อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 23 สิงหาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 23 สิงหาคม 2562

"พ่อแม่ชาวจีน"มองการไกล ส่งลูกเรียนนานาชาติที่ไทย

สัปดาห์นี้ไปดูความนิยมของพ่อแม่ชาวจีน ที่ตัดสินใจส่งลูกเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติที่ประเทศไทย แต่จะเป็นเพราะอะไร ติดตามอ่านกันเลย อาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม 2562 เวลา 10.00 น.


ในช่วง 2-3 ปีมานี้ โรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยดูจะเป็นสถาบันที่นักเรียนจีนจำนวนมากได้ทยอยกันเข้ามาเรียน จากแรก ๆ มีเพียงไม่กี่คน จากปากต่อปาก ทำให้ปัจจุบันมีนักเรียนจีนจำนวนมากมาเรียนที่ไทย ตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงระดับมหาวิทยาลัย

จากกระแสเมื่อหลายปีก่อน มีนักศึกษาจีนได้สนใจมาเรียนในระดับปริญญาโทและตรีในประเทศไทย จนกลายเป็นที่เลื่องลือ เมื่อมหาวิทยาลัยในไทยเริ่มมีจำนวนเด็กน้อยลง ทำให้ในปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยในจีนมาซื้อมหาวิทยาลัยในไทย และจัดทำหลักสูตรและคนสอนเอง ย้ายแต่ผู้เรียนให้มาเรียนที่ประเทศไทยเท่านั้น

แต่ในชั่วโมงนี้ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนนานาชาติหรือโรงเรียนสองภาษาในประเทศไทยก็ดูจะเนื้อหอมสำหรับเด็กชาวจีน เพราะนอกจากหลักสูตรการเรียนบ้านเราจะมีมาตรฐานกว่าที่ประเทศจีน เพราะมีประสบการณ์อันยาวนานกว่า อีกทั้งค่าเล่าเรียนในไทยก็ถูกว่าเกือบครึ่งเมื่อเทียบกับจีนในระดับเดียวกัน แม้ว่าสำหรับคนไทยแล้วค่าเล่าเรียนจะสูงมากมายจนคนชั้นกลางส่วนมากแล้วยังไม่สามารถสัมผัสได้ก็ตามที



โดยบรรดาผู้ปกครองคนจีนเหล่านี้ ส่วนหนึ่งสนใจที่จะส่งลูกมาเรียนในไทย เพราะตั้งใจว่าเมื่อเรียนไปสักหลายปี พอจะมีพื้นฐาน และมีโปรไฟล์ที่ดีก็จะโดดไปเรียนต่อยังโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยในยุโรปหรืออเมริกา ทั้งนี้เพราะโรงเรียนนานาชาติในไทยมักจะมีลิงค์หรือเป็นที่รู้จักในยุโรปและอเมริกาแทบทั้งนั้น การใช้โรงเรียนนานาชาติในไทยเป็นสะพานเชื่อมไปสู่อนาคตที่ดีกว่า จึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายของพ่อแม่ชาวจีน

นอกจากนี้แล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับสิงคโปร์และมาเลเซียแล้ว ประเทศไทยยังมีค่าครองชีพที่สำหรับชาวจีนแล้วนั้นถูกแสนถูก จึงทำให้สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้การตัดสินมาไทยง่ายมากยิ่งขึ้น พ่อแม่เหล่านี้บางคนส่งลูกมาเรียนยังโรงเรียนประจำ และบางคนก็มาเช่าบ้านอยู่เป็นเพื่อนลูกที่ไทยเสียเลย

มีพ่อแม่คู่หนึ่งเล่าว่า แรก ๆ เธอก็ย้ายจากเมืองเล็ก ๆ ในประเทศจีนมาซื้อห้องพักเล็กราคากว่า 600,000 หยวน (ประมาณ 3,000,000 บาท) อยู่ใกล้โรงเรียนที่ลูกจะเรียนในเมืองกว่างโจว ซึ่งเป็นมหานครขนาดใหญ่ที่เจริญและมีโรงเรียนสองภาษาที่น่าจะเหมาะกับลูกเธอ ทำให้เธอและสามีต้องมาเริ่มต้นชีวิตกันใหม่ที่นี่ แต่ต่อมาเมื่อเธอเดินทางมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อน ทำให้เธอสนใจโรงเรียนนานาชาติที่เชียงใหม่ เพราะอากาศก็ดี ชีวิตก็สโลว์ไลฟ์ ค่าครองชีพก็ไม่แพง เธอจึงไม่ลังเลใจที่จะค้นหาโรงเรียนในเชียงใหม่เพื่อให้ลูกเธอเรียน



เธอบอกว่าสำหรับตัวเธอและสามีนั้น สามารถเริ่มต้นอาชีพใหม่กันได้ แต่การศึกษาของลูกแล้วย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่ไม่ได้ พวกเขาจึงอยากจะเสียสละเพื่อลูก ทั้งคู่เลือกโรงเรียนที่ดีให้ลูก จึงคิดว่าการย้ายมาประเทศไทยนั้นก็ไม่ลำบากอะไร พาลูกมาสอบสัมภาษณ์ที่โรงเรียน และตัวเธอกับสามีก็มาสมัครเรียนภาษาไทยเพื่อให้ได้วีซ่า แต่เธอบอกว่าการดำเนินเรื่องมาเรียนที่ไทยนั้น ไม่ได้ยุ่งยากดังที่คิดเลย กลับสะดวกและง่ายมาก อีกทั้งเมื่อคำนวณแล้วค่าใช้จ่ายทั้งหมดนั้น ถูกกว่าการใช้ชีวิตในกว่างโจวมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าเรียนที่ถูกกว่าครึ่ง ค่าครองชีพก็ยิ่งถูกเข้าไปอีก

เธอบอกว่าโรงเรียนนานาชาติที่ไทยนั้น มีหลายระบบ ทั้งอังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส สิงคโปร์ และสวิสเซอร์แลนด์ ตอนแรกที่เธอลองค้นข้อมูล ทำให้เธอรู้สึกตกใจมากว่า แค่ประเทศเล็ก ๆ ประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันเฉียงใต้ แต่กลับมีระบบการศึกษาที่หลากหลาย และมีภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น เกาหลีฯลฯมากมาย  อีกทั้งโรงเรียนเหล่านี้ก็รับเด็กตั้งแต่ 2 – 18 ปี เมื่อจบการศึกษาก็ยังสามารถเลือกไปเรียนต่อยังมหาวิทยาลัยชั้นนำในโลกได้อีกด้วยซึ่งหากเธอเรียนที่ประเทศจีน ยังติดที่ข้อกำหนดเรื่องสัญชาติในโรงเรียนนานาชาติบางแห่ง แต่ในประเทศไทยสัญชาติไม่ใช่ปัญหาเลย

ยิ่งไปกว่านั้น ความเป็นอินเตอร์ของโรงเรียนในไทยยังดีกว่าจีนตั้งมาก ค่าเรียนก็ถูกกว่าครึ่ง ปีนี้ลูกเธอเรียนในเกรด 6 ค่าเรียนประมาณ 88,000 หยวน (ประมาณ 440,000 บาท) ค่าหอพักประมาณ 6,000 หยวน (ประมาณ 30,000 บาท) ซึ่งถูกกว่าโรงเรียนที่กว่างโจวที่มีค่าเล่าเรียนที่ 200,000 หยวนต่อปี (ประมาณ 1,000,000 บาท) ซึ่งในรายของพ่อแม่คนอื่น ๆ ก็มีความเห็นและประสบการณ์ไม่ต่างไปจากเธอนัก



ทุกวันนี้เราจึงเห็นคนจีนจำนวนมากพาลูกหลานมาเรียนและใช้ชีวิตที่เมืองไทย เรียนภาษาไทย ทำการค้าในประเทศไทย บางคนเอาลูกมาเรียนที่ไทย ตัวพ่อแม่ก็เลยมาช่วยสอนภาษาจีนที่ไทยไปด้วย เอาเป็นว่าวินวินกันทุกคน คนจีนส่วนมากนั้นให้ความเห็นว่าประเทศไทยสบาย ไม่มีกฎระเบียบมากมาย ยอมจะอะลุ่มอล่วยไม่เคร่งครัด สามารถเจรจาได้ง่าย

จากรายงานของงานวิจัยแห่งหนึ่งพบว่า ในช่วงหลายปีนี้โรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจากปี ค.ศ.2012 มีจำนวน 39,212 แห่งในปัจจุบันเพิ่มเป็น 43,000 แห่ง ทั้งนี้โดยเฉลี่ยค่าเล่าเรียนแพงขึ้นร้อยละ 5

อย่างไรก็ตาม ก็มีเสียงวิจารณ์กันว่า การศึกษาในไทยนั้น มีหลายเกรด หลายระดับมาก ต้องดูดี ๆ บางโรงเรียนก็มีมาตรฐานที่ไม่ดี ไม่ให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนมากนัก ซึ่งผู้ปกครองต้องศึกษารายละเอียดแต่ละโรงเรียนให้ดีเองในขณะที่นักเรียนนักศึกษาจีนเข้ามาเรียนยังประเทศไทยที่จำนวนมากเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่เราต้องเตรียมตัว คือ ตลาดงานในอนาคตที่อาจจะเป็นที่สนใจของคนต่างชาติ ที่มีทั้งความสามารถ ความอดทน และความขยัน

ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาของเด็กไทย ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการพัฒนาการศึกษาให้คนต่างชาติ เพื่อเปิดตลาดด้านการศึกษา ไม่ใช่ว่าคนไทยเรียนได้แต่โรงเรียนธรรมดา แต่มีเพียงคนต่างชาติที่เรียนโรงเรียนมาตรฐานนานาชาติได้ ในขณะเดียวกันก็จะต้องเตรียมวางแผนปรับปรุงกฎหมายให้มีความทันสมัย และสามารถนำมาใช้ได้จริง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ในอนาคต.
………………………..........
คอลัมน์ : ฝ่ากำแพงเมืองจีน
โดย “ผศ.ดร.ศิริเพ็ชร ทฤษณาวดี”
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ขอบคุณภาพประกอบจาก โรงเรียนนานาชาติเดอะรีเจนท์


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    94%
  • ไม่เห็นด้วย
    6%

บอกต่อ : 186