อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2562

นักโทษล้นคุก กฎหมาย 'สมานฉันท์' ช่วยได้!

ไทยมีนักโทษในเรือนจำเยอะอันดับ 1 ในอาเซียน นี่จึงสะท้อนภาพรวมของการใช้กฎหมาย ในประเทศที่ต้องเร่งแก้ไข อังคารที่ 20 สิงหาคม 2562 เวลา 12.00 น.


โดยในงานว่าด้วยความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ที่จัดโดยสถาบันเพื่อการยุติธรรม แห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) หรือ TIJ  วันชัย รุจนวงศ์ อัยการอาวุโส และผู้แทนไทย ในคณะกรรมาธิการอาเซียน ว่าด้วยการส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิสตรีและสิทธิเด็ก (ACWC) กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ในสังคมไทยมีมานาน เพราะสมัยก่อนเวลามีเรื่องอะไร จะมีการไกล่เกลี่ยในระดับหมู่บ้าน แต่ช่วงหลังกระบวนการนี้ จะมีน้อยลง เพราะเราให้ความสำคัญกับระบบว่า เวลามีปัญหาต้องแจ้งตำรวจ แล้วเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเท่านั้น

ระบบยุติธรรมสังคมไทยตอนนี้ เน้นหลักการแก้แค้นทดแทน มากกว่าเชิงสมานฉันท์ สิ่งนี้ทำให้ไทย มีนักโทษในเรือนจำมากเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และเป็นอันดับ 6 ในระดับโลก ซึ่งเวลาศาลสั่งจำคุก เข้ามายังเรือนจำก็ต้องรับหมด ทั้งที่ศักยภาพการดูแลของกรมราชทัณฑ์ ตอนนี้สามารถดูแลนักโทษได้แค่ 120,000 คน แต่ขณะนี้ มีนักโทษที่อยู่ในเรือนจำแล้วกว่า 300,000 คน



หากเทียบกับประเทศอื่นๆ ก็มีอาชญากรรมเยอะ แต่จะเน้นกระบวนการยุติธรรม ที่เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้กระทำผิด โดยจะใช้การจำคุก เป็นมาตรการสุดท้าย ซึ่งต่างจากไทย ที่เน้นการลงโทษด้วยการจำคุกเป็นหลัก

ผมจึงอยากเสนอมาตรการบางอย่าง เช่น การลงโทษคนเมาแล้วขับ เรามีวิธีทำให้เขาเข็ดได้ โดยไม่ต้องจำคุก เพียงแต่ต้องกักขัง โดยเย็นวันศุกร์ให้มารายงานตัว แล้วก็กักขังไว้ จนวันอาทิตย์ก็ปล่อยให้ไปทำงานปกติ พอวันศุกร์หน้ามาใหม่ จนครบกำหนด โดยที่เขาจะไม่เสียประวัติว่า ถูกจำคุก หรือบางรายที่มีการไกล่เกลี่ยได้ ก็จะให้ผู้กระทำผิด ไปทำงานรับใช้สังคม เพื่อทดแทน ซึ่งจะช่วยให้ไทย ไม่มีการลงโทษแบบจำคุกพร่ำเพรื่ออีก



ศาสตราจารย์ ดร. สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล ศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และประธานกรรมการบริหาร สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) หรือ TIJ กล่าวเสริมว่า ตอนนี้ระบบการเรียนการสอนเรื่องกฎหมาย เรายังมุ่งเน้น เรื่องการดำเนินคดี แต่เรื่องแนวคิดของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้กระทำผิด ในไทยยังมีค่อนข้างน้อย ทั้งที่หลายประเทศทั่วโลก มุ่งไปสู่ระบบยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เพื่อให้ผู้กระทำผิด และผู้ถูกกระทำ สามารถคืนสู่สังคมได้

แต่ตอนนี้ เรามีคดีความที่ “ล้นศาล และนักโทษล้นคุก” เพราะถ้าดูคดีความอาญา ในศาลชั้นต้น มีปีละกว่า 700,000 คดี ผิดจากญี่ปุ่น ที่มีแค่ปีละ 50,000 คดี จากการศึกษากระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์พบว่า กฎหมายไทยมีกระบวนการ เชิงสมานฉันท์น้อยมาก เช่นในชั้นตำรวจ จะมีเฉพาะคดีที่ยอมความได้ หรือบางการตีความก็ยังไม่สมเหตุผล เช่น คดีลักทรัพย์ยอมความไม่ได้ แม้จะเล็กน้อย ขณะที่คดียักยอก ยอมความได้ หรือฉ้อโกงเยอะๆ ก็ยังยอมความได้



ที่น่าสนใจ สำหรับกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ที่ตอนนี้มี พ.ร.บ. ระงับข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ที่เป็นข้อบังคับใหม่ ซึ่งมีกระบวนการเปิดช่อง ในคดีที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี สามารถทำการไกล่เกลี่ยได้ แต่ก็เป็นในบางคดี

ขณะที่กระบวนการยุติธรรม ที่เป็นขั้นตอนกลาง เช่น อัยการ ที่มีหน้าที่สั่งฟ้อง หรือไม่ฟ้อง ในไทยยังค่อนข้างมีบทบาทน้อย ในกระบวรการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เพราะถ้าดูเช่น ประเทศฝรั่งเศส และญี่ปุ่น พนักงานอัยการ จะมีบทบาทมาก ที่จะช่วยเจรจาให้คู่กรณี และผู้กระทำผิด ดำเนินการในกระบวนการสมานฉันท์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ดี มากกว่าจะฟ้องร้อง หากผู้กระทำผิด และผู้ที่ได้รับผลกระทบตกลงกันได้ เพราะตอนนี้มีคดีมาก และผู้ถูกลงโทษเยอะ จนเจ้าหน้าที่ในเรือนจำ ไม่สามารถฟื้นฟูศักยภาพคนที่กระทำผิดได้อย่างทั่วถึง

ซึ่งถ้าในกระบวนการยุติธรรมมีคดีน้อยลง เราจะสามารถทำคดีได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันกระบวนการฟื้นฟู จะสามารถนำคนกลับคืนสังคมได้อย่างมีศักยภาพ เพราะกลไกกระบวนการยุติธรรม มีความละเอียดอ่อน ผู้กระทำผิดมีทั้งคนที่ต้องลงโทษ และคนที่สามารถฟื้นฟูได้



ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) หรือ TIJ กล่าวถึงเป้าหมาย ในงานประชุม ว่าด้วยความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ในระดับนานาชาติ ที่ประเทศไทยครั้งนี้ว่า ในกระบวนการยุติธรรมสมานฉันท์ บางประเทศในโลก ใช้วัฒนธรรมอันดีงามเข้ามาช่วย ไทยก็มีวัฒนธรรมอันดีงามเหล่านั้นอยู่ ซึ่งถือเป็นความเข้มแข็งของชุมชน ที่มีมาตั้งแต่อดีต เพียงแต่มาตรการเชิงวัฒนธรรมนี้ เริ่มลดความนิยมลง เพราะเราให้ความสำคัญกับระบบทางการมาก จนลืมรากฐานวัฒนธรรมในอดีต



ขณะที่ผู้แทนจาก สำนักงานว่าด้วยยาเสพติด และอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) Ms.Valerie Lebaux Chief,Justice Section,Division for Operations กล่าวว่า หลายประเทศมีความท้าทาย ในกระบวนการยุติธรรม เพื่อการสมานฉันท์ เพราะที่ผ่านมา เมื่อเกิดอาชญากรรม มักมีกระบวนการแก้แค้นทดแทน โดยกระบวนการนี้ จะเน้นไปที่การลงโทษผู้กระทำผิด แต่ในกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ จะเน้นการป้องกันภัยอันตราย และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในเชิงอาญา โดยกระบวนการนี้จะต้องมีการยืดหยุ่น

การสร้างความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ จะต้องมีความเข้าใจทัศนคติ ในการพิจารณาการทำงาน โดยความคาดหวังของ ยูเอ็น ต้องการให้นานาประเทศ สร้างความตระหนักรู้ ให้กับประชาชน และชุมชน ตลอดจนผู้เกี่ยวข้อง ที่ทำให้กระบวนการสมาฉันท์ ได้รับการส่งเสริมเข้าไปในกระบวนการยุติธรรม




ดังนั้น การสร้าง 'กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์' อย่างเป็นระบบ เป็นอีกกระบวนการ ที่จะช่วยอุดช่องว่าง ในกระบวนการยุติธรรมของสังคมไทย และเป็นการนำคนที่กระทำผิดพลาด ให้มาสู่กระบวนการพัฒนา กลับคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 63