อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม 2562

ยอดหญิงนักสู้'คุณแม่ลูก5' ฝ่ามรสุมกัดกินชีวิตลูก-ผัว

สัปดาห์นี้เปิดชีวิตคุณแม่ลูก 5 ฝ่าวิบากหาเลี้ยงลูก 3 คนลำพัง ก่อนเสียลูกสาวคนโตเรียนดีจากอุบัติเหตุ ทำใจสร้างชีวิตกับสามีใหม่มีลูก 2 คน ทุกข์ซ้ำลูกคนเล็กพิการสมอง เคราะห์มาเยือนสามีขับแท็กซี่ถูกตีหัวจิตประสาทนั่งเหม่อลอย พ้อน้อยใจทั้ง 2 คดีไร้เงาคนทำผิด อาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม 2562 เวลา 08.00 น.


“หนูรู้ไหม แม่ดีใจนะที่หนูเกิดมาเป็นลูกของแม่ แม่รักหนูมากนะ จำเอาไว้นะลูก ไม่ว่าแม่จะอยู่ที่ไหน แม่ก็รักหนูนะ” นี่เป็นประโยคที่ออกมาจากหัวใจของผู้เป็นแม่ “สุกัญญา คล้ายสอน” หรือ “พี่เปิ้ล” อายุ 43 ปี ที่คอยนั่งเฝ้าดูแลลูกสาววัย 8 ขวบอย่างใกล้ชิด
 
โดยลูกสาวของเธอนอนป่วยหนักเป็นพิการมาตั้งแต่กำเนิดด้วยโรคพิการทางสมอง สมองส่วนหน้าฝ่อ ทั้งยังป่วยโรคไทรอยด์ และโรคเบาจืด บางครั้งมีอาการชักเกร็ง ซ้ำร้ายดวงตาทั้ง 2 ข้างก็มองไม่เห็น ซึ่งตลอดทั้งวันพี่เปิ้ลจะไม่สามารถไปไหนไกลได้เลย
 
ถ้าวันนี้คุณมีลูกเล็กที่กำลังป่วยหนัก คุณจะเข้าใจความรู้สึกของผู้เป็นแม่ดี...
 
บ้านหลังนี้เลขที่ 39/1 ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของวัดมหาบุศย์ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “วัดย่านาค” ในซอยอ่อนนุช 11 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ ซึ่งอาศัยอยู่กัน 6 ชีวิต โดยแต่เดิมพ่อกับแม่ของพี่เปิ้ลเป็นคนงานของวัด พ่อเป็นช่างปูน ขณะนี้อายุ 65 ปีแล้ว เดินหลังค่อม ปวดขา ส่วนแม่ทำหน้าที่ดูแลเก็บสิ่งของที่ชาวบ้านนำมาไหว้ย่านาคให้เป็นระเบียบ ปีนี้ก็อายุ 62 ปีแล้ว แข้งขาก็ไม่ค่อยจะดีเหมือนแต่ก่อน
 


ชีวิตครอบครัวของพี่เปิ้ลได้เริ่มจากการมีลูกกับสามีเก่า 3 คน โดยเป็นแฝดหญิง 1 คู่ และลูกชาย 1 คน ซึ่งลูกสาวคนโตเป็นเด็กหัวดี ได้ทุนเรียนฟรีมาตั้งแต่เด็กและเป็นความหวังของครอบครัว กระทั่งในวัยครบ 18  ปี ตรงกับวันที่จบการศึกษาด้วยเกรดเฉลี่ย 3.95 ลูกสาวของเธอขออนุญาตไปงานเลี้ยงส่งกับเพื่อน ๆ ปรากฏว่า...ประสบอุบัติเหตุพลัดตกรถจักรยานยนต์ และเป็นจังหวะเดียวกันกับรถพ่วงที่ขับตามหลังมาพุ่งชนเต็มแรง ร่างของสาวน้อยวัย 18 ปีถูกบดขยี้ใต้ท้องรถพ่วงเสียชีวิตคาที่ แต่คดีกลับไร้เงาคนผิด จับไม่ได้ถึงทุกวันนี้
 
ในตอนนั้นหัวอกของคนเป็นแม่ รู้สึกใจหวิว ๆ ตั้งแต่ลูกมาขออนุญาตไปกับเพื่อน แต่พี่เปิ้ลก็ไม่คิดคิดว่าจะมีเรื่องเลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นกับลูกสาว พี่เปิ้ลจึงเหมือนล้มทั้งยืน ชีวิตกว่าจะทำได้ก็หลายปี แต่ได้ชื่อว่าคนเป็นแม่จะต้องพยายามประคับประคองครอบครัวและลูก ๆ ที่เหลืออยู่อย่างดีที่สุด ก่อนที่จะตัดสินใจสร้างครอบครัวใหม่กับสามีอายุ 39 ปี ที่ประกอบอาชีพขับรถใน จ.ชลบุรี และมีลูกด้วยกัน 2 คน ทำให้ผู้เป็นพ่อยิ่งต้องทำงานหาเงิน เพราะรู้ดีว่ายังมีลูกติดอีก 2 คนที่ต้องเลี้ยงดูให้ดีเท่ากับลูกตัวเอง  
 
เวลาได้ผ่านพ้นไป 6-8 เดือนหลังคลอด พี่เปิ้ลสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างที่ดวงตาของลูกสาวคนสุดท้อง “ลูกสาวไม่จ้องหน้าพี่ มองตาลอย มองไปทั่ว ทั้งที่เด็กวัยนี้น่าจะจับความเคลื่อนไหวของสิ่งรอบข้างได้แล้ว” พี่เปิ้ลรีบพาไปลูกสาวไปพบหมอ ได้รับการยืนยันจากผลตรวจแล้วว่า “เด็กมองไม่เห็นนะคุณแม่ เด็กตาบอด จ่อประสาทตาฝ่อลงเรื่อย ๆ และหยุดการเจริญเติบโต” แพทย์ได้แจ้งญาติ  
 
วินาทีนั้นเธอนึกถึงลูกสาวที่เสียชีวิตไป เพราะเธอไม่คาดคิดว่าเรื่องร้าย ๆ จะเข้ามาในชีวิตเธอซ้ำอีกเป็นหนที่สอง เธอตกใจทำอะไรไม่ถูก ขณะที่แพทย์ต้นทางได้ทำเรื่องส่งตัวไปยังโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ รักษาตัวสักระยะจึงทราบว่า สมองส่วนหน้าฝ่อเป็นบางส่วน บางส่วนหยุดพัฒนา และไม่ผลิตฮอร์โมนหลายตัว จึงไม่มีภูมิต้านทาน ร่างกายขาดน้ำไม่ขับถ่าย และเสี่ยงภาวะช็อกเสียชีวิตได้
 
“ตอนนั้นนึกไปถึงที่ตัวเองฝ่าคลอด หมอแจ้งว่าน้องอยู่ผิดท่า ต้องผ่าคลอด และเห็นว่าหมอใช้เครื่องมือดึงโดยคีบเอาหัวเด็กออกมา พยาบาลเอาเด็กมาให้ดู เห็นเป็นรอยบุ๋มที่หัวยุบลงไป แต่ก็ไม่คิดจะโทษหมอหรอกนะคะ ทุกคนก็พยายามช่วยให้เด็กปลอดภัย”



เมื่อเป็นเช่นนี้สามีภรรยาคู่ก็ต้องคิดหาทางออก โดยฝ่ายชายย้ายมาขับแท็กซี่ที่กรุงเทพฯ พยามหาค่ายาค่ารักษาและค่าใช้จ่ายในครอบครัว บางครั้งก็ต้องกินนอนที่อู่รถ และรีบนำเงินที่ได้มาไว้ที่พี่เปิ้ล กลัวว่าเมียจะไม่มีเงินซื้อของใช้ต่าง ๆ ให้ลูก
 
แต่วันหนึ่งเธอรู้สึกแปลกไป เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด วิบากกรรมรุมเข้ามาถาโถมครอบครัวโดยไม่ละเว้น สามีถูกโจรปล้นและโดนตีเข้าที่ศีรษะ ทำให้สมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง
 
พี่เปิ้ลเผยความรู้สึกวันนั้นให้ฟังว่า มีพลเมืองดีไปเจอแท็กซี่จอดอยู่ข้างทาง แต่คนขับกลับนอนเลือดไหลออกมาจากที่ศีรษะ จึงรีบนำส่งโรงพยาบาล ปรากฏว่าโชเฟอร์คนนั้น คือ สามีของพี่เปิ้ล แต่คำตอบที่ได้จากสามี กลับไม่เป็นเรื่องเป็นราว รู้เพียงว่าถูกตีที่ท้ายทอย และเหตุการณ์การไม่ปะติดปะต่อเลย พูดวกวน จากคนที่ร่าเริง อัธยาศัยดี กลับกลายเป็นคนที่นั่งนิ่ง ๆ ไม่แสดงสีหน้าท่าทางอะไร ไม่พูดไม่จา ถามคำตอบคำ จนญาตินำกลับไปพักฟื้นที่บ้าน จ.เพชรบูรณ์ และมารักษาอาการจากจิตที่โรงพยาบาลใน จ.นครสวรรค์
 
ส่วนลูกสาวคนสุดท้องของเธอก็ไม่สามรถกลับมาเป็นเหมือนเด็กปกติทั่วไปได้ สมองฝ่อลงทุกๆ วัน รักษาได้เพียงให้ยาตามอาการ จนบางครั้งเธอรู้สึกว่าเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเธอ ทำให้เธอรู้สึกชินชากับความเจ็บปวดที่ทุกข์ทรมาน ไม่เว้นแม้แต่ตอนเข้านอน เธอบอกตัวเองว่าต้องเข็มแข็งเพียงอย่างเดียว คิดเพียงว่า...
 
“อย่าให้ตัวเองเป็นอะไรไปก่อนที่ลูก ๆ ทั้งหมดจะหาเงินลี้ยงตัวเองได้ รู้ทันทีว่าถ้าตัวพี่เองเป็นอะไรไป ลูกสาวคนสุดท้องอยู่บนโลกใบนี้ยากลำบากแน่ เพราะต้องเป็นคนที่เอาใส่ใจมาก ๆ ถึงจะดูแลเด็กสมองพิการได้ แฟนก็ป่วยทางจิตประสาท ตายายก็มีแต่จะแก่ลงทุกวัน ๆ”


 
บางครั้งที่เธอเป็นทุกข์ แต่พอเวลาเธอมองไปที่เตียงรอบข้าง เธอเห็นพ่อแม่คนอื่นที่ดูแลลูกที่ป่วยหนักกว่าลูกของตัวเธอเอง หัวใจมันย้ำให้ฟังเสมอว่า “เราไม่ควรท้อ เราไม่ได้แย่เพียงลำพัง เราต้องสู้ อย่ายอมแพ้ เพราะคนอื่นยังสู้กว่าเราตั้งเยอะ ทำไมเราจะสู้ไม่ได้”
 
ตลอดเวลาคุณแม่คอยดูแลลูกสาวอย่างใกล้ชิด แต่ด้วยอายุที่มากขึ้นทุกวันเกรงว่าวันใดวันหนึ่งตัวเองจะสิ้นลมก่อนลูกสาว ความรัก ความเป็นห่วงของผู้เป็นแม่ทำให้เธอได้พูดออกมาประโยคหนึ่งว่า “พี่ก็ไม่รู้ว่าพี่จะอยู่ได้นานขนาดไหน ถ้าพี่เกิดล้มป่วยหนักขึ้นมา พี่จะเขียนจดหมายฝากลูกเอาไว้ ฝากช่วยดูแลลูกด้วย น้องขาดยาไม่ได้ น้องให้อาหารทางสายยาง ต้องทำกายภาพเบา ๆ ตลอดเวลา”
 
นี่ละครับชีวิตของคนเป็นทั้งเมียและแม่ที่ดูแลลูกและสามี หญิงคนนี้จะอยู่เคียงข้างครอบครัวตลอดไป ถ้าคุณมีลูกที่ป่วยหนัก และสามีจิตประสาท คุณจะเข้าใจความรู้สึกนี้ครับ.
...............................................
คอลัมน์ : นิยายชีวิตอาทิตย์สไตล์

โดย “ทวีลาภ บวกทอง”
คลิกติดตามอ่านคอลัมน์นิยายได้ทั้งหมดที่นี่


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    91%
  • ไม่เห็นด้วย
    9%