อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2562

'เพนียดช้างหลวง'อยุธยา แหล่งประวัติศาสตร์ไทย

สัปดาห์นี้เปิดประวัติที่มา “เพนียดคล้องช้างหลวง” เอกลักษณ์สำคัญแหล่งประวัติศาสตร์ไทยมาแต่โบราณ แต่ในวันนี้ทำไมเสาตะลุงถูกตัด และก่ายกองอยู่บนลานดินรอบเพนียด อังคารที่ 25 มิถุนายน 2562 เวลา 11.00 น.


“อยุธยา” เป็นจังหวัดเดียวนับแต่จำความได้ที่มีเพนียดช้างหลวง สำหรับคล้องช้างเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในยามบ้านเมืองปกติและยามสงคราม บริเวณเพนียดคล้องช้างนี้จึงประกอบไปด้วยโบราณสถานที่สำคัญ คือ เพนียดที่มีความหมายว่า “กรงต่อ” ส่วนมากแล้วจะใช้กับการต่อนกเขา แต่การนำมาใช้กับสัตว์ใหญ่อย่างช้าง ก็เรียกว่าเพนียดได้เช่นกัน
 
บริเวณเพนียดประกอบด้วย ตำหนักเพนียด สมัยอยุธยาเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ เพื่อทอดพระเนตรการต้อนช้างป่ามาเข้าเพนียดเพื่อคล้องไว้ใช้งาน ช้างหลายตัวที่ได้มาจากการคล้องจากเพนียดแห่งนี้ มีส่วนสำคัญไม่น้อยในการมีส่วนร่วมเพื่อรักษาแผ่นดินไทยไว้ให้คงอยู่
 


“ช้าง” นับว่าเป็นสัตว์มงคลที่มีความสำคัญอย่างมากทั้งในยามศึกและยามปกติ เป็นพาหนะของพระมหากษัตริย์ ในการเสด็จพระราชดำเนินทางสถลมารค (ทางบก) และช้างเผือกยังเป็นสัตว์มงคลคู่พระบารมีของพระมหากษัตริย์สืบมาจนปัจจุบัน ในรัชสมัยพระเจ้าแผ่นดินที่ปกครองอยุธยา ทรงให้ความสำคัญกับการคล้องช้างที่เพนียดมาก เสด็จฯ ทอดพระเนตรด้วยพระองค์เองทุกครั้ง พิธีการคล้องช้างเป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์พิธีหนึ่งเลยก็ว่าได้
 
ตัวเพนียดสำหรับคล้องช้างป่า ทำด้วยซุงท่อนใหญ่ เรียกขานกันว่า เสาตะลุง ไม้ท่อนกลมซึ่งปักห่างทิ้งระยะประมาณ 1 เมตร หัวเสากลึงเป็นหัวเม็ดทรงมัณฑ์ ปักทำหลักเสียหนึ่งคู่เพื่อล่ามช้างเครื่องยืนแท่น เรียงรายรอบเพนียดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เรียกว่า ปีกกา
 
เพนียดช้างแห่งแรก ตั้งอยู่ที่วัดซอง ด้านทิศเหนือของพระราชวังจันทรเกษม ต่อมาในปี พ.ศ. 2123 ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา โปรดให้ขยายกำแพงพระนครด้านตะวันออกไปถึงริมแม่น้ำ ทั้งให้ย้ายเพนียดสำหรับคล้องช้างไปตั้งที่ ต.ทะเลหญ้า หรือในปัจจุบัน คือ ต.สวนพริก
 


เพนียดช้างสำคัญแห่งนี้ถูกทิ้งร้าง วังเวงเศร้า หลังกรุงศรีอยุธยาต้องแตกทำลายร้างจากทัพพม่า ในปี พ.ศ. 2310 การบูรณะจึงมีขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 1 และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 9 และรัชกาลปัจจุบัน
 
โดยการบูรณะทุกครั้งไม่มีปัญหา แต่การบูรณะครั้งหลังสุดด้วยงบประมาณ 35 ล้านบาท ที่กรมศิลปากรใช้เพื่อการบูรณะเพนียดแห่งนี้ ภาพหัวตะลุงเสาเพนียดที่ก่ายกองปนปะไปกับพื้นดินและขยะรอบเพนียด สร้างความปวดร้าวให้คนบ้านสวนพริก คนแก่ของบ้านเพนียดช้าง เพราะเสาตะลุงหัวขาด เหมือนใจจะขาด
 
คนเพนียดช้าง บ้านสวนพริก ส่งคำถามไปยังกรมศิลปากรว่า...ทำไมต้องตัดทิ้งหัวตะลุงเช่นนี้เล่า...บริเวณเสาปีกกาด้านข้างทั้งหมดไร้ซึ่งหัวตะลุง คนจากกรมศิลปากรอ้างทำตาม “ภาพเก่าโบราณที่เสาตะลุงไร้หัว” เหตุผลที่คนบ้านเพนียดช้างบอกว่า “ไม่จริง” พวกเขาเพียงต้องการเห็นเสาตะลุงปีกกากลับมามีหัวเม็ดทรงมัณฑ์ เฉกเช่นเดิม
 


ศาลปะกำ คือ ที่เก็บบ่วงบาศ หรือ เชือกปะกำที่ทำเป็นบ่วง เพื่อใช้ในการคล้องช้างป่า เชือกปะกำทำขึ้นจากหนังควายตากแห้งจำนวน 3 เส้น นำมาควั่นเป็นเกลียวจนได้ความยาว 20-40 เมตร ปลายข้างหนึ่งจะทำเป็นบ่วงบาศเพื่อใช้สำหรับคล้อง เชือกปะกำจึงถือเป็นของมงคลสูงสุดยิ่ง
 
เพนียดคล้องช้าง ประกอบไปด้วย พระที่นั่งคชประเวศมหาปราสาท ศาลปะกำ มณฑปพระเทวกรรม ตั้งอยู่กลางเพนียด ประดิษฐานพระพิฆเนศ เสาซุงปักเว้นระยะเพื่อทำเป็นคอก ช่องกุด เชิงเทินก่ออิฐ กำแพงล้อมรอบเพนียด และเสาโตงเตง ซุงปลายลอยมีเชือกดึงออกด้านข้าง เพื่อเปิดให้ช้างเข้า
 
เสาตะลุงที่ขาดหัว ยังก่ายกองบนลานดินรอบเพนียด ใครที่ยังจำภาพเพนียดที่มีเสาหัวกลมมนได้ อาจต้องรีบไปดูก่อนที่เสาตะลุงทั้งหมดจะกลายเป็นเสาตะพานอย่างถาวร.
...................................
คอลัมน์ : ชำเลืองเมือง
โดย แรมทาง” 
ขอบคุณภาพบางส่วนจาก : www.changdee.com


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%