งแต่ทำเพจนี้ขึ้นมา ก็ทำให้เราพบว่า มีคนที่มีปัญหามากกว่าเราเยอะมาก และมีเคสหนึ่ง น้องคนหนึ่งป่วยเป็นโรคซึมเศร้า แต่ไม่กล้าไปหาคุณหมอ เราก็เข้าไปพูดคุยกับเขา จนที่สุดน้องจึงยอมไปหาคุณหมอ จากนั้นเราก็แนะนำให้น้องคนนั้นมาลองวิ่งควบคู่ไปด้วยกับการรักษาทางการแพทย์ ซึ่งตอนนี้น้องคนนั้นกลับมาเป็นปกติเกือบ 100% แล้ว ซึ่งวันที่น้องคนนั้นเดินเข้ามาขอบคุณเรา และบอกว่าเราเป็นแรงบันดาลใจให้เขา ตอนนั้นรู้สึกดีใจมาก ๆ เพราะทำให้รู้สึกว่าเรามีคุณค่ามากขึ้น” นักวิ่งสาวคนเดิมบอกเล่าเรื่องราวที่ทำให้เธอรู้สึกภูมิใจ



ก่อนจากลากันวันนั้น เอ-ปทุมมาศ ฝากเราสื่อสารถึง “ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า” ว่า คนเราไม่ควรโทษตัวเอง และไม่ควรที่จะหมกหมุ่นอยู่กับปัญหาจนมากเกินไป พร้อมแนะนำคนที่ขณะนี้กำลังมีปัญหาในชีวิตว่า... ให้ค่อย ๆ พยายามมองหาทางออก และพยายามคิดเสมอว่า... ปัญหาทุกอย่างมีทางออก แค่เพียงเรามองหาให้เจอ และควรที่จะต้องให้โอกาสตัวเอง โดยอย่าคิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่า แต่ถ้าหากรู้สึกว่าไม่สามารถเยียวยาจิตใจของตัวเองได้ด้วยตัวเอง ก็ควรที่จะไปพบแพทย์เพื่อให้ช่วยเยียวยา

การไปพบจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องแปลก เหมือนเราไม่สบาย ก็ต้องไปหาคุณหมอ ที่สำคัญ หาคุณหมอแล้วก็ควรออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เพราะทำให้เราดีขึ้นได้ในเวลาที่รวดเร็ว ซึ่งถ้าหากไม่รู้ว่าจะเล่นกีฬาอะไร เราก็อยากชวนให้ทุกคนหันมาวิ่ง เพราะแค่มีรองเท้าเพียงคู่เดียวก็ออกกำลังกายได้แล้ว” นักวิ่งสาวคนเดิมกล่าวเชิญชวนให้ออกกำลังกายด้วยการ วิ่ง” ซึ่งไม่เพียงช่วยทำให้สุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงเท่านั้น แต่ วิ่งนั้นดีต่อใจ” อีกด้วย...

ดูตัวอย่างได้จาก “นักวิ่งสาวสวย” คนนี้...
เอ-ปทุมมาศ จัดแจง”.
...............................
บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยง : เรื่อง
จุมพล นพทิพย์ : ภาพ

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%