อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน 2562

พัฒนาคนไทยให้มีคุณภาพ ประเทศชาติอยู่ยั่งยืนยง

สัปดาห์นี้ถ่ายทอดมุมมองความสำคัญกับการพัฒนาพลเมืองในทุกระดับ ต้องได้รับการเรียนรู้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เพื่อเป็นคนคุณภาพนำพาชาติบ้านเมืองไปสู่ความเจริญมั่นคงอย่างยั่งยืน พฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม 2562 เวลา 10.00 น.


อภิปัญหาอมตะนิรันดร์กาลของประเทศไทยที่แก้กันไม่ตกสักที เป็นเพราะคุณภาพของผู้คนทั่วไปในสังคมมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่เจริญแล้ว หากไม่ดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างถูกจุดและถูกวิธี ประเทศชาติก็จะย่ำเท้าอยู่กับที่หรือก้าวถอยหลังไปเรื่อย ๆ การแก้ปัญหาที่กล่าวถึงนี้จะต้องอาศัยการศึกษาของชาติเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาคนไทยให้เป็นผู้มีคุณภาพ ในอดีตเมื่อกว่า 50 ปีที่ผ่านมา ผู้สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 มีคุณภาพและมาตรฐานสูง ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ เป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศในทวีปยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ฯลฯ แต่ในปัจจุบันแม้กระทั่งภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาประจำชาติของคนไทย เด็กและเยาวชนในระบบการศึกษาก็ยังมีปัญหาการอ่านเขียนและการสื่อสารภาษาไทย จุดอ่อนดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา เพราะไม่เข้าใจในเนื้อหาวิชาเรียนอย่างที่ควรจะเป็น อีกทั้งไม่สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้ (self learning) เพราะจับใจความไม่ได้ ไม่ได้รับอรรถรสและอรรถประโยชน์อย่างเต็มที่



ประเทศที่เจริญแล้วล้วนให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนในชาติเป็นสำคัญ แม้ว่าประเทศเหล่านั้นมีระบบการศึกษามายาวนานหลายศตวรรษ แต่ก็มีการพัฒนาระบบการศึกษามาอย่างต่อเนื่องเป็นลำดับ ทั้งในด้านวิชาการ (scholar) วิชาชีพ (professional) ตลอดจนทักษะการดำเนินชีวิต (experience) ระบบการศึกษาของประเทศที่เจริญแล้วก่อให้เกิดผลลัพธ์ต่อการพัฒนาผู้เรียนให้เป็น “ผู้มีการศึกษา” (well educated person) เรื่องที่กล่าวถึงนี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะผู้มีการศึกษาเป็นผู้มีความรู้รอบ อย่างมีหลักการ มีเหตุผล มีมารยาท รู้จักกาลเทศะ รู้ว่าอะไรถูกหรือผิด รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร รู้ว่าอะไรเหมาะอะไรไม่เหมาะ เคารพกฎหมาย คำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น รู้จักให้เกียรติผู้อื่น ฯลฯ

ความไม่รู้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีหลักคิดไม่ถูกต้อง และมีความบกพร่องในจิตสำนึก การศึกษาของชาติจะต้องให้ความสำคัญกับระบบการศึกษาโรงเรียนและระบบการศึกษานอกโรงเรียนควบคู่กันไป พัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ (learning society) ในรูปแบบของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (long life learning)



แทบไม่น่าเชื่อเลยและเป็นที่น่าเสียดายว่า คนไทยส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนากลับไม่ได้รับประโยชน์จากพระพุทธศาสนา มีแต่ได้รับโทษจากความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) เพราะไม่สนใจศึกษาพระธรรมซึ่งเป็นคำสอนของพระบรมศาสดา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าจะเป็นการฟังธรรมตามกาลหรืออ่านหนังสือธรรมซึ่งตรงตามพระพุทธพจน์ในพระไตรปิฎก จึงเป็นคนเชื่อมงคลตื่นข่าว งมงายและเชื่อง่าย โดยกระทำในสิ่งตรงกันข้ามกับคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงสอนในเรื่องเหตุผล ไม่เป็นคนเชื่อง่าย ซึ่งในกาลามสูตรทรงแสดงธรรมแก่ชาวกาละ แคว้นวัชชี ว่า อย่าเชื่อง่าย 10 ประการ อาทิ อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น อย่าเชื่อในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง อย่าเชื่อในสิ่งที่อ่าน ฯลฯ ก่อนจะเชื่อต้องพิจารณาด้วยเหตุผลเสียก่อนผลกระทบให้เป็นปัญญาของตนเองแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเชื่อหรือไม่ แต่ชาวไทยที่นับถือพระพุทธศาสนาส่วนใหญ่มักเป็นคนเชื่อง่าย ไม่มีเหตุผล ซึ่งในชีวิตจริงได้รับผลกระทบจากความเป็นคนเชื่อง่ายก็ไม่รู้จักเข็ดหลาบ ต้องสูญเสียทรัพย์สินเงินทองมากมายไปกับการถูกหลอกลวงต้มตุ๋นฉ้อโกงในรูปแบบต่าง ๆ สารพัดไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่งปรากฏเป็นข่าวให้รับรู้อยู่เนือง ๆ ความเชื่อง่ายดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อความเจริญมั่นคงของชาติบ้านเมืองซึ่งมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางสื่อสังคมมากมาย ทั้งที่เป็นข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริงและข่าวลวงที่มีการบิดเบือน

ประการสำคัญ ชาวพุทธไม่เชื่อในกฎแห่งกรรม “ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว” ด้วยความเห็นผิดอย่างร้ายแรง เมื่อไม่เชื่อกันแล้วก็ต้องไปพิสูจน์กันในฉากสุดท้ายของชีวิตว่า ทำดีจะได้ไปเกิดในสุคติภูมิหรือไม่ ทำชั่วจะไปเกิดในทุคติภูมิหรือไม่ หากมีความเห็นผิดกันเช่นนี้แล้วก็ต้องเผชิญกับเหตุปัจจัยของกฎแห่งกรรมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ชาวพุทธที่ดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุขตามอัตภาพของแต่ละบุคคลนั้น เป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใส่ใจและน้อมพิจารณาถึงคำสอนให้เป็นผู้รู้จักช่วยเหลือตัวเอง “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” โดยนำไปประพฤติปฏิบัติด้วยความอดทน ขยันหมั่นเพียร เมื่อพึ่งตนเองได้ดีแล้วก็จะยิ่งมีความเจริญก้าวหน้าขึ้นโดยการพัฒนาขีดความสามารถให้สูงขึ้น ส่วนชาวพุทธที่ไม่พึ่งตนเอง ดีแต่ขอความอนุเคราะห์หรือการอุปถัมภ์ค้ำจุนจากผู้อื่นก็จะมีปัญหาตลอดชีวิตไม่รู้จักจบสิ้น การพึ่งผู้อื่นเปรียบเสมือน “ยืมจมูกคนอื่นหายใจ” หรือ “ยืนอยู่บนขาของผู้อื่น” หากไม่มีผู้อื่นให้ยืมจมูกหายใจหรือให้ขาเป็นที่ยืน ชีวิตก็พังครืนล้มคว่ำลงอย่างไม่เป็นท่า ไม่มีเกียรติและไม่มีศักดิ์ศรีอีกต่อไป



โจทย์หินของรัฐบาล พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของประเทศไทยสมัยที่ 2/1 ซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯ ให้นำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 62 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน และหลังจากการเข้าเฝ้าฯ แล้วมีการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกทันทีเป็นเวลา 3 ชม. ภารกิจอันหนักอึ้งของรัฐบาลใหม่ซึ่งได้รับผลกระทบทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศนั้นใหญ่หลวงนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น รัฐบาลต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากมาย ในขณะที่ต้องพัฒนาประเทศและแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งในระยะกลางและระยะยาวตามแผนการปฏิรูปประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ



อย่างไรก็ตามรัฐบาลต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับการพัฒนาคนไทยให้มีคุณภาพในทุกเพศทุกวัย ทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน อภิปัญหาอมตะนิรันดร์กาลทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและความมั่นคงจะได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นเป็นลำดับ นำประเทศชาติไปสู่ความเจริญมั่นคงและประชาชนมีความเจริญผาสุกในที่สุด.
……………………...
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล” 
ขอบคุณภาพจาก : www.eeco.or.th , Pixabay


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    88%
  • ไม่เห็นด้วย
    12%

บอกต่อ : 279