อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2562

จับตาพรก.สินทรัพย์ดิจิทัล คุมไหวไหม'สกุลเงินลิบร้า'

สัปดาห์นี้คำถามที่หลายคนสงสัย “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” เจ้าของ “เฟซบุ๊ก” คิดจะทำอะไรกันแน่ หลังทำให้เกิดกระแสตื่นตัว “เงินลิบร้า” สกุลเงินไฮเทค เล็งไม่ต้องถือเงินสดกันอีกต่อไป แล้วไทยจะรับมือเงินสกุลนี้ได้อย่างไร? จันทร์ที่ 24 มิถุนายน 2562 เวลา 08.00 น.


ณ นาทีนี้...เชื่อได้ว่าคงไม่มีใครที่ไม่รู้จักเงินดิจิทัล ที่เรียกว่าLibra” หรือที่เรียกทัพศัพท์ในภาษาไทยว่า “ลิบร้า” แน่ ๆ แหมหากใครไม่รู้จักโดยเฉพาะบรรดาผู้คนที่หลงใหลอยู่ในโลกโซเชียลฯ คงต้องรีบหาข้อมูลศึกษากันทันที

ส่วนบรรดาผู้เฒ่าผู้แก่...หรือบางคน บางสังคม ที่ไม่ได้ตื่นตัว หรือไม่ได้สนใจหรือให้ความสำคัญกับโลกโซเชียลฯ เท่าไหร่กันนัก ถ้าไม่รู้จัก “ลิบร้า” ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแหวกแนวอะไร เพราะ...ก็ไม่ใช่ทุกคนในประเทศไทย ที่จะเข้าใจ ที่จะรู้จัก “โลกโซเชียลฯ”

เอาเป็นว่า...ทันทีที่ “เฟซบุ๊ก” ได้ประกาศเปิดตัวแพล็ตฟอร์มค่าเงินดิจิทัล “ลิบร้า” นี้ขึ้นมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็ทำให้บรรดาแวดวงการเงินทั้งโลก ปั่นป่วน ตื่นตระหนกกันขึ้นมาทันที

อะไร? ทำไม? กลายเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบในบัดดล เหตุผลแรก...อย่าลืมว่ามีผู้ใช้เฟซบุ๊กทั่วโลกกว่า 2,000 ล้านคน หากสมาชิกเฟซบุ๊กสนใจและเข้ามาใช้เงินดิจิทัลลิบร้า...แล้วอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น? ระบบการเงินทั่วโลกจะเป็นอย่างไร เพราะเฟซบุ๊กบอกว่าจะเริ่มให้บริการนี้อย่างจริง ๆ จัง ๆ ในปี 2563 หรือ ปีหน้านี่แหล่ะ



สิ่งสำคัญคือ “เฟซบุ๊ก” ได้ประกาศผนึกกับพันธมิตรรายใหญ่รวม 28 เจ้า ทั้งมาสเตอร์การ์ด วีซ่า อีเบย์ อูเบอร์ เพย์พอล เป็นต้น ซึ่งการผนึกพันธมิตรเหล่านี้ยิ่งทำให้ช่องทางการใช้ “เงินลิบร้า” ลื่นไหลไปได้ทั่วโลก ทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า หรือบริการ ในรูปแบบไหน หรือแม้แต่ในชีวิตประจำวันของคุณ ๆ ท่าน ๆ อีกหน่อยก็ใช้เงิน “ลิบร้า” นี้ไปซื้อกาแฟ จ่ายบิล จ่ายค่าโดยสาร หรืออะไรอื่น ๆ อีกสารพัด แบบชนิดที่เรียกว่าไม่ต้องถือเงินสดกันอีกต่อไป เพราะมีเครือข่ายมากเกือบทั้งโลกก็ว่าได้ เพราะพันธมิตรแต่ละแห่งแต่ละบริษัท ระดับโลกทั้งนั้น

ที่สำคัญ การใช้เงิน “ดิจิทัลลิบร้า” ในครั้งนี้ยังไม่มีค่าธรรมเนียมอีกต่างหาก นี่แหล่ะที่ทำเอาบรรดาสถาบันการเงิน หรือแวดวงการเงินเกิดการระส่ำระสายกันขึ้นมาทีเดียว

เรื่องนี้!!! ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะคะ เพราะเฟซบุ๊กบอกแล้วว่า จะให้บริการเงินดิจิทัลสกุลนี้ อย่างเต็มรูปแบบภายในปีหน้า แล้วคนอย่าง “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” คงไม่ทำอะไรเล่น ๆ แบบไม่มีหลักไม่มีการแน่นอน ไม่เช่นนั้นคงไม่ขึ้นแท่นอันดับเศรษฐีโลกแน่ ๆ

เอาเป็นว่า เรื่องนี้สั่นสะเทือนวงการเงินไปทั่วโลก หรือเป็นการ “ดิสรัปชัน” ตลาดเงินโลกกันทีเดียว เพราะคนใช้ก็ตื่นเต้น...คนให้บริการ...ก็เต็มที่ แต่บรรดารัฐบาลของประเทศใหญ่ ๆ ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป ฝรั่งเศส ต่างออกอาการ “สะพรึง” กันให้เห็น ต้องเรียกคนที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง มาทำความเข้าใจกันแบบด่วนจี๋กันทีเดียว!!



สำหรับประเทศไทยแล้ว...ใครหลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือบางคนอาจไม่สนใจกันด้วยซ้ำไป แต่ถ้าจำกันได้ในเรื่องของเงินดิจิทัลสกุล “บิทคอยน์” ที่โด่งดังกันมาก่อนหน้านี้ ว่าใครหันมาลงทุนหันมาเล่น ได้กำไรกันมหาศาล

ถึงขนาดที่ว่ารัฐบาลต้องออกกฎหมายหรือพระราชกำหนดสินทรัพย์ดิจิตอล พ.ศ. 2561 ขึ้นมาเป็นการเฉพาะเพื่อกำกับดูแลไม่ให้มีการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค เพราะเรื่องเงินดิจิทัลหรือสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นเป็นเพียงตัวเลขที่อยู่ในอากาศ ไม่ได้มีการพิมพ์เป็นแบงค์ เป็นธนบัตรที่เราใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายดั่งเช่นทุกวันนี้ ซึ่งเรื่องของเงินดิจิทัล แม้จะเงียบหายไปในช่วงขวบปีที่ผ่านมา เพราะกลับกลายเป็นว่าเป็นการเปิดช่องหลอกลวงต้มตุ๋นให้คนที่ตามไม่ทัน หรือประเภทที่มี “ความอยาก” มากไปหน่อย เกิดความเดือดร้อน

จนกระทั่งเมื่อเกิดข่าวคราวของ “เงินลิบร้า” ก็ส่งผลให้ราคาของบิทคอยน์ปรับตัวเพิ่มมากกว่า 9,000 เหรียญสหรัฐฯ กันทีเดียว หรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 15% ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงที่สุดในรอบ 1 ปี หลังจากที่ตกต่ำไปก่อนหน้านี้

อ่ะ...เอาเป็นว่าบ้านเราน่ะได้ปรับตัว โดยมีกฎหมายดูแลทรัพย์สินดิจิทัล ขึ้นมาแล้ว!!!

เบื้องต้น...ทางคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ที่ดูแลกฎหมายโดยตรง ได้ออกมายืนยันไว้ชัดเจนว่า ไม่ว่าใครจะนำเรื่องเงิน “ลิบร้า” มาซื้อขายมาใช้ในเมืองไทย อันดับแรกต้องได้รับใบอนุญาตหรือไลเซนซ์จาก ก.ล.ต. ก่อน ไม่ว่าจะเป็นนายหน้าหรือผู้ค้า หรือการเป็นศูนย์กลางการซื้อขาย แหม!!! ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่เรื่องนี้เชื่อเถอะเกิดขึ้นเร็วแน่ ๆ ทีนี้คงต้องหันมาถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า จะรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากเงินดิจิทัลสกุลนี้ได้อย่างไร?

เพราะ...กฎหมายต่าง ๆ ของไทยที่มีอยู่ในเวลานี้ ต่างมีช่องว่างที่อาจทำให้ไทยตามไม่ทัน ข้อสำคัญองค์กรกำกับ ที่มีอยู่ก็ยังก้าวไม่ทัน “เฟซบุ๊ก”
..........................................
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    67%
  • ไม่เห็นด้วย
    33%

บอกต่อ : 104