อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 21 สิงหาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 21 สิงหาคม 2562

ชีวิต "รณณรงค์ แก้วเพ็ชร์" กว่าจะมาเป็น.. "ทนายชื่อดัง"

เราเป็นคนที่ชอบตั้งคำถามกับทุกเรื่อง เป็นคนขี้สงสัยมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว อย่างตอนเด็กยังเคยตั้งคำถามกับครูและคนในหมู่บ้านเลยว่า...ทำไมหมู่บ้านเราถึงยากจนกว่าหมู่บ้านอื่น??” เป็นพื้นฐานนิสัยที่ติดตัวเขามาจนวันนี้ อาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม 2562 เวลา 10.30 น.

เราเป็นคนที่ชอบตั้งคำถามกับทุกเรื่อง เป็นคนขี้สงสัยมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว อย่างตอนเด็กยังเคยตั้งคำถามกับครูและคนในหมู่บ้านเลยว่า...ทำไมหมู่บ้านเราถึงยากจนกว่าหมู่บ้านอื่น??” เป็นพื้นฐานนิสัยที่ติดตัวเขามาจนวันนี้ ซึ่ง รณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ได้บอกเล่าเอาไว้ ทั้งนี้ ก่อนที่สังคมไทยจะคุ้นหน้าคุ้นตาเขาในฐานะ “ทนายอาสาชื่อดัง” นั้น เส้นทางชีวิตก่อนที่จะมาถึงวันนี้ของเขาก็มีเรื่องราวน่าสนใจและน่าค้นหาไม่น้อย ซึ่งวันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปรู้จักกับเขาคนนี้ให้มากขึ้น...

รณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ หรือที่ผู้คนทั่วไปเรียกกันติดปากว่า “ทนายรณณรงค์” บอกว่า ตอนนี้เขาอายุ 34 ปี ปัจจุบันเปิดสำนักงานทนายความชื่อ สำนักงานกฎหมาย บริษัท ทนายคู่ใจ จำกัด ด้านชีวิตครอบครัวเขาแต่งงานมีครอบครัวแล้ว โดยมีลูกชายวัย 2 ขวบ 1 คน ทั้งนี้ เขาเล่าย้อนชีวิตให้ฟังว่า เป็นคนปากเกร็ด จ.นนทบุรี ซึ่งตอนเด็กมีชีวิตไม่สมบูรณ์นัก เพราะคุณพ่อกับคุณแม่แยกทางกันตอนเขาอายุได้ 4 ขวบ เขาจึงถูกส่งตัวไปอยู่กับคุณตาคุณยาย และน้า ที่ จ.บุรีรัมย์ โดยความรู้สึกตอนนั้น เหมือนตนเองเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้ง เพราะคุณพ่อคุณแม่ไม่เคยติดต่อ ไม่เคยส่งเสีย และไม่เคยมาหาเขาเลย และชีวิตตอนเด็กก็ลำบากมาก เพราะคุณตาคุณยายไม่มีรายได้ จึงไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อรองเท้าให้ เขาจึงต้องเดินเท้าเปล่าไปโรงเรียนทุกวัน ส่วนชุดนักเรียนนั้นก็รับแจกฟรีมา โดย สิ่งที่พอจะบรรเทาความรู้สึกในส่วนที่ขาดหายไปในชีวิต ช่วงนั้น คือ หนังสือ ที่ทำให้เขาติดนิสัยเป็นคนรักการอ่านมาตั้งแต่เด็ก ๆ ชนิดที่เรียกว่า อะไรที่เป็นหนังสือ ก็จะคว้ามาอ่านหมด

ชอบอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์มาก พอขึ้น ป.5 ผมก็ได้เป็นนักพูด ไปแข่งพูดสุนทรพจน์ ก็ได้รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ของ จ.บุรีรัมย์ และไปประกวดระดับภาคก็ได้รางวัลติดต่อกันถึง 2 ปีซ้อน” เขาบอกเรา

นอกจากนิสัยรักการอ่านแล้ว เขายังเป็น “เด็กขี้สงสัย” โดยได้เล่าว่า เคยตั้งคำถามกับคุณครูและคนในหมู่บ้านว่า อะไรที่ทำให้หมู่บ้านยากจน? และทำไมเราต้องจน? ซึ่งไม่มีใครตอบได้เลย จนเมื่อเรียนจบชั้น ป.6 เขาก็คิดว่าคงไม่ได้เรียนหนังสือต่อแล้ว เพราะถ้าจะเรียนต่อก็ต้องไปเรียนในเมือง ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของเขาไปถึง 60 กม. แต่พอดีโรงเรียนขยายโอกาสในพื้นที่ได้เปิดชั้นเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น เขาจึงมีโอกาสได้เรียนหนังสือต่อ... ชีวิตผมตั้งแต่เล็ก ไม่เคยได้ไปเที่ยวเล่นที่ไหนหรอก ทุกวันต้องไปหาบน้ำในบ่อที่หน้าวัดมาวันละหลายเที่ยว เพื่อใช้ในครอบครัว และหารายได้ส่งเสียตัวเองด้วยการขายของในแคตตาล็อก อย่างมิสทินก็เคยขาย ซึ่งบางคนก็ซื้อเพราะสงสาร นอกจากนี้ก็ไปรับจ้างทำงานทั่วไป จนกระทั่งเรียนจบชั้นมัธยมต้น ก็ไม่มีที่เรียนต่อ พอดีวันหนึ่งคุณพ่อผมเขาติดต่อมา ทำให้รู้ว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ โดยท่านบวชเป็นพระอยู่ที่วัดปากเกร็ด จ.นนทบุรี แล้วจู่ ๆ คุณแม่ก็กลับมาที่บ้าน ทำให้รู้ว่าคุณแม่ก็ยังไม่ตาย จะว่าไปแล้วชีวิตของผมเหมือนละคร จริง ๆ ครับ” เขาเล่าเรื่องนี้ พร้อมหัวเราะ

ทนายรณณรงค์ เล่าต่ออีกว่า หลวงพ่อของเขาได้บอกให้เขาเข้ามาอยู่ด้วยกันที่วัดในกรุงเทพฯ เพื่อจะได้ส่งเสียให้เรียนต่อ ซึ่งเมื่อโอกาสมาถึงเขาก็ไม่รอช้า เก็บของใส่ลังนั่งรถไฟมาทันที พอมาถึงหลวงพ่อบอกให้รีบไปสมัครเรียนที่โรงเรียนปากเกร็ด และนับเป็นความโชคดีอีกครั้ง เนื่องจากโรงเรียนได้ขยายโอกาส เปิดห้องเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเพิ่ม จึงได้เรียนต่อ แต่ชีวิตช่วงนี้ก็เปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควร เมื่อมาเป็นเด็กวัด ต้องตื่นตี 4 ทุกวันเพื่อตามหลวงพ่อไปบิณฑบาต และเส้นทางจะต้องผ่านโรงเรียนทั้งขาไปและกลับ บางวันกลับวัดมาสาย เพื่อน ๆ ที่มาโรงเรียนเช้าก็จะเห็น ซึ่งตอนนั้นเขารู้สึกอายมาก จึงมักหลบอยู่ข้างหลังหลวงพ่อ จนหลวงพ่อสังเกตเห็น จึงบอกว่าให้เดินแค่หน้าโรงเรียนแล้วกลับวัดไปเลย จะได้ไม่ต้องผ่านโรงเรียนอีก



จนเมื่อเขาเรียนจบชั้น ม.6 เขาก็ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เรียนทางด้านคอมพิวเตอร์ โดยเขาเล่าถึงชีวิตวัยรุ่นช่วงนี้ว่า ตอนนั้นเริ่มเกเร และพอเรียนไม่ถึงเดือน ก็ดร็อปการเรียนของตัวเอง เพราะอยากทำงาน อยากหาเงินใช้ จึงไปทำงานโรงงาน ต่อมาหลวงพ่อได้พูดออกมาประโยคหนึ่ง ว่า “เรียนน้อยแบบนี้ ความรู้ก็น้อยไปด้วย แล้วต่อไปชีวิตจะเลือกอะไรได้” พอได้ฟังประโยคนี้แล้ว เขาก็รู้สึกอึ้ง และคิดได้ว่า ความรู้แค่นี้ก็คงทำได้แต่งานโรงงาน จึงตัดสินใจปรับปรุงตัวเองใหม่ ด้วยการไปหาที่เรียนเพิ่ม โชคดีที่เพื่อนสนิทครอบครัวเป็นคนมีฐานะ และเขากำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยรังสิต จึงช่วย โดยซื้อใบสมัครให้ และแนะนำให้เขาไปกู้เงินจาก กยศ. จนสามารถเรียนจบมหาวิทยาลัยได้ในที่สุด

เมื่อก่อนผมรูปร่างผอมมาก เพราะไม่มีจะกิน” เขาบอกเรา พร้อมเล่าย้อนไปถึงตอนที่เรียนที่มหาวิทยาลัยรังสิตว่า พอเข้าเรียน ก็เกิดจุดเปลี่ยนชีวิต เพราะได้เจอกับเพื่อนที่มาจากที่ต่าง ๆ ทำให้ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด โดยสมัยเรียนเขาได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อเข้าบริหารงานสโมสรนักศึกษาส่วนกลางที่ดูแลทั้งมหาวิทยาลัย ซึ่งพอได้เป็นเด็กกิจกรรม ทำให้ได้พบเจอเพื่อน ใหม่ ๆ จากต่างมหาวิทยาลัยมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้โลกทัศน์และการมองชีวิตเปลี่ยนไป ทั้งนี้ ทนายรณณรงค์ ได้เล่าถึงการตัดสินใจเลือกเรียน คณะนิติศาสตร์ ว่า ความจริงตอนนั้นมี 2 คณะที่เขาอยากเรียนคือ จิตวิทยา เพราะอยากใช้จิตวิทยาในการดูแลคน และอีกความฝันก็คือ อยากเป็นทนายความ จึงมาพิจารณาดูว่า ถ้าเลือกเรียนคณะนิติศาสตร์ จะสามารถเป็นได้ทั้งสองอย่าง แต่ถ้าอยากเป็นทนายความ แล้วเรียนจิตวิทยา ครั้นจะไปสอบใบว่าความก็ทำไม่ได้ ที่สุดเขาจึงเลือกเรียนคณะนิติศาสตร์

ผมโชคดีที่ ม.รังสิต มีงบประมาณส่งเด็กไปเข้ากิจกรรมกลุ่มตามแต่ละจังหวัดที่เขาจัดกิจกรรม ซึ่งเพื่อน ๆ ไม่อยากไป เพราะมันลำบาก แต่ผมไม่กลัวลำบาก เพราะลำบากจนชิน (หัวเราะ) พอไปทำกิจกรรมกลุ่ม ก็ทำให้เราได้ซึมซับวิธีคิด และอุดมการณ์ในการขับเคลื่อนสังคม อีกทั้งได้เจออาจารย์ที่เป็นนักเคลื่อนไหว ที่ได้แนะนำวิธีคิดให้ โดยผมมารู้ตอนหลังว่า วิธีการคิดของเขา มันเป็นหลักสูตรของกลุ่มชนชั้นปกครองของไทย เพราะเขาจะมาถกเถียงกันตั้งแต่ระบบประชาธิปไตย โครงสร้าง รัฐสวัสดิการคืออะไร เรื่องนี้ทำให้เรามองภาพออกว่า ที่เราจน เพราะรัฐไม่เข้ามาดูแลถนน พอไม่มีถนน การขนส่งสินค้าเกษตร กรรมก็เป็นไปได้ยาก และที่เราถูกยึดที่นา เพราะรัฐไม่เข้ามาปกป้องชาวนา ซึ่งในแง่ความรู้ทางกฎหมาย บางคนถูกโกงที่นา เพราะไปเล่นการพนัน แล้วเสียที่นาให้เขาไป แต่ทางกฎหมายถามว่าคุณเป็นหนี้นอกระบบแบบนี้ มันฟ้องร้องกันไม่ได้ ทำไมญาติ ๆ ต้องทำงานเก็บเงินเพื่อมาไถ่ถอนเอาที่นาคืน ซึ่งถ้าเขามีความรู้ เรื่องเหล่านั้นคงไม่เกิดขึ้น ทำให้เรารู้ว่าทุกอย่างถ้ามีการบริหารจัดการ จะไม่เกิดเรื่องพวกนี้ขึ้น นี่คือสิ่งที่ผมได้จากมหา วิทยาลัย” เขาเล่าเรื่องราวที่กลายมาเป็น “จุดเปลี่ยน” ของชีวิต

ทนายรณณรงค์ บอกอีกว่า ช่วงชีวิตที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย เขาสนุกมาก และมักจะเป็นหัวหอกในการจัดงานและทำกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้ได้ประสบการณ์หลากหลาย ทั้งนี้ เขาเคยคิดไว้ว่า หลังเรียนจบแล้ว นอกจากงานทนายความ เขาก็อยากไปทำงานด้านโฆษณาเหมือนกัน เพราะคิดว่าเป็นคนหัวสร้างสรรค์ ชอบคิดนอกกรอบ รู้ว่าต้องใช้คำพูดหรือออกแบบอะไรให้คนสนใจ

หลังเรียนจบ ผมก็ฝึกงานกับสำนักงานทนายความ วันชัย สอนศิริ ประมาณ 2 ปีกว่า พอได้ใบว่าความ และฝึกงานว่าความได้ในระดับหนึ่งแล้ว จึงออกมาตั้งสำนักงานของตัวเองร่วมกับเพื่อน ๆ ซึ่งอาจารย์วันชัยเคยบอกว่า ที่รับผมเข้ามาเป็นลูกศิษย์ เพราะเห็นเป็นเด็กวัดด้วยกัน เป็นเหตุผลเดียวเลย ซึ่งผมเห็นหลายคนมาขอฝึกกับอาจารย์ ท่านก็ไม่รับ เท่าที่ทราบท่านไม่รับลูกศิษย์มาเกือบ 10 ปีแล้ว ซึ่งผมโชคดีมาก อาจารย์วันชัยได้สอนวิธีคิด วิธีใช้ชีวิต ผมยังจำคำพูดที่อาจารย์สอนทนายทุกคนว่า ถ้าคุณยังใช้ชีวิตแบบไปเช้าเย็นกลับ คุณก็เป็นทนายได้ แต่คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าคุณแบ่งชีวิตให้กับสังคมบ้าง นั่นล่ะ คุณจะประสบความสำเร็จได้จากอาชีพทนาย” ทนายรณณรงค์ เล่า



พร้อมบอกต่อไปว่า ตนเองเป็นทนายความรุ่นใหม่ จึงมีไอเดียที่จะพัฒนาอะไรใหม่ ๆ เกี่ยวกับข้อกฎหมายไทย โดยเขาเป็นคนแรกที่คิดและเขียน แอพพลิเคชั่นทนายความในระบบปฏิบัติการไอโอเอส (IOS) กับแอนดรอยด์ (Android) เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ชื่อ “ทนายคู่ใจ” แต่ปรากฏว่าไม่ปัง ต่อมาก็ได้มีโอกาสไปทำรายการทีวีผ่านดาวเทียม โดยมี หมอกฤษณ์ คอนเฟิร์ม เป็นผู้ชักนำ ซึ่งเขายังเล่าถึง “ประสบการณ์การทำคดี” ให้ฟังว่า แรก ๆ ด้วยอายุและประสบการณ์ที่ยังน้อย เวลาเจอเคสที่สาหัส บางครั้งถึงกับร้องไห้กับหลวงพ่อที่วัดก็เคย หรือบางครั้งเครียดกับอาชีพทนาย จนช่วงปีสองปีแรกที่เริ่มทำอาชีพนี้เคยคิดที่จะเลิกทำอาชีพทนายความหันไปทำอาชีพอื่นอยู่บ่อยครั้ง จนหลวงพ่อพูดเตือนสติให้สู้ พร้อมบอกว่า “ชีวิตก็เป็นแบบนี้” เขาจึงกัดฟันสู้ต่อ

ต้องบอกว่า ปีสองปีแรก มันทั้งเหนื่อยและท้อ มันไม่ง่ายเหมือนที่คนเห็นเช่นทุกวันนี้เลย เคสแรกที่ทำรายการทีวีคือ ตลาดแห่งหนึ่งจะมีการรื้อถอนที่ 1,000 กว่าครัวเรือน เราก็เข้าไปดูแลให้ ตอนนั้นมือปืนเดินกันเต็มตลาดเลย เคสนี้ทำให้เพื่อนที่ทำงานกับเราพากันถอนตัว เพราะกลัวไข้โป้ง แต่เราเดินหน้าต่อ และพาคนเดือดร้อนไปยืนรวมตัวที่นั่นที่นี่ จนสื่อมวลชนเริ่มให้ความสนใจ และเข้ามาช่วยดูแลกระบวนการให้ ส่วนเราก็ยื่นศาลปกครองไปด้วย จนปัจจุบันไม่มีการรื้อถอนแล้ว” เป็นคดีความยุคแรก ๆ ที่เขารับบท “ทนายอาสา” ช่วยชาวบ้าน และจากวันนั้นมาถึงวันนี้ เขาบอกว่า ยึดอาชีพทนายความมาได้ 10 กว่าปีแล้ว โดยทำคดีมาหลากหลายรูปแบบ ซึ่งก็มีอยู่เคสหนึ่งที่ทำ ที่เป็นเรื่องของญาติห่าง ๆ โดยรายนี้ทางตัวคุณพ่อมาร้องเรียนว่าลูกถูกแทงตาย แถมเคยเป็นข่าวด้วย แต่ปรากฏตำรวจจับได้คนเดียว ซึ่งเคสนี้ทำให้รู้เลยว่า การทำคดีมันมีข้อจำกัด เพราะกลไกรัฐไม่ทำงาน แต่ด้วยความไม่ยอมแพ้ ก็พยายามหาวิธีให้กลไกรัฐทำงาน

ที่ผ่านมา ยอมรับว่าเราก็มีช่วงที่จิตใจย่ำแย่เหมือนกัน และชนิดที่ว่ามีเงินเหลือในบัญชีแค่ไม่กี่พันบาท จนถึงขั้นคิดจะเอารถไปจำนำเพื่อเอาเงินมาใช้ก็เคย แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้” ทนายรณณรงค์ กล่าว



และสำหรับการเดินเรื่องคดีต่าง ๆ ที่เห็นผ่านทางข่าวนั้น เขาบอกว่า ใช้เงินตัวเองเป็นหลัก ไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรไหนมาซัพพอร์ต แถมต้องควักจ่ายเงินให้ลูกน้องที่มาช่วยงานด้วย ซึ่งถ้าหากจะถามว่าทำคดีมาแล้วทั้งหมดเท่าไหร่ คงตอบไม่ได้ เพราะเยอะมาก (หัวเราะ) เอาแค่ที่ปรึกษาต่อปีก็ประมาณ 25,000 เคส ส่วนคดี เฉพาะของปี 2561 ที่รับทำคดี ซึ่งช่วยเหลือฟรีก็มีถึง 45 สำนวน แต่ที่รับจ้างทำคดีก็เป็นส่วนต่างหาก คือจะมีทั้งที่รับจ้างทำและทั้งที่ช่วยฟรี ทั้งนี้ ทนายรณณรงค์ บอกว่า คดีที่ทำให้คนไทยรู้จักเขาคือ คดีของน้องพลอย ที่โดนทหารอุ้มฆ่า หลังจากหายตัวไป 3 ปี และหาศพไม่เจอ ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของคนไทยทั้งประเทศ เป็นข่าวใหญ่อยู่หลายวัน ซึ่งทางคุณพ่อคุณแม่ของน้องพลอยร้องเรียนหลายหน่วยงานแล้ว แต่ไม่มีใครยอมช่วย จนเมื่อมาถึงตนเอง ก็เครียดเหมือนกัน เพราะเป็นเคสที่ยาก แต่ก็กัดไม่ปล่อย แม้จะประสบกับอุปสรรคหลายอย่าง

คดีนี้ทำให้ท้อสุด ๆ ชนิดกลับบ้านไปต้องนั่งอาบน้ำทีเดียว ไม่มีแรงแม้แต่จะยืน แล้วก็ยังเจอเหตุการณ์แปลก ๆ เช่น วันหนึ่งหมาที่เลี้ยงไว้ก็มาเห่าตรงประตูห้องนอนทั้งคืน เราจึงคิดว่าวิญญาณคนตายอยากให้เราสู้อีกนิด ซึ่งหลังเหตุการณ์นั้นเราจึงเดินหน้าทำคดีอย่างเต็มที่” เป็น “ความยาก” ของคดี ซึ่งทำให้ชื่อเสียงเขาเป็นที่รู้จัก และมี “กรณีขนหัวลุก” คลุกเคล้าด้วย

เมื่อถามถึง “ไอดอล” ทนายรณณรงค์ บอกว่า ทนายความที่เป็นไอดอลของเขา คือ สมชาย นีละไพจิตร เพราะชอบตรงที่เป็นนักสู้ ซึ่งเขาพยายามถอดบทเรียนเพื่อเรียนรู้ว่า ถ้าอยากเป็นแบบทนายสมชายจะต้องทำอย่างไรถึงจะไม่ถูกอุ้ม

ทั้งนี้ ทนายรณณรงค์ เล่าว่า เขาเคยบวชพระมาแล้ว 2 รอบ เพราะรอบแรกพระอาจารย์บอกให้สึกมาก่อน แล้วค่อยกลับไปบวชใหม่ พอสึกออกมาสักประมาณ 6 เดือนถึงได้เข้าใจ เหมือนกับท่านต้องการให้มาช่วยคนก่อน ซึ่งสำหรับผลกระทบจากการรับทำคดีต่าง ๆ เขาบอกว่า ก็ย่อมมีแน่นอน แต่ไม่กลัว พร้อมกันนี้เขาได้เล่าย้อนถึงเรื่องราวในอดีตว่า ตอนทำงานใหม่ ๆ ก็เคยมีคนแปลกหน้ามาคอยติดตาม ถามว่าทำงานสบายใจไหมที่มีคนคอยตามแบบนี้ ต้องบอกว่าเราไม่ได้มีเรื่องขัดแย้งส่วนตัว เราขัดแย้งเรื่องตัวงานและภาระงาน จึงไม่เคยถูกใครทำร้าย แต่การข่มขู่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องเจอเป็นประจำอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี ทุกวันนี้เขาได้ช่วยเหลือคน ก็ทำให้เขามีความสุข และสนุกด้วย สนุกที่แก้ปัญหาได้ แต่ยอมรับว่าก็มีบางคดี มีบางเคส ที่ไม่ค่อยอยากจะรับทำ

เรื่องเกี่ยวกับเด็ก จะพยายามปฏิเสธ เพราะทำใจไม่ได้ แต่กลับกลายเป็นว่าคดีเกี่ยวกับเด็กเข้ามาหาเราเยอะมาก หลายเคสเป็นคดีใหญ่ ผมจึงกำชับออฟฟิศว่า ถ้าเป็นคดีเด็ก ก็ให้คำแนะนำไปเลย และถ้าไปโรงพักแล้วตำรวจไม่ทำ ก็ให้บอกว่าสำนักงานทนายรณณรงค์ให้มาตามเรื่อง ถ้ายังไม่ทำอีก ก็ให้แจ้งกลับมา ซึ่งก็ไม่มีใครเคยติดต่อมาเลย”

ก่อนจบการสนทนากัน ทนายชื่อดังบอก “ทีมวิถีชีวิต” ถึง “ความฝันในอนาคต” ว่า “อยากพัฒนาแอพพลิเคชั่นหรือโปรแกรมที่ทำให้โทรศัพท์มือถือเป็นทนายความได้ คือต้องการให้ระบบ AI ตอบกฎหมายได้ นั่นคือความฝันที่อยากทำต่อจากนี้ ตอนนี้ก็กำลังดู ๆ อยู่ ซึ่งถ้ามีองค์กรหรือหน่วยงานไหนให้งบมาสนับสนุนการทำเรื่องนี้ จะดีมาก แต่มันก็มีคำถามกลับมาว่า ทำแล้วมันไม่ได้เงินกลับมา ใครที่ไหนจะลงทุนให้เป็นล้าน เพราะเป็นการตอบกฎหมายให้ประชาชนฟรี ซึ่งในแง่ธุรกิจมันไม่คุ้มแน่ แต่ถ้ามองในแง่การช่วยเหลือสังคม จะมีประโยชน์กับสังคมมาก โดยความฝันเรื่องนี้...
นี่คือฝันที่ผมอยากทำให้สำเร็จ”.

------------------------------------
เชาวลี ชุมขำ : เรื่อง
ภมร มานะพรชัย : ภาพ


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%