อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 22 กรกฎาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 22 กรกฎาคม 2562

คิดปฏิรูปพุทธศาสนา เพื่อพวกพ้องหรือความมั่นคง?

สัปดาห์นี้ย้อนดูเสียงวิจารณ์คณะกรรมการ คปพ. หลังมีหนังสือแต่งตั้งชุดใหม่ออกมา เพื่อผลักดันนโนบายสะท้อนปัญหา หวังปฎิรูปพระพุทธศาสนาเพื่อความมั่นคงพุทธศาสนา พุธที่ 26 มิถุนายน 2562 เวลา 11.00 น.


ผมเห็นหนังสือแต่งตั้งคณะกรรมการ คปพ. หรือคณะกรรมการประสานงานแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ชุดใหม่แล้ว เหมือนเหล้าเก่าในขวดใหม่กลายเป็นชุดเดิม ๆ มีพระไม่ค่อยว่างงานทำงานด้านนี้ มีพระที่มีสตางค์มาเป็นกรรมการหลายคน ไม่รู้ว่ามีการคัดเลือกคนเข้ามาทำงานกันอย่างไร และส่วนใหญ่คณะกรรมการเป็นพระในกรุงเทพมหานครเกือบทั้งหมด บางรูปมีตำแหน่งทางปกครอง การศึกษา ทับซ้อน ไม่รู้จะเอาเวลาที่ไหนมาทุ่มเทกับการทำงานด้านนี้ พระสงฆ์ในภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน เข้ามาเป็นกรรมการเพื่อสะท้อนปัญหาในพื้นที่ไม่ถึงภาคละ 2 รูป แค่นี้ก็สะท้อนได้แล้วว่า “การมีส่วนร่วม การกระจายอำนาจ” ล้มเหลว



เดิมทีคณะกรรมการ คปพ. ชุดนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่แล้วว่า ที่ผ่านมาการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา “ล้มเหลว” แนวคิดในการปฏิรูประดับนโยบายไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากจัดกิจกรรม “สัมมนาให้ความรู้” บางนโยบายที่นำไปปฏิบัติกับคณะสงฆ์ ระดับเจ้าอาวาส ระดับพระภิกษุ พระกลุ่มนี้ไม่รู้เรื่อง เช่น การจัดทำบัตรสมาทการ์ด เรื่องทำบัตรสมาร์ตการ์ด อย่าว่าแต่พระภิกษุต่างจังหวัดไม่รู้เรื่องเลย ขนาดหน่วยงานทำบัตรอย่าง กรมปกครอง เจ้าหน้าที่ทะเบียนก็ไม่รู้เรื่อง เคยรับเรื่องร้องเรียนจากสามเณรรูปหนึ่งว่า ไปทำบัตรประชาชน เจ้าหน้าที่กองทะเบียนแจ้งมาว่า “ต้องลาสิกขาก่อน” หรือ “หากจะบวชตลอดชีวิต ต้องให้เจ้าอาวาสมารับรอง สามเณรรูปนี้ไปเรียนอยู่ที่ จ.มหาสารคาม เจ้าอาวาสไม่สะดวกมา จนต้องโทรไปหานายอำเภอ นายอำเภอต้องเคลียร์ให้ และเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ต่อว่าสามเณรและผู้ปกครองยกใหญ่” อันนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น



เรื่องบัญชีวัดก็ลักษณะเดียวกัน เจ้าอาวาสในต่างจังหวัดต้องทำรายรับรายจ่าย บางรูปอายุ 70 แล้ว บวชมาตลอดชีวิตไม่เคยทำบัญชีรายรับรายจ่าย วัดไม่มีรายได้ นอกจากกฐิน ผ้าป่า ต้องทำส่งด้วย เรื่องนี้คณะกรรมการ คปพ. ก็ไม่เคยสำรวจ “ศักยภาพคนของตัวเอง” ไม่เคยถาม ไม่เคยรับรู้ เพราะ “การปฏิรูปเป็นคำสั่ง” มากกว่า “ความต้องการจากคณะสงฆ์โดยรวม”

หรือแม้กระทั้งนโยบายเรื่อง วัด-ประชา-รัฐ ชื่อมันก็ไปสอดคล้องกับ กับพรรคการเมืองหนึ่ง คณะสงฆ์ก็ไปรับลูกชื่อแบบนี้มาดำเนินกิจกรรมในทางศาสนา ทั้ง ๆ ที่กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษา ปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่า “บวร” คือ บ้าน วัด โรงเรียน ต้องร่วมมือกัน จับมือกันทำงาน พระพุทธศาสนา สังคม จึงจะไปรอด อันนี้ความ “ไร้เดียงสา ความอ่อนเรื่องสังคม” ของคณะสงฆ์ เพราะไปรับลูกจากเขาทุกเรื่อง ไปสนองความต้องการทางสังคมทุกเรื่อง โดยไม่รู้ว่า “ตัวเองจุดยืนเป็นอย่างไร ความพร้อมขององค์กรตัวเองมีหรือไม่” ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นกลไกหนึ่งของภาครัฐ กลายเป็นเครื่องมือหนึ่งของการเมือง เขาให้งบมาก็ดันไปสนองทุกเรื่อง ทำทุกเรื่อง ไม่ดูตาม้าตาเรือ





หากเรายังดำเนินการแบบนี้ต่อไปนี้ ผมคิดว่ามิได้ปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาเพื่อ “ให้พุทธศาสน์มั่นคง ดำรงศีลธรรม นำสังคมสู่สันติสุขอย่างยั่งยืน” แล้ว และมิได้เดินไปตามแผนกำหนดแผนยุทธศาสตร์ พันธกิจ 4 ด้าน ที่คณะกรรมการ คปพ. วางเอาไว้ คือ 1.เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพระพุทธศาสนา 2.เพื่อการปฏิรูปบริหารจัดการภายในคณะสงฆ์ 3.เพื่อพัฒนาองค์การเพื่อการเรียนรู้เชิงพุทธ คือองค์ความรู้ทั้งหลาย และ 4.เพื่อแสวงหาทรัพยากรให้เพียงพอต่อการบริหารกิจการพระพุทธศาสนา

และเท่าที่ผมดู “แผนปฎิบัติการ 13 โครงการของ คปพ. ที่รับรองโดยมหาเถรสมาคมที่เริ่มทำมาตั้งแต่ปี 60-64” อันนี้มันก็แค่ “กิจกรรมตามงบประมาณแผ่นดิน” คิดกันเองจากวงสนทนาใน “ห้องแอร์” มากกว่า เกิดจากแนวคิด การรับฟัง และความต้องการของพระสงฆ์และชาวพุทธทั้งประเทศ



ยิ่งเห็นการแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงาน เพื่อปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาชุดใหม่แล้ว ยิ่งชัดว่า ไม่ได้ให้พระสงฆ์ต่างจังหวัดเข้ามามีส่วนร่วมอะไรเลย มีแต่หน้าเดิม ๆ วัดเดิม ๆ บางรูปไม่มีองค์ความรู้เรื่องกิจการพระพุทธศาสนาคณะสงฆ์อะไรเลยนอกจากเป็นวัดมีเงิน และส่วนใหญ่อยู่ส่วนกลางมากกว่ากระจายอยู่ตามภาค ตามจังหวัดต่าง ๆ กลุ่มนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา กลุ่มฆราวาสที่ทำงานหรือสนใจด้านพระพุทธศาสนา มิได้เข้าไปมีส่วนร่วมหรือสะท้อนความเห็นอะไรเลย แค่เริ่มต้นก็ “ล้มเหลว” ต่อแล้วครับ.


.................................
คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%