อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2563

'เพนียดช้างหลวง'อยุธยา แหล่งประวัติศาสตร์ไทย

สัปดาห์นี้เปิดประวัติที่มา “เพนียดคล้องช้างหลวง” เอกลักษณ์สำคัญแหล่งประวัติศาสตร์ไทยมาแต่โบราณ แต่ในวันนี้ทำไมเสาตะลุงถูกตัด และก่ายกองอยู่บนลานดินรอบเพนียด อังคารที่ 25 มิถุนายน 2562 เวลา 11.00 น.


“อยุธยา” เป็นจังหวัดเดียวนับแต่จำความได้ที่มีเพนียดช้างหลวง สำหรับคล้องช้างเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในยามบ้านเมืองปกติและยามสงคราม บริเวณเพนียดคล้องช้างนี้จึงประกอบไปด้วยโบราณสถานที่สำคัญ คือ เพนียดที่มีความหมายว่า “กรงต่อ” ส่วนมากแล้วจะใช้กับการต่อนกเขา แต่การนำมาใช้กับสัตว์ใหญ่อย่างช้าง ก็เรียกว่าเพนียดได้เช่นกัน
 
บริเวณเพนียดประกอบด้วย ตำหนักเพนียด สมัยอยุธยาเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ เพื่อทอดพระเนตรการต้อนช้างป่ามาเข้าเพนียดเพื่อคล้องไว้ใช้งาน ช้างหลายตัวที่ได้มาจากการคล้องจากเพนียดแห่งนี้ มีส่วนสำคัญไม่น้อยในการมีส่วนร่วมเพื่อรักษาแผ่นดินไทยไว้ให้คงอยู่
 


“ช้าง” นับว่าเป็นสัตว์มงคลที่มีความสำคัญอย่างมากทั้งในยามศึกและยามปกติ เป็นพาหนะของพระมหากษัตริย์ ในการเสด็จพระราชดำเนินทางสถลมารค (ทางบก) และช้างเผือกยังเป็นสัตว์มงคลคู่พระบารมีของพระมหากษัตริย์สืบมาจนปัจจุบัน ในรัชสมัยพระเจ้าแผ่นดินที่ปกครองอยุธยา ทรงให้ความสำคัญกับการคล้องช้างที่เพนียดมาก เสด็จฯ ทอดพระเนตรด้วยพระองค์เองทุกครั้ง พิธีการคล้องช้างเป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์พิธีหนึ่งเลยก็ว่าได้
 
ตัวเพนียดสำหรับคล้องช้างป่า ทำด้วยซุงท่อนใหญ่ เรียกขานกันว่า เสาตะลุง ไม้ท่อนกลมซึ่งปักห่างทิ้งระยะประมาณ 1 เมตร หัวเสากลึงเป็นหัวเม็ดทรงมัณฑ์ ปักทำหลักเสียหนึ่งคู่เพื่อล่ามช้างเครื่องยืนแท่น เรียงรายรอบเพนียดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เรียกว่า ปีกกา
 
เพนียดช้างแห่งแรก ตั้งอยู่ที่วัดซอง ด้านทิศเหนือของพระราชวังจันทรเกษม ต่อมาในปี พ.ศ. 2123 ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา โปรดให้ขยายกำแพงพระนครด้านตะวันออกไปถึงริมแม่น้ำ ทั้งให้ย้ายเพนียดสำหรับคล้องช้างไปตั้งที่ ต.ทะเลหญ้า หรือในปัจจุบัน คือ ต.สวนพริก
 


เพนียดช้างสำคัญแห่งนี้ถูกทิ้งร้าง วังเวงเศร้า หลังกรุงศรีอยุธยาต้องแตกทำลายร้างจากทัพพม่า ในปี พ.ศ. 2310 การบูรณะจึงมีขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 1 และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 9 และรัชกาลปัจจุบัน
 
โดยการบูรณะทุกครั้งไม่มีปัญหา แต่การบูรณะครั้งหลังสุดด้วยงบประมาณ 35 ล้านบาท ที่กรมศิลปากรใช้เพื่อการบูรณะเพนียดแห่งนี้ ภาพหัวตะลุงเสาเพนียดที่ก่ายกองปนปะไปกับพื้นดินและขยะรอบเพนียด สร้างความปวดร้าวให้คนบ้านสวนพริก คนแก่ของบ้านเพนียดช้าง เพราะเสาตะลุงหัวขาด เหมือนใจจะขาด
 
คนเพนียดช้าง บ้านสวนพริก ส่งคำถามไปยังกรมศิลปากรว่า...ทำไมต้องตัดทิ้งหัวตะลุงเช่นนี้เล่า...บริเวณเสาปีกกาด้านข้างทั้งหมดไร้ซึ่งหัวตะลุง คนจากกรมศิลปากรอ้างทำตาม “ภาพเก่าโบราณที่เสาตะลุงไร้หัว” เหตุผลที่คนบ้านเพนียดช้างบอกว่า “ไม่จริง” พวกเขาเพียงต้องการเห็นเสาตะลุงปีกกากลับมามีหัวเม็ดทรงมัณฑ์ เฉกเช่นเดิม
 


ศาลปะกำ คือ ที่เก็บบ่วงบาศ หรือ เชือกปะกำที่ทำเป็นบ่วง เพื่อใช้ในการคล้องช้างป่า เชือกปะกำทำขึ้นจากหนังควายตากแห้งจำนวน 3 เส้น นำมาควั่นเป็นเกลียวจนได้ความยาว 20-40 เมตร ปลายข้างหนึ่งจะทำเป็นบ่วงบาศเพื่อใช้สำหรับคล้อง เชือกปะกำจึงถือเป็นของมงคลสูงสุดยิ่ง
 
เพนียดคล้องช้าง ประกอบไปด้วย พระที่นั่งคชประเวศมหาปราสาท ศาลปะกำ มณฑปพระเทวกรรม ตั้งอยู่กลางเพนียด ประดิษฐานพระพิฆเนศ เสาซุงปักเว้นระยะเพื่อทำเป็นคอก ช่องกุด เชิงเทินก่ออิฐ กำแพงล้อมรอบเพนียด และเสาโตงเตง ซุงปลายลอยมีเชือกดึงออกด้านข้าง เพื่อเปิดให้ช้างเข้า
 
เสาตะลุงที่ขาดหัว ยังก่ายกองบนลานดินรอบเพนียด ใครที่ยังจำภาพเพนียดที่มีเสาหัวกลมมนได้ อาจต้องรีบไปดูก่อนที่เสาตะลุงทั้งหมดจะกลายเป็นเสาตะพานอย่างถาวร.
...................................
คอลัมน์ : ชำเลืองเมือง
โดย แรมทาง” 
ขอบคุณภาพบางส่วนจาก : www.changdee.com


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

บอกต่อ : 115