อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม 2562

ตุ่มน้ำพองไม่ใช่โรคติดต่อ ทำไมกำเริบรักษาหายไหม

สัปดาห์นี้แพทย์ไขความสงสัย “โรคเพมฟิกอยด์” หรือตุ่มน้ำพองไม่ใช่โรคติดต่อ-รักษาหายได้ และสัมผัสอยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยได้ตามปกติ แต่ต้องใช้เวลารักษาทานยาต่อเนื่อง ดูแลแผลถูกวิธีช่วยให้โรคสงบเร็วขึ้น จันทร์ที่ 8 กรกฎาคม 2562 เวลา 12.00 น.


ในระยะหลังมานี้ตามหน้าข่าวต่าง ๆ ทำไมมักได้ยินชื่อโรคแปลก ๆ และบ่อยครั้งมากยิ่งขึ้น อย่างกรณีล่าสุดเห็นข่าวของ คุณวินัย ไกรบุตร ที่แพทย์ออกมาบอกว่า...กลุ่มเสี่ยงส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงอายุมาก ๆ ระหว่าง 50-60 ปี ดังนั้นในวันนี้คุณยาย OK จะพามาทำความรู้จักโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า “โรคตุ่มน้ำพองเรื้อรัง” ซึ่งเป็นโรคที่นักแสดงชื่อดังกำลังป่วยอยู่นั่นเอง





หลายคนเมื่อรู้ข่าวจึงทำให้ชื่อของโรคนี้ได้รับความสนใจ เพราะอาการที่นักแสดงหนุ่มกำลังเผชิญนั้น เขามีอาการแสบ ร้อน คัน จากตุ่มขึ้นทุกที่ทั่วร่างกาย แม้กระทั่งในปาก ทำให้กินอะไรก็แทบจะไม่ได้ และต้องทนกับความทรมานของโรคแสบเจ็บปวด

จริง ๆ แล้วโรคนี้คือโรคอะไรกันแน่ ???

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ บอกให้ฟังว่า โรคเพมฟิกอยด์ (Bullous pemphigoid) เป็นโรคในกลุ่มตุ่มน้ำพองทางผิวหนังที่พบบ่อย และมีอาการคล้ายคลึงกับ “โรคเพมฟิกัส” (Pemphigus) ซึ่งเกิดจากความผิดปกติในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดการทำลายโปรตีนที่ยึดผิวหนังในชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ไว้ด้วยกัน ผิวหนังจึงแยกตัวจากกันโดยง่าย เกิดเป็นตุ่มพองตามร่างกาย



โรคเพมฟิกอยด์ หรือ โรคตุ่มน้ำพอง มีอาการที่แสดงอย่างไรบ้าง ???

พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ ระบุว่า โรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่อ และพบได้ 3 ใน 1 แสนคน ลักษณะเด่นของโรคนี้ ที่ต่างจากโรคเพมฟิกัสมีดังต่อไปนี้

1.ตุ่มพองจะเต่งตึงแตกได้ยาก เนื่องจากการแยกตัวของผิวอยู่ในตำแหน่งที่ลึกกว่าโรคเพมฟิกัส

2.มักพบตุ่มน้ำพองมากในตำแหน่งท้องส่วนล่าง แขนขาด้านใน บริเวณข้อพับ และส่วนน้อยที่จะมีแผลในปาก

ทั้งนี้โรคตุ่มน้ำพองพบได้บ่อยในคนสูงอายุ อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากลุ่มเสี่ยงจะเป็นผู้ที่มีอายุมาก ๆ แต่ก็สามารถพบเจอได้ทุกเพศทุกวัย ชายหญิงอย่างละเท่า ๆ กัน แต่สองโรคนี้สามารถแยกความแตกต่างกันได้จาก “อาการที่แสดง” และ “การตัดชิ้นเนื้อ” ไปตรวจเพิ่มเติม



ในเรื่องของวิธีการรักษา คุณหมอได้แนะนำดังนี้...

ยาที่ใช้รักษาหลัก คือ ยาทาสเตียรอยด์ จะใช้เป็นการรักษาหลักในผู้ป่วยที่มีตุ่มน้ำเฉพาะที่ แต่กรณีที่ตุ่มน้ำกระจายทั่วร่างกาย จะใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทาน หรือร่วมกับยากดภูมิต้านทาน ที่จะช่วยควบคุมโรคได้ โดยหากเทียบกับโรคเพมฟิกัสแล้ว โรคเพมฟิกอยด์จะใช้ยากดภูมิในขนาดที่น้อยกว่า และตอบสนองต่อการรักษาได้ดีกว่าโรคเพมฟิกัส ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้อาจจะมีตุ่มน้ำขึ้นเป็น ๆ หาย ๆ ในระยะเวลา 2-3 ปี บางช่วงอาการสงบ แต่ก็จะกำเริบขึ้นและสามารถหายเป็นปกติได้

แต่ทว่าในปัจจุบันมีการรักษาด้วยยาฉีดที่ออกฤทธิ์โดยตรงต่อภูมิต้านทานที่ทำงานผิดปกติ ซึ่งพบว่าสามารถควบคุมโรคได้ดี มีผลข้างเคียงน้อยกว่ายากดภูมิต้านทานชนิดรับประทาน



สุดท้ายคำแนะนำในการปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรค จะต้องทำอะไรบ้าง ???

คุณหมอบอกว่า ควรทำความสะอาดร่างกายสม่ำเสมอ บริเวณที่เป็นแผลให้ใช้น้ำเกลือทำความสะอาด ใช้แปรงขนอ่อนทำความสะอาดลิ้นและฟัน ไม่แกะเกาผื่น เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ ส่วนผู้ป่วยที่มีแผลในปาก ควรงดอาหารรสจัด งดรับประทานอาหารแข็ง เช่น ถั่ว ของขบเคี้ยว เนื่องจากอาจกระตุ้นการหลุดลอกของเยื่อบุในช่องปาก หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก ๆ ไม่ควรใส่เสื้อผ้ารัดคับ เพื่อลดการถลอกที่ผิวหนัง หลีกเลี่ยงแสงแดด และความเครียด ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญ

ทั้งนี้ผู้ป่วยต้องมารักษาต่อเนื่อง มาตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ ทานยาต่อเนื่อง อย่าลดหรือเพิ่มยาเอง ดูแลแผลอย่างถูกวิธี จะช่วยให้โรคสงบได้เร็วขึ้น ทำให้ผู้ป่วยสามารถดำรงชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไป ไม่มีรอยโรคใหม่เกิดขึ้น.
.............................................
คอลัมน์ : แก่ไม่กลัว กลัวไม่แก่
โดย “คุณยาย OK” 
ขอบคุณภาพจาก : วินัย ไกรบุตร

คลิกติดตามอ่านการดูแลผู้สูงวัยได้ทั้งหมดที่นี่ 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 48