อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2562

เมื่อผู้หญิงติดเชื้อเอชไอวีอยากมีลูก

ประเทศไทย อยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลก ที่แก้ปัญหาเรื่องการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ “เจอเชื้อปุ๊บก็ให้ยาต้านไวรัสทันทีเพื่อตัดวงจรถ่ายทอด” อาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม 2562 เวลา 07.30 น.

ประเทศไทย อยู่ในอันดับต้น ๆ ของโลก ที่แก้ปัญหาเรื่องการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะ สามารถป้องกันทารกที่เกิดจากแม่ที่มีเชื้อเอชไอวีลงมาเหลืออยู่ที่ 1.2-1.3% จากเดิมที่เคยสูงถึง 40-50% ซึ่ง นพ.ศรายุทธ อุตตมางคพงศ์ ผอ.กองโรคเอดส์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า มาตรการสำคัญคือการตรวจเลือดหญิงตั้งครรภ์ทุกรายเพื่อหาโรคที่สามารถถ่าย ทอดจากแม่สู่ลูก “เจอเชื้อปุ๊บก็ให้ยาต้านไวรัสทันทีเพื่อตัดวงจรถ่ายทอด”



ผอ.กองโรคเอดส์ บอกว่า ในกรณีที่หญิงที่มีเชื้อเอชไอวีอยู่แล้วปัจจุบันการรับประทานยาต้านฯ อย่างสม่ำเสมอ จะกดเชื้อฯ ให้ต่ำมาก ๆ จนสามารถตั้งครรภ์มีลูกได้ และหลังตั้งครรภ์รับยาต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ กรณีนี้ไม่ค่อยมีปัญหา แต่ ที่มีปัญหาคือคนที่ยังไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อเอชไอวีมาก่อน แต่ยังพอป้องกันได้ ถ้ามาพบแพทย์และฝากครรภ์เร็ว รับยาต้านไวรัสทันที

หลักคือ หากมาฝากครรภ์เร็วและรับยาต้านไวรัสภายในช่วงอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ ก็จะสามารถกดเชื้อให้ต่ำ และไม่แพร่กระจายไปสู่ทารกในครรภ์ได้เกือบ ๆ จะ 100% แต่ถ้ามาฝากครรภ์ช้าและรับยาต้านไวรัสหลัง 32 สัปดาห์ โอกาสในการป้องกันเชื้อสู่ลูกจะอยู่ที่ประมาณ 60% เพราะเมื่ออายุครรภ์มากประมาณ 7-8 เดือน ทำให้ยาที่ส่งผ่านจากสายสะดือมาถึงทารกในครรภ์ไม่มากพอ และเชื้ออาจจะเข้าสู่กระแสเลือดของทารกไปแล้ว”

นอกจากนี้ ในช่วงหลังคลอดจะมีการให้ยาต้านไวรัสกับเด็กภายใน 3-4 ชั่วโมง และให้ต่อเนื่อง 2-3 เดือน แล้วหยุดยาต้านไวรัสนั้น แต่ต้องมีการตรวจเลือดเพื่อหาการติดเชื้ออย่างต่อเนื่องในระยะ 4 เดือน 6 เดือน 12 เดือน 2 ปี หากผลเลือดเป็นลบถือว่ามาตรการป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกในรายนั้นประสบความสำเร็จ ซึ่งส่วนใหญ่พบว่าประสบความสำเร็จ

การตรวจเลือดในเด็กผลเลือดจะมีความแปรปรวนมาก เราจึงต้องทำการตรวจค่อนข้างถี่ แต่เป็นมาตรการทั่วโลกเลยว่าหากผลตรวจเลือดครั้งแรกออกมาว่าเป็นบวก เราต้องให้ยาต้านไวรัสกับเด็กทันทีแม้ว่าผลการตรวจยืนยันอีก 2 วิธีการยังไม่ออกมาก็ตาม บวกกับการให้ยาต้านไวรัสต่อเนื่อง 2-3 เดือน และตรวจเลือดต่อเนื่อง นี่คือมาตรการที่ทำกันทั่วโลก”



อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจมีคำถามว่า การให้เด็กรับยาต้านไวรัสฯ ตั้งแต่ยังแบเบาะ แถมการให้ยาต้านแค่ช่วง 2-3 เดือน ถ้าหลังจากนั้นเกิดการติดเชื้อขึ้นมาจริง ๆ สั้น ๆ แล้วถ้าอนาคตเกิดติดเชื้อจริงจะมีปัญหาเรื่องการดื้อยาต้านฯ หรือไม่นั้น นพ.ศรายุทธ ย้ำว่า ผลข้างเคียงอาจมีบ้าง เพียงเล็กน้อย แต่การรับประทานยาทุกชนิดมีผลข้างเคียงอยู่แล้ว ขนาดยาพาราเซตามอลยังเป็นพิษต่อตับ สิ่งสำคัญคือต้องรับประทานตามที่แพทย์สั่ง

ปัจจุบันยาต้านไวรัสเอชไอวีมีหลายสูตร และสูตรที่ให้กับเด็กตอนนี้นับว่าเป็นสูตรที่ดีที่สุด แม้ว่าจะต้องลงทุนมาก แต่ประเทศก็พร้อมทุ่มงบลงไปเพราะมีความคุ้มค่า เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ และส่วนใหญ่เมื่อได้รับการตรวจเลือด รับยาตามมาตรฐานแล้วการป้องกันได้ผลดี เพราะถ้าจะเจอการติดเชื้อคงเจอตั้งแต่ช่วง 4 เดือนแล้ว และถ้าเจอก็มีมาตรฐานการรักษาอีกแบบ”

ทั้งนี้ปัจจุบัน การดำเนินการยุติปัญหาเอชไอวี/เอดส์ในประเทศไทย ยังมีปัญหาหรือช่องว่างที่เราต้องทำการแก้ไข คือ “เราหาคนไข้ไม่เจอเป็นหมื่นราย” บางส่วนไม่ยอมมาตรวจซ้ำ บางส่วนไม่ยอมกินยาต้าน เพราะคิดว่าร่างกายแข็งแรง ยังไม่ป่วย หรือบางส่วนหันไปหาการรักษาด้วยวิธีอื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราบังคับคนไข้ไม่ได้แม้ว่าจะให้คำปรึกษาอย่างไรก็ตาม ถ้าเราปิดช่องว่างนี้ไม่ได้การยุติปัญหาเอชไอวีในประเทศ ไทยคงประสบความสำเร็จได้ยาก

ดังนั้นขอให้ผู้ติดเชื้อเข้ามารับการตรวจเลือด และรับยาต้านตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด.

----------------------------------
อภิวรรณ เสาเวียง.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%