อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 21 สิงหาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 21 สิงหาคม 2562

เครื่องบินL-39ทยอยปลด ยังบินจนกว่าT-50มาครบ

สัปดาห์นี้พูดถึงสมรรถภาพเครื่องบิน L- 39 ที่เหลืออยู่ ยังใช้ฝึกบินถึงปี 67 จนกว่าเครื่องบิน T-50 เข้าประจำการครบ เหตุช้าเพราะงบประมาณจำกัด และกองทัพมุ่งใช้ประโยชน์ยุทโธปกรณ์ให้คุ้มค่ามากที่สุด เสาร์ที่ 13 กรกฎาคม 2562 เวลา 07.00 น.


@@@.......สวัสดีท่านผู้อ่าน “เดลินิวส์ออนไลน์” มาพบกันทุกวันเสาร์กับคอลัมน์ “รหัสมอร์สส่องกองทัพ” ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 13 ก.ค. 2562 หลังจากรอคอยและลุ้นกันว่าหน้าตาของคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 จะออกมา มีหน้าตาน่ารักน่าชัง หรือ น่าเกลียดจนคนต้องร้องยี้......ไม่ว่าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ผลก็ออกมาแล้ว ต่อจากนี้ไปทุกคนก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานร่วมกัน อย่าได้ขัดแข้งขัดขา ยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก และอย่าให้ฝ่ายตรงข้ามที่สบประมาทได้ว่า ครม.ประยุทธ์ 2” อยู่ได้ไม่นาน....??



@@@……สำหรับตำแหน่งรมว.กลาโหม “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ควบเอง ส่วน  “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เหลือเพียงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะหมดภาระหน้าที่  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ รมว.กลาโหม ได้สั่งการให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพิ่มความเข้มมาตรการความปลอดภัยบนท้องถนน โดยเฉพาะต้องร่วมกันทำทางม้าลายทั่วประเทศ ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยกับประชาชนอย่างแท้จริง โดยให้ตำรวจ ประสานการทำงานร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยว และกระทรวงคมนาคม ร่วมกันสำรวจและริเริ่มมาตรการความปลอดภัยที่เด่นชัด ควบคู่กับ การเข้มบังคับใช้กฎหมายบริเวณทางข้ามม้าลายอย่างจริงจังต่อเนื่องกันไป โดยเฉพาะบริเวณ โรงเรียน วัด โรงพยาบาล พื้นที่ท่องเที่ยวและแหล่งเศรษฐกิจสำคัญ นอกจากนี้ ให้ประสานการทำงานร่วมกับจิตอาสาจราจร รวมทั้ง สสส. และองค์กรภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง ร่วมรณรงค์สร้างวินัยจราจรแก่ผู้ใช้รถ ใช้ถนน เน้น “ข้ามทางม้าลายและหยุดรถให้คนข้ามถนน” เพื่อลดอุบัติเหตุบนและความปลอดภัยของทุกคนบนท้องถนน 



@@@……ก่อนสิ้นสุดรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 1 “บิ๊กตู่” ได้ออก ม.44 ฉบับสุดท้ายล้างประกาศ คสช.66 ฉบับ โดยเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คําสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 9/2562 เรื่องการยกเลิกประกาศคสช.และคำสั่งคสช.บางฉบับท่ีหมดความจำเป็น โดยหัวหน้าคสช.อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญประกอบกับมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ จึงมีคําส่ัง ให้ยกเลิกประกาศคสช. คำสั่งคสช. และคำสั่งหัวหน้าคสช. ตามที่ระบุในบัญชีหน่ึงท้ายคำส่ังน้ี โดยให้บรรดาการกระทำความผิดตามประกาศและคำสั่งคสช. ไม่ว่าจะกระทําก่อนหรือหลังคําสั่งน้ีใช้บังคับ ให้อยู่ในอํานาจการพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนการกระทําความผิด ที่อยู่ระหว่างการดําเนินคดีของศาลทหาร ในวันก่อนวันท่ีคําสั่งนี้ใช้บังคับ ให้โอนคดีนั้น ๆ ไปยังศาลยุติธรรม แต่ทั้งนี้ ไม่หมายความรวมถึง กระทําความผิดที่กฎหมายว่า ด้วยธรรมนูญศาลทหารบัญญัติให้เป็นอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร โดยให้การกระทําความผิดดังกล่าวยังคงอยู่ในอํานาจการพิจารณาพิพากษาของศาลทหารต่อไป

@@@……โดยมีคำสั่ง ประกาศหัวหน้าคสช.และประกาศคสช.ที่น่าสนใจ โดยแบ่งเป็นประกาศคสช.จำนวน 32 ฉบับ คำสั่งคสช.จำนวน 29 ฉบับ และคำสั่งหัวหน้าคสช.จำนวน 5 ฉบับ รวม 66 ฉบับ โดยส่วนจะเป็นการยกเลิกเรื่องปัญหาการค้ามนุษย์ และปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการแก้ปัญหาเสร็จสิ้นแล้ว อาทิ ประกาศคสช.ฉบับที่ 118/2557 เรื่อง การกาหนดมาตรการ ชั่วคราวเพิ่มเติมในการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ อย่างไรก็ตาม การยกเลิกประกาศคสช.คำสั่งคสช. และคําสั่งหัวหน้าคสช.คําส่ังนี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงการใดท่ีได้กระทํา หรือปฏิบัติให้เป็นไปตามประกาศหรือคําส่ังดังกล่าวก่อนวันท่ีประกาศหรือคําสั่งนั้น ๆ สิ้นผลใช้บังคับ โดยให้การกระทําและการปฏิบัตินั้นเป็นการกระทําและการปฏิบัติที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายตามมาตรา 279 คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป  

@@@……ทั้งนี้ ประกาศหรือ คำสั่ง คสช. โดยอาศัยอำนาจตาม ม.44 เป็นการออกกฎหมายในศักย์ ระดับพระราชบัญญัติที่ใช้แก้ปัญหา ที่ต้องการความรวดเร็ว เร่งด่วน ที่ผ่านมา จะไม่แทรกแซงอำนาจ ฝ่ายตุลาการ และการทำงานขององค์กรอิสระ โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่ประชาชน  ที่ไม่อาจปล่อยให้เนินนานไป  มิฉะนั้นอาจเกิดความเสียหาย ต่อการบริหารงานภาครัฐ และส่วนใหญ่เป็นการปลดล็อคกับดักทางธุรกิจ ที่ฝ่ายการเมืองที่ถือครองอำนาจรัฐ ก่อนหน้านี้วางผูกเงื่อนไว้  เพื่อประโยชน์ของธุรกิจของพวกพ้อง การปลดล็อคที่ผ่านมา มิได้เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่ง  แต่เป็นการใช้อำนาจ เพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศในภาพรวมได้ประโยชน์สูงสุด  และเมื่อหมดความจำเป็นก็ยกเลิกไปมากกว่า 60 ฉบับ  เป็นการเหมาะสมแล้ว  เพียงแต่มีประเด็นที่ฝ่ายการเมืองปัจจุบัน บางคนนำมาวิพากในลักษณะว่า ประกาศ หรือ คำสั่ง คสช.ตาม ม.44 นั้น เบียดบังผลประโยชน์ของประชาชน และทำให้ประเทศชาติเสียหาย  ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้ว การกล่าวหาดังกล่าว ทำให้ผู้คนเข้าใจผิด  และเสมือนเป็นการหาเสียง ซึ่งไม่ได้เป็นความจริง โดยหวังว่า จะสร้างความแตกแยกในสังคม ด้วยข้อมูลที่เป็นเท็จ ฝ่ายความมั่นคงจึงขอให้ประชาชน ที่รับฟังข่าวได้ใช้วิจารณญาณ ในการเสพข้อมูลเหล่านี้  และให้ความเป็นธรรมแก้กลุ่มคน ที่มีความปรารถนาดีต่อประเทศชาติด้วย   



@@@…….การใช้ความรุนแรงในสื่อโซเซียล ดูเหมือนว่าจะไม่ลดลง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงมาตรการป้องปรามการใช้ความรุนแรงที่ขณะนี้มีความรุนแรงและระบาดหนักโดยเฉพาะในสื่อโซเชียลมีเดีย ว่า ผมเคยบอกไปแล้วว่า วันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปเยอะ กระทั่งมีผลกระทบพอสมควรในเรื่องโซเชียลมีเดีย โดยเราไม่สามารถควบคุมได้มากนัก ซึ่งหลายคนบอกว่า หากควบคุมมากเกินไปจะกลายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนั้นประชาชนต้องเลือกเอาว่าจะเสพข่าวในโซเชียลมีเดียอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ไม่ว่าจะฝ่ายใดก็ตาม เพราะทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมอย่างรุนแรง ทำให้เกิดความเกลียดชัง โดยไม่ใช่เรื่องของตัวเองทั้งสิ้น อีกทั้ง มีการแบ่งข้างประชาชนเป็นสองขั้ว ซึ่งมีโอกาสที่จะลุกลามบานปลายในอนาคตด้วย จึงอยากฝากให้ทุกคนมีกลุ่มต้านทานที่ดี ข่าวปลอมหรือข่าวดิสเครดิสต่าง ๆ ดังนั้นขึ้นอยู่กับจิตสำนึก ผมได้สั่งการให้ตรวจสอบบางสื่อโซเชียลที่เข้าข่าย สร้างข่าวเท็จต่อเนื่องเป็นจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งต้องตรวจสอบแหล่งที่มา เพราะบางครั้งอาจเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทั้งเจตนา และไม่เจตนาเพื่อการสร้างเรื่องขึ้นมาให้สังคมเกิดความสับสนอลหม่าน จึงต้องรู้ว่ากฎหมายควบคุมได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร และขอให้ทุกคนระมัดระวังในการเผยแพร่ข่าวสารปลอม ขอประชาชนทำทุกอย่างด้วยสติ อย่าแชร์สิ่งใดที่เป็นข้อสงสัย ต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบก่อน ปล่อยให้คนที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ทำไป หากผิดกฏหมายจะได้สืบสวนสอบสวนได้  ไม่อย่างนั้นก็จะเดือดร้อนกันไปหมด  จึงอยากให้เยาวชนไทยมีภูมิคุ้มกันดีในการใช้โซเชียลที่ดี ปลูกจิตสำนึก ใช้อย่างเท่าทัน ใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสาร อย่าให้ใครมาปลุกปั่น รวมไปถึงบัตรพลังงานที่รักษาอาการปวด ซึ่งในข้อเท็จจริงจะเป็นไปได้อย่างไร



@@@……วันก่อน “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พร้อมคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่จชต.เพื่อตรวจเยี่ยมหน่วยงาน และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในการสร้างความมั่นคงในพื้นที่ และขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน พร้อมตรวจความคืบหน้าการก่อสร้างสนามบิน นอกจากนี้ ผบ.ทบ. ยังได้พบปะกับผู้นำชุมชน ส่วนราชการท้องถิ่นในอำเภอธารโต จังหวัดยะลา โดยได้ยินดีกับเจ้าหน้าที่ ที่ทำให้พื้นที่มีความเจริญไปมาก และกำลังพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พร้อมกำชับให้หน่วยในพื้นที่ดูแลเส้นทางคมนาคม ให้มีความสะดวก ปลอดภัย รองรับนักท่องเที่ยวและการสัญจรเชื่อมต่อสนามบินเบตงที่จะเปิดใช้งานในเร็ว ๆ นี้ โดยจะเปิดประตูการค้า เปิดประตูอาเซียนและการค้าเสรีด้วย นอกจากนี้ยังได้ให้โอวาทหน่วยเฉพาะกิจตำรวจชายแดนที่ 44 ว่า ต้องไม่ประมาทและต้องพร้อมอยู่เสมอ ที่สำคัญต้องดูแลประชาชนในพื้นที่ให้เกิดความปลอดภัยต่อเนื่อง การปฏิบัติงานในหน้าที่ขอให้ยึดตามกฎหมายนเป็นหลัก 



@@@……“บิ๊กลือ” พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) เป็นประธานพิธีบวงสรวงพระภูมิเจ้าที่ พิธีสงฆ์ และเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธีในพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. 2562  โดยมีเรือร่วมในพิธี ประกอบด้วย เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช พระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เรือเอกชัยเหินหาว เรือครุฑเหินเห็จ เรือกระบี่ปราบเมืองมาร และเรืออสุรวายุภักษ์ หลังจากนั้นเป็นประธานพิธีบวงสรวงพระภูมิเจ้าที่ พิธีสงฆ์ และเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธีเรือ โดยมีเรือร่วมในพิธี ประกอบด้วย เรือเอกชัยหลาวทอง เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรือครุฑเตร็จไตรจักร เรือพาลีรั้งทวีปเรือสุครีพครองเมือง และเรืออสุรปักษี โดยจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ได้จัดเตรียมเรือพระราชพิธี รวมทั้งสิ้นจํานวน 52 ลํา โดยมีเรือที่สําคัญเป็นเรือพระที่นั่งได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ นอกจากนี้ยังมีเรือพระราชพิธีอื่นด้วย เช่น เรือรูปสัตว์ เรือดั้ง เรือแซง เป็นต้น ด้านกําลังพลประจําเรือพระราชพิธี ได้คัดเลือกกำลังพลจากหน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือ จํานวน 2,200 นาย เป็นกำลังพลประจำเรือพระราชพิธี ซึ่งเป็นกำลังพลของกองทัพเรือทั้งหมด โดยภาพที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะถูกถ่ายทอดแก่สายตาของชาวไทยอีกครั้งหนึ่งในพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. 2562 ในวันที่ 24 ต.ค. 2562 ซึ่งเป็นครั้งแรกในรัชกาลปัจจุบัน



@@@……ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของ นาวาอากาศตรี ณฤพล  เลิศกุศล  ที่เสียชีวิตจากการฝึกบินเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่ 1 (L-39) สังกัดฝูงบิน 411 กองบิน 41 จ.เชียงใหม่ และเกิดประสบอุบัติเหตุบริเวณพื้นที่บ้านเกาะกลาง ต.ป่าแดด อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ในขณะที่นำเครื่องกลับที่ตั้ง นักบินได้รายงานอากาศยานมีข้อขัดข้องเกี่ยวกับเครื่องยนต์ และได้ทำการแก้ไข ซึ่งต่อมานักบินทั้งคู่ได้ทำการสละอากาศยาน โดย นาวาอากาศตรี ณฤพล ซึ่งเป็นครูฝึก ได้ให้ เรืออากาศโท ธีรวัฒน์ คูณขุนทด (นักบินที่ 1) ที่เป็นลูกศิษย์และมาฝึกบิน  ได้กดปุ่มเพื่อดีดตัวออกจากเครื่องไปก่อน จนได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  ส่วนตัว นาวาอากาศตรี ณฤพล พยายามบังคับเครื่องให้ไปในทิศทางป่า เพื่อไม่ให้ตกลงในชุมชน บ้านเรือนประชาชน  แต่ก่อนที่เครื่องจะตกก็ได้พยายามดีดตัวเองออกมาจากเครื่อง แต่คาดว่า เครื่องคงเสียหายหนักทำให้การดีดตัวนั้น ไม่ประสบความสำเร็จ จึงทำให้ นาวาอากาศตรี ณฤพล เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ



@@@……เครื่องบิน L-39 เป็นเครื่องบินที่เริ่มทยอยรับมอบเข้าประจำการที่กองบิน 4 เมื่อปี 2537 สมัยก่อนเมื่อซื้อเครื่องบินมาจะจัดเป็น 3 ฝูง ต่อมาเหลือ 2 ฝูง และทยอยปลดไป ปัจจุบันมีเพียง 1 ฝูง เครื่องบิน L-39 เป็นเครื่องบินฝึกขับไล่ แต่เมื่อเครื่องเริ่มสิ้นสภาพก็ต้องทยอยปลด ทางกองทัพต้องจัดหาเครื่องบินใหม่มาทดแทน แต่ช่วงหาเครื่องบินใหม่มาทดแทน ก็ต้องใช้เครื่องบิน L-39 ต่อไป เพราะเป็นเครื่องบินกำลังรบหลัก  เป็นภาระกิจของกองทัพ อีกนั้น กองทัพต้องการใช้ของที่ใช้งบประมาณแผ่นดินซื้อมาให้คุ้มค่าที่สุด ซึ่งรู้อยู่ว่าเมื่อเครื่องบินเริ่มมีสภาพที่เก่าลง จะมีความเสี่ยงเกิดขึ้น ก็จะมีมาตรการอื่นมาทดแทน และทยอยปลดประจำการ  ปัจจุบันเหลือไม่กี่เครื่อง คาดว่าประมาณปี 65-67 จะเหลือเครื่องบิน L-39 ประมาณ 5-6 เครื่อง ซึ่งเครื่องบินมีสภาพพร้อมใช้งาน แม้สภาพเก่า แต่ซ่อมบำรุงได้ดี และเมื่อเวลาอันสมควร ก็จะทยอยปลดตามวาระอันสมควร ปลดตามสภาพ โดยกองทัพอากาศได้จัดหาเครื่องบินใหม่คือ เครื่องบิน T-50 มาทดแทน ซึ่งเป็นเครื่องบินฝึกขับไล่ โดยทยอยเข้าประจำการที่กองบิน 4 อำเภอตาคลี จ.นครสวรรค์ แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดของงบประมาณ  ไม่สามารถที่จะซื้อทดแทนได้ทีเดียวทั้งหมด จึงต้องทยอยนำเข้ามา เมื่อได้เครื่องบิน T-50 ครบตามจำนวนที่จัดซื้อไว้  ก็จะปลดเครื่องบิน L-39 ทั้งหมด 

@@@……ทั้งนี้ เครื่องบินที่เหลืออยู่ต้องใช้ความทุ่มเท แต่ที่ต้องมีการปลดเครื่องบิน เพราะงบซ่อมบำรุงเพิ่มขึ้น เครื่องยิ่งเก่า งบซ่อมบำรุงเพิ่มขึ้น และเสี่ยงอันตรายต่อการบิน  แต่เมื่อเครื่องบินใหม่ยังมาไม่ครบ  ก็ต้องใช้เครื่องบินที่มีอยู่ฝึกบินไปก่อน และที่ทำการฝึกบินไม่ได้ไปรบกับใคร แต่เพื่อป้องปรามไม่ให้สงครามมาถึงประเทศเรา ฉะนั้น การจัดหาเครื่องบินมาทดแทน ทางกองทัพอากาศได้ดำเนินการมา 3-4 ปีแล้ว  แต่ต้องรักษาสถานภาพไว้ เพราะเครื่องบินยังใช้รบได้  ซึ่งกองทัพอากาศทำการซ่อมใหญ่มา 2 ครั้งแล้ว ปกติการทำวงรอบใหญ่ 8 ปี ฉะนั้น เครื่องบิน L-39  จึงมีอายุจริง ๆ  24 ปี คือ 8 ปีทำครั้งที่ 1 พอครบรอบ 2 คือ 16 ปี ก็ซ่อมใหม่ แต่ครั้งที่ 3 ปลดประจำการ  แต่ทั้งนี้ บางครั้งอายุเครื่องอาจจะมากกว่า 24 ปี เมื่อหมดอายุก็จะงดบิน และรองบประมาณ เมื่องบประมาณมาก็ซ่อม โดยใช้เวลาอีก 6 เดือนถึงจะบินต่อ ทั้งนี้ ในข้อเท็จจริงเมื่อซ่อมแล้ว สามารถใช้งานได้อีก 8 ปี ถึงจะปลด การตรวจเครื่องจะตรวจตามสภาพความเป็นจริง  เพื่อให้มั่นใจว่า เครื่องบินได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ ก็ต้องวางแผนกันระยะยาว การจัดหาเครื่องบินต้องมีเวลาในการจัดส่ง   



@@@……ปิดท้ายสัปดาห์นี้ ขอแสดงความยินดีกับ พล.อ.ชนินทร์ โตเลี้ยง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองบัญชาการกองทัพไทย (กลุ่มไพลิน), พล.ร.ท.พงศกร กุวานนท์ หัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บัญชาการทหารเรือ (กลุ่มเบญจมาศ) และ พล.ต.ภัทรพล ภัทรพัลลภ รองเจ้ากรมกิจการพลังงานทหาร กรมการพลังงานทหาร (กลุ่มบงกช) ที่ได้รับเลือกให้เข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน รุ่น 14 (วพน.14) ที่มีพิธิเปิดไปเมื่อวันก่อน และจะจบหลักสูตรในปลายเดือนพ.ย.นี้....งานนี้ได้เรียนรู้เรื่องความมั่นคงทางพลังงงานกันเต็มเปี่ยม.
.............................................
คอลัมน์ : รหัสมอร์สส่องกองทัพ
โดย "รหัสมอร์ส"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    99%
  • ไม่เห็นด้วย
    1%

บอกต่อ : 179