อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 5 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 5 สิงหาคม 2563

คิดปฏิรูปพุทธศาสนา เพื่อพวกพ้องหรือความมั่นคง?

สัปดาห์นี้ย้อนดูเสียงวิจารณ์คณะกรรมการ คปพ. หลังมีหนังสือแต่งตั้งชุดใหม่ออกมา เพื่อผลักดันนโนบายสะท้อนปัญหา หวังปฎิรูปพระพุทธศาสนาเพื่อความมั่นคงพุทธศาสนา พุธที่ 26 มิถุนายน 2562 เวลา 11.00 น.


ผมเห็นหนังสือแต่งตั้งคณะกรรมการ คปพ. หรือคณะกรรมการประสานงานแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ชุดใหม่แล้ว เหมือนเหล้าเก่าในขวดใหม่กลายเป็นชุดเดิม ๆ มีพระไม่ค่อยว่างงานทำงานด้านนี้ มีพระที่มีสตางค์มาเป็นกรรมการหลายคน ไม่รู้ว่ามีการคัดเลือกคนเข้ามาทำงานกันอย่างไร และส่วนใหญ่คณะกรรมการเป็นพระในกรุงเทพมหานครเกือบทั้งหมด บางรูปมีตำแหน่งทางปกครอง การศึกษา ทับซ้อน ไม่รู้จะเอาเวลาที่ไหนมาทุ่มเทกับการทำงานด้านนี้ พระสงฆ์ในภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน เข้ามาเป็นกรรมการเพื่อสะท้อนปัญหาในพื้นที่ไม่ถึงภาคละ 2 รูป แค่นี้ก็สะท้อนได้แล้วว่า “การมีส่วนร่วม การกระจายอำนาจ” ล้มเหลว



เดิมทีคณะกรรมการ คปพ. ชุดนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่แล้วว่า ที่ผ่านมาการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา “ล้มเหลว” แนวคิดในการปฏิรูประดับนโยบายไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากจัดกิจกรรม “สัมมนาให้ความรู้” บางนโยบายที่นำไปปฏิบัติกับคณะสงฆ์ ระดับเจ้าอาวาส ระดับพระภิกษุ พระกลุ่มนี้ไม่รู้เรื่อง เช่น การจัดทำบัตรสมาทการ์ด เรื่องทำบัตรสมาร์ตการ์ด อย่าว่าแต่พระภิกษุต่างจังหวัดไม่รู้เรื่องเลย ขนาดหน่วยงานทำบัตรอย่าง กรมปกครอง เจ้าหน้าที่ทะเบียนก็ไม่รู้เรื่อง เคยรับเรื่องร้องเรียนจากสามเณรรูปหนึ่งว่า ไปทำบัตรประชาชน เจ้าหน้าที่กองทะเบียนแจ้งมาว่า “ต้องลาสิกขาก่อน” หรือ “หากจะบวชตลอดชีวิต ต้องให้เจ้าอาวาสมารับรอง สามเณรรูปนี้ไปเรียนอยู่ที่ จ.มหาสารคาม เจ้าอาวาสไม่สะดวกมา จนต้องโทรไปหานายอำเภอ นายอำเภอต้องเคลียร์ให้ และเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ต่อว่าสามเณรและผู้ปกครองยกใหญ่” อันนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น



เรื่องบัญชีวัดก็ลักษณะเดียวกัน เจ้าอาวาสในต่างจังหวัดต้องทำรายรับรายจ่าย บางรูปอายุ 70 แล้ว บวชมาตลอดชีวิตไม่เคยทำบัญชีรายรับรายจ่าย วัดไม่มีรายได้ นอกจากกฐิน ผ้าป่า ต้องทำส่งด้วย เรื่องนี้คณะกรรมการ คปพ. ก็ไม่เคยสำรวจ “ศักยภาพคนของตัวเอง” ไม่เคยถาม ไม่เคยรับรู้ เพราะ “การปฏิรูปเป็นคำสั่ง” มากกว่า “ความต้องการจากคณะสงฆ์โดยรวม”

หรือแม้กระทั้งนโยบายเรื่อง วัด-ประชา-รัฐ ชื่อมันก็ไปสอดคล้องกับ กับพรรคการเมืองหนึ่ง คณะสงฆ์ก็ไปรับลูกชื่อแบบนี้มาดำเนินกิจกรรมในทางศาสนา ทั้ง ๆ ที่กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษา ปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่า “บวร” คือ บ้าน วัด โรงเรียน ต้องร่วมมือกัน จับมือกันทำงาน พระพุทธศาสนา สังคม จึงจะไปรอด อันนี้ความ “ไร้เดียงสา ความอ่อนเรื่องสังคม” ของคณะสงฆ์ เพราะไปรับลูกจากเขาทุกเรื่อง ไปสนองความต้องการทางสังคมทุกเรื่อง โดยไม่รู้ว่า “ตัวเองจุดยืนเป็นอย่างไร ความพร้อมขององค์กรตัวเองมีหรือไม่” ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นกลไกหนึ่งของภาครัฐ กลายเป็นเครื่องมือหนึ่งของการเมือง เขาให้งบมาก็ดันไปสนองทุกเรื่อง ทำทุกเรื่อง ไม่ดูตาม้าตาเรือ





หากเรายังดำเนินการแบบนี้ต่อไปนี้ ผมคิดว่ามิได้ปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาเพื่อ “ให้พุทธศาสน์มั่นคง ดำรงศีลธรรม นำสังคมสู่สันติสุขอย่างยั่งยืน” แล้ว และมิได้เดินไปตามแผนกำหนดแผนยุทธศาสตร์ พันธกิจ 4 ด้าน ที่คณะกรรมการ คปพ. วางเอาไว้ คือ 1.เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพระพุทธศาสนา 2.เพื่อการปฏิรูปบริหารจัดการภายในคณะสงฆ์ 3.เพื่อพัฒนาองค์การเพื่อการเรียนรู้เชิงพุทธ คือองค์ความรู้ทั้งหลาย และ 4.เพื่อแสวงหาทรัพยากรให้เพียงพอต่อการบริหารกิจการพระพุทธศาสนา

และเท่าที่ผมดู “แผนปฎิบัติการ 13 โครงการของ คปพ. ที่รับรองโดยมหาเถรสมาคมที่เริ่มทำมาตั้งแต่ปี 60-64” อันนี้มันก็แค่ “กิจกรรมตามงบประมาณแผ่นดิน” คิดกันเองจากวงสนทนาใน “ห้องแอร์” มากกว่า เกิดจากแนวคิด การรับฟัง และความต้องการของพระสงฆ์และชาวพุทธทั้งประเทศ



ยิ่งเห็นการแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงาน เพื่อปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาชุดใหม่แล้ว ยิ่งชัดว่า ไม่ได้ให้พระสงฆ์ต่างจังหวัดเข้ามามีส่วนร่วมอะไรเลย มีแต่หน้าเดิม ๆ วัดเดิม ๆ บางรูปไม่มีองค์ความรู้เรื่องกิจการพระพุทธศาสนาคณะสงฆ์อะไรเลยนอกจากเป็นวัดมีเงิน และส่วนใหญ่อยู่ส่วนกลางมากกว่ากระจายอยู่ตามภาค ตามจังหวัดต่าง ๆ กลุ่มนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา กลุ่มฆราวาสที่ทำงานหรือสนใจด้านพระพุทธศาสนา มิได้เข้าไปมีส่วนร่วมหรือสะท้อนความเห็นอะไรเลย แค่เริ่มต้นก็ “ล้มเหลว” ต่อแล้วครับ.


.................................
คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 375