อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 13 ธันวาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 13 ธันวาคม 2562

ผบ.ทบ.ระบุรธน.เปลี่ยนแปลงได้ แต่เปลี่ยนยากคือใจคน

สัปดาห์นี้พูดถึงการทำงานของกองทัพ ที่เป็นเพียงองค์กร หรือ เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล สายการบังคับบัญชา กองทัพก็ต้องฟัง รมว.กลาโหม ถึงแม้ รมว.กลาโหมจะเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ต้องยึดตามสายการบังคับบัญชาต้องเชื่อฟัง  เสาร์ที่ 20 กรกฎาคม 2562 เวลา 07.00 น.


@@@.......สวัสดีท่านผู้อ่าน “เดลินิวส์ออนไลน์” มาพบกันทุกวันเสาร์กับคอลัมน์ “รหัสมอร์สส่องกองทัพ” ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 20 ก.ค. 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานพระบรมราชวรโอกาสให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งใหม่ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนเข้ารับหน้าที่ ในการนี้มีพระราชดำรัสแก่คณะรัฐมนตรี ความว่า ขอถือโอกาสนี้ให้พร ให้ทุกท่านมีกำลังใจ ความมั่นใจ และความมุ่งมั่น ที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สุขและความมั่นคง ของประเทศชาติ และประชาชน งานใด ๆ ก็ต้องมีอุปสรรค งานใด ๆ ก็ต้องมีปัญหา  เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องแก้ปัญหา และเข้าหางาน เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตามสถานการณ์โดยแก้ไขให้ตรงเป้า ตรงจุด และมีความเข้มแข็ง อดทน ขอให้คณะรัฐมนตรี และรัฐบาลได้มีกำลังใจมีพลังที่จะปฏิบัติหน้าที่ ด้วยดี ด้วยความถูกต้องต่อไป



@@@……ก่อนหน้านี้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกสารจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  ในโอกาสสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ใจความว่า  ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งให้ผมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2562  และได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2562 อันนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ เมื่อคณะรัฐมนตรีคณะใหม่ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณและรับหน้าที่แล้ว คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ก่อนหน้านั้น และคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ลง ดังนั้นคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคณะรัฐมนตรีคณะเดิมจะสิ้นสุดภารกิจและการปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 16 ก.ค.2562 ในฐานะหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีคณะเดิม ผมจึงขอถือโอกาสนี้อำลาพี่น้องประชาชนทั้งหลายและขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกท่าน โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ของ คสช. ข้าราชการการเมือง ข้าราชการฝ่ายพลเรือน ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกฝ่าย รวมถึงสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป และคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งได้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ไปก่อนหน้านี้แล้ว คสช. และรัฐบาลตระหนักดีว่า ความสำเร็จที่ผ่านมา ไม่ว่าเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประชาชนทุกอาชีพรายได้ รวมทั้งการแก้ปัญหาเดิม ๆ ที่ค้างคาหมักหมมมานานปี การแก้ปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ การพิจารณาคดีต่าง ๆ ที่ค้างคาในกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องเป็นธรรม การออกกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาเก่าและเดินหน้าไปสู่การพัฒนาใหม่อย่างยั่งยืน การดำเนินการเพื่อการปฏิรูปประเทศและการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ  ล้วนเป็นผลมาจากการทำงานอย่างหนัก ความเสียสละ ความอดทน และความร่วมมือร่วมใจของท่านทั้งหลาย

@@@……ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าแม้ในยามวิกฤติที่บ้านเมืองมีความรุนแรง ความขัดแย้งและความเห็นต่าง การบริหารราชการ รวมถึงการบริหารจัดการด้านงบประมาณมีปัญหาอุปสรรคด้วยข้อกฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับ  จนครั้งหนึ่งเมื่อ 6 – 7 ปีที่ผ่านมาต่างชาติเคยมองว่าเราแทบจะเป็นประเทศที่ล้มเหลวอยู่แล้ว แต่เมื่อเราตั้งใจแน่วแน่ว่าจะฟื้นฟูชื่อเสียงเกียรติคุณ ความสงบเรียบร้อยและสิ่งดีงามของประเทศให้กลับคืนมาให้จงได้ เราก็สามารถดำเนินการได้อย่างดี เช่น เรียกเอาความเป็นเมืองน่าอยู่ น่าลงทุน น่าท่องเที่ยวกลับมา การจัดลำดับความยากง่ายในการทำธุรกิจเริ่มดีขึ้น การกำหนดดัชนีชี้วัดความโปร่งใส การกำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ การแก้ปัญหาการบินพลเรือน การแก้ปัญหาค้ามนุษย์ แรงงานต่างด้าว การประมงผิดกฎหมาย ล้วนได้ผลดีขึ้นเป็นลำดับจนเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ แม้แต่การแสดงออกซึ่งเมตตาธรรม มนุษยธรรม ความรอบรู้รอบคอบ และความรู้รักสามัคคีในการช่วยเหลือทีมเยาวชนหมูป่าออกมาจากถ้ำหลวง เชียงรายเมื่อปีที่แล้วและอื่นๆอีก นับเป็นการแสดงออกที่ประทับใจผู้คนไปทั่วโลก ล่าสุดคือการที่ไทยได้ทำหน้าที่ประธานการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 34 เมื่อปลายเดือนที่แล้วซึ่งต่างชาติชื่นชมว่าเราสามารถจัดได้เรียบร้อยน่าประทับใจและบรรลุตามวัตถุประสงค์ทุกประการ 



@@@……ในการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ “บิ๊กกบ” พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศิริ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธานการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยมี พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้บัญชาการทหารอาการ (ผบ.ทอ.) และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง โดย พล.อ.พรพิพัฒน์ ได้เน้นย้ำและทำการตกลงกับเหล่าทัพเกี่ยวกับจุดยืนของกองทัพว่า ยังคงเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ ภายใต้จุดยืนที่สำคัญคือพิทักษ์ปกป้องรักษาไว้ซึ่งสถาบันหลักคือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน การดำเนินการของกองทัพจะไม่เปลี่ยนแปลง และพร้อมที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของประเทศชาติในอนาคต โดยกองทัพจะใช้ศักยภาพที่มีอยู่ทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ



@@@…….กองบัญชาการกองทัพไทย ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีร่วมของกองบัญชาการกองทัพไทย โดยกรมการสื่อสารทหารได้หารือร่วมกับเหล่าทัพ เพื่อบูรณาการและแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีร่วม ประเด็นสำคัญที่ต้องคำนึงคือพัฒนาจากความต้องการทางยุทธการและตอบสนองต่อการปฎิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลางที่แท้จริง รวมไปถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศบนพื้นฐานหลักการพึ่งพาตนเอง เพื่อสนับสนุนปฎิบัติการร่วมตามแนวคิดที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ซึ่งมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ20 ปีตามกรอบแนวคิดไทยแลนด์ 4.0 ด้วย ส่วนการดำเนินการกับทุ่นระเบิดที่แต่ละเหล่าทัพทำการเก็บกู้ตามชายแดนประเทศไทยมีจำนวนคงคลังอยู่ 4,970 ทุ่น ซึ่งตามหลักการขององค์การสหประชาชาติกำหนดว่าหากมีจำนวนทุ่นระเบิดเกิน 1,000 ทุ่น จะต้องเป็นประเทศที่ถูกจับตามอง ดังนั้นจึงสั่งการให้มีการวางแผนทำลายในวันที่ 6 ส.ค. ที่ อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว โดย ผบ.ทสส.จะไปร่วมพิธีทำลายทุ่นระเบิด พร้อมเชิญผู้บัญชาการเหล่าทัพ ร่วมเป็นสักขีพยาน ทั้งนี้ ให้ทำลายทุ่นระเบิดที่มี โดยเหลือไว้ฝึกและศึกษาเพียง 81 ทุ่น เพื่อให้ไทยหลุดจากประเทศที่ถูกจับมอง



@@@……หลังจากที่กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) สิ้นสุดบทบาทหน้าที่ไป และไม่มีกฏหมายพิเศษใด ๆ อีกแล้ว ทำให้ประชาชนบางคนอาจเกิดความกังวลในเรื่องของสถานการณ์ความมั่นคงในประเทศ  ซึ่งจริงๆ แล้วไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วง กฏหมายที่ใช้อยู่ปัจจุบันเพียงพอที่รัฐบาลผู้ถืออำนาจรัฐจะใช้เพื่อบริหารจัดการให้สถานการณ์ในประเทศอยู่ในความควบคุมที่ไม่กระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินได้ นอกจากนี้ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวให้ความมั่นใจว่า ตอนนี้กำลังเขียนวิทยานิพนธ์ หรือ บทความเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้น และสถานการณ์ในอดีต รวมถึงความเชื่อมโยงต่าง ๆ โซเชียล และสื่อมวลชน โดยขณะนี้พยายามเรียบเรียงและดำเนินการมาได้ 2 สัปดาห์แล้ว จากนั้นก็จะมีการเผยแพร่ต่อไป ขออย่าอยู่กับอดีต เพราะวันนี้ไม่มีคสช.แล้ว ส่วนที่มีคนพยายามพูดโยงเรื่องต่าง ๆ นั้น ยืนยันว่า ถ้าผมจะให้สัมภาษณ์หรือพูดอะไรก็จะพูดกับสื่อมวลชนเป็นส่วนใหญ่ ไม่เคยแอบไปพูดที่ไหน รวมทั้ง ผมไม่ได้ใช้โซเชียล แต่กลับถูกโซเชียลโจมตีทำให้เกิดผลกระทบ ซึ่งเป็นธรรมดาเพราะไม่ใช่ผมเพียงคนเดียว ผมรับได้ เหมือนคำที่ว่า คำพูดเป็นนายของตนเอง เมื่อพูดออกมาแล้วก็ต้องรับผิดชอบ ผมพูดอะไรออกไปก็ต้องรับผิดชอบ ในขณะเดียวกันสิ่งที่ผมไม่ได้พูด พี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนก็ต้องรู้ว่าผมไม่ได้พูด เรื่องคสช.หรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่เราต้องอยู่กับปัจจุบัน และทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้กับประเทศชาติ และต้องแบ่งแยกว่า ตอนนี้กองทัพกลับมาอยู่ในระบบการทำงานของกองทัพแล้ว ไม่ได้เป็นคสช. เพราะไม่มีบทบาทหน้าที่ และผมเองตอนนี้ไม่ใช่เลขาธิการคสช. ทุกอย่างเป็นอดีต ดังนั้นการพูดจาอะไรก็ตามที่พูดแล้วพยายามอ้างอิงเรื่องเดิม ๆ หรือเรื่องเก่า ๆ ทุกคนก็จะจมอยู่แต่อดีต ผมขอให้ร่วมกันก้าวข้ามและช่วยกันเดินหน้าไป 

@@@……กองทัพเป็นเพียงองค์กร หรือเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล ในแง่ความผูกพันธ์ของสายการบังคับบัญชา กองทัพก็ต้องฟังรมว.กลาโหม ถึงแม้ รมว.กลาโหมจะเป็นนายกรัฐมนตรี เราต้องยึดตามสายการบังคับบัญชา ต้องเชื่อฟัง ส่วนเรื่องเดิม ๆ ผ่านไปหมดแล้ว ทุกอย่างเป็นอดีต ปัจจุบันเรามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีการตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่สำคัญ ผมดีใจที่หลายประเทศโดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ส่งหนังสือแสดงความยินดีหลังจากที่ครม.ได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นข้อสังเกตว่า การตอบรับจากอารยประเทศที่เป็นต้นแบบของประชาธิปไตย สิ่งหนึ่งที่ผมขอฝากไว้ว่า เรามีประชาธิปไตยแบบจารีตประเพณีวัฒนธรรม ของประเทศเราแล้ว ทุกประเทศก็มีแบบของเขา ดังนั้นการออกแบบประชาธิปไตย เราก็ได้มีการออกแบบไว้แล้ว และเชื่อว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ ส่วนกฎหมายรัฐธรรมนูญสามารถเปลี่ยนแปลงได้เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัย แต่สิ่งที่เปลี่ยนยากคือจิตใจของคน.......ปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นชาติในระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ภายใต้จารีตประเพณี และวัฒนธรรมที่ดีงามของไทย มิใช่ประเทศเผด็จการที่มีการเลือกตั้ง อย่างที่บางคนเข้าใจ และสื่อสารออกไปเหมือนชักศึกเข้าบ้าน ทั้งนี้ ไทยเป็นตัวอย่างรูปแบบที่ดีประเทศหนึ่งในอย่างน้อย 43 ประเทศที่ยังคงมีพระมหากษัตริ์เป็นประมุข รวมทั้งได้รับการยกย่องนับถือจากนานาอารยประเทศมายาวนานจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นความภาคภูมิใจแก่ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า



@@@……ใครที่ชอบวิ่งฟังทางนี้...พล.อ.พงษ์เทพ เทศประทีป เลขาธิการมูลนิธิรัฐบุรุษฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดการแข่งขันเขาใหญ่มาราธอน เป็นประธานแถลงจัดการแข่งขัน “เขาใหญ่มาราธอน 2562” วิ่ง...เพื่อร่วมพิทักษ์ผืนป่ามรดกโลกของประเทศไทยในวันที่ 1 ธ.ค.2562 ในเส้นทางถนนธนะรัชต์และถนนทางเชื่อมเขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางวัฒน วรขัตติยราชนารี โดย มูลนิธิรัฐบุรุษพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มูลนิธิรักเมืองไทย มูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และกองทัพบกร่วมกันจัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการออกกำลังกาย ปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนมีใจรักสิ่งแวดล้อม ช่วยกันดูแลรักษาป่าเขาใหญ่ ซึ่งการแข่งขันได้กำหนดจำนวนผู้เข้าร่วมแข่งขันไว้ 7,500 คน แบ่งการวิ่ง 4 ประเภทคือ ระยะมาราธอน 42.195 กิโลเมตร ระยะฮาร์ฟ มาราธอน  21.1 กิโลเมตร ระยะมินิ มาราธอน 10.5 กิโลเมตร ระยะแฟมิลี่รันและรันฟอร์เฮล เดินวิ่งเพื่อสุขภาพระยะทาง 4.2 กิโลเมตร ติดตามรายละเอียดได้ในเฟซบุ๊ก “khao yai marathon”
.............................................
คอลัมน์ : รหัสมอร์สส่องกองทัพ
โดย "รหัสมอร์ส"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 195