อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม 2562

"นักเรียนชาวนา..วิถีธรรม" นำชีวิตด้วย"พุทธเศรษฐศาสตร์"

สิ่งที่เขาสอน จำเป็นต่ออาชีพเกษตรกรมาก จะวางแผนการเพาะปลูกอย่างไร ถึงจะอยู่รอดได้” เสียงจากเกษตรกร โรงเรียนชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์ ไร่เชิญตะวัน จ.เชียงราย “ทีมวิถีชีวิต” มีโอกาสไปร่วมเรียนรู้และสัมผัสกับ “วิถีนักเรียนชาวนา” วันนี้มีเรื่องราวนำมาฝากกัน อาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม 2562 เวลา 10.30 น.

     สิ่งที่เขาสอน มันจำเป็นต่ออาชีพเกษตรกรมาก เดิมเราคิดว่าการเกษตรคือการปลูกพืชอย่างเดียว แต่สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากที่นี่ ทำให้รู้ว่าผู้บริโภคต้องการอะไร จะวางแผนการเพาะปลูกอย่างไร ทำยังไงถึงจะอยู่รอดได้ เสียงจากเกษตรกรรายหนึ่งของ โรงเรียนชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์ ไร่เชิญตะวัน จ.เชียงราย บอกเราถึงสิ่งที่ได้รับจากโรงเรียนแห่งนี้ ที่ ทีมวิถีชีวิต ก็ได้มีโอกาสไปร่วมเรียนรู้และสัมผัสกับ วิถีนักเรียนชาวนาด้วยเช่นกัน และวันนี้ก็มีเรื่องราวนำมาฝากกัน...
       
     เกี่ยวกับ โรงเรียนชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์ นั้น ก่อตั้งโดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ผู้อำนวยการศูนย์วิปัสสนาสากล เจ้าของนามปากกา .วชิรเมธีผู้ก่อตั้งมหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ ไร่เชิญตะวัน จ.เชียงราย ภายใต้โครงการเสริมสร้างทักษะองค์ความรู้ให้กับชาวนาในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนา ซึ่งทาง บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมเข้าไปสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียนแห่งนี้ ทั้งนี้ ท่าน ว.วชิรเมธี ได้เล่าให้ฟังถึงที่มาว่า เริ่มจาก 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ สืบเนื่องจากช่วงที่รัฐบาลพักชำระหนี้เกษตรกรนั้น ทางจังหวัดได้นำชาวไร่ชาวนาที่มีฐานะยากจน รุ่นละ 2,000 กว่าคน ให้มาพักที่ไร่เชิญตะวัน เพื่อจัดอบรมสัมมนาอาชีพ และได้เชิญท่านให้สอนเรื่องการงดเว้นอบายมุข ซึ่งก็คิดว่าการอบรมแค่ 3 วัน คงไม่ช่วยให้ชาวไร่ชาวนาหายยากจนได้ จึงกลับมาคิดว่าจะทำยังไงถึงจะต่อยอดให้เป็นเนื้อเป็นหนังได้มากกว่านี้ จนมาสรุปว่าจะต้องจัดทำหลักสูตร 1 ปี นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของโรงเรียนแห่งนี้


        
    ที่ดินที่นี่ส่วนหนึ่งมีชาวบ้านถวาย โดยเป็นสวนลำไยมาก่อน อาตมาก็เอะใจว่า ทำไมชาวบ้านถวายกันง่าย ๆ ต่อมาจึงรู้ว่าผืนดินที่นี่มีปัญหา โดยเวลานั่งสมาธิจะได้กลิ่นยาเคมีผสมน้ำฝนโชยเข้าจมูกตลอด ได้รู้ทันทีว่าอากาศแถวนี้เต็มไปด้วยสารพิษ หน้าดินก็เสื่อมสภาพ น้ำในอ่างเก็บน้ำก็ไม่สะอาด จึงรู้เลยว่าที่ดินตรงนี้เหมือนถูกอาบยาพิษ จึงคิดว่าเราคงอยู่อย่างนี้ไม่ได้แล้ว คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องปฏิวัติวิธีทำเกษตรของชาวไร่ชาวนาแถวนี้ทั้งหมดท่าน ว.วชิรเมธี ระบุ พร้อมกับกล่าวว่า จากจุดนั้นจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย จนได้ร่วมกันก่อตั้ง มหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ ขึ้น พร้อมเปิด โรงเรียนชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์ เพื่อสอนให้ชาวบ้านทำเกษตรอินทรีย์ โดยพัฒนาหลักสูตรร่วมกับ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มหา วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนำผู้เชี่ยวชาญซึ่งเคยถวายงาน ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาช่วยวิเคราะห์หลักสูตร ซึ่งนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2555 จน ถึงปัจจุบันมีนักเรียนชาวนาเป็นรุ่นที่ 7 แล้ว โดยจะสอนการดำเนินชีวิตควบคู่กับธรรมะในรูปแบบ Learning by Doing คือเรียนในเวลาทำงาน และทำงานในเวลาเรียน ถือเป็นสหวิชาพุทธเศรษฐศาสตร์ เพื่อให้รู้จักทำมาหากิน และ ทำมาหาธรรม
        
      เดี๋ยวนี้กลุ่มคนที่มาเรียนก็กว้างขึ้น ไม่ใช่เกษตรกรอย่างเดียวแล้ว โดยได้พัฒนาต่อยอดกลายเป็นสัมมาอาชีพกว่า 20 อาชีพไปแล้ว เพราะตราบใดที่คนยังต้องกินต้องอยู่ เราก็ต้องสอนนิพพานแห่งอาชีพควบคู่ไปด้วย เป็นหลักใหญ่ใจความของโรงเรียนชาวนาฯ แห่งนี้ โดย ท่าน ว.วชิรเมธี ยังบอกอีกว่า สิ่งที่ได้หลังจากมาเรียนที่นี่คือชาวนามีชีวิตดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนมาก ทำให้จากตอนแรกที่มาเรียนแค่คนเดียว ตอนหลัง ๆ บางคนถึงกับยกมาเรียนกันทั้งครอบครัว สิ่งที่จะได้ด้วยคือความรักความสามัคคีในครอบครัว และได้รับธรรมะไปพร้อมกันด้วย ซึ่งปัจจุบันนักเรียนชาวนาที่จบไปแล้วมีความสุขกายสุขใจใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ได้สัมมาอาชีพไว้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง... ที่นี่ไม่มีค่าเทอม ไม่ต้องการเกรด ไม่กำหนดอายุ ไม่เน้นประกาศนียบัตร ที่นี่มีแต่ความรู้ มีแต่ความรัก ทำให้ทุกคนที่นี่เสมือนเป็นญาติพี่น้องกันท่าน ว.วชิรเมธี กล่าว
      
       ฟังเรื่องราวจากผู้ก่อตั้งแล้ว ลองมาฟังเสียงนักเรียนชาวนา กันดูบ้าง เริ่มจาก อ้ายลือ หรือ ลือชัย นาไพวรรณ์ อายุ 44 ปี ซึ่งมีอาชีพทำการเกษตรผสมผสาน และยังเป็นนักเรียนชาวนาดีเด่นของโรงเรียนชาว นาฯ แห่งนี้ ที่บอกเล่าเรื่องราวของตนเองว่า เขาป่วยเป็นโปลิโอตั้งแต่กำเนิด ทำให้ต้องคลานขึ้นรถซาเล้งเพื่อขี่มาเรียนที่โรงเรียนชาวนาฯ เป็นระยะทางกว่า 30 กิโลเมตร โดยเขานั้นมีจุดมุ่งหมายที่ต้องการจะเอาชนะความเป็นเศษตะกอนนอนก้นของสังคม ต้องการเอาชนะทั้งคำคน และเอาชนะสังขารของตัวเองให้ได้ ทั้งนี้ เขาได้เล่าอีกว่า ก่อนหน้านี้ยึดอาชีพทำสวนชะอมกับคุณพ่อคุณแม่ ต่อมาเกิดสงสัยว่า ชีวิตของเขามีรายได้เท่าไหร่ จึงจดบันทึกทำบัญชีไว้ ปรากฏว่าเขามีรายได้ 8,000 บาท เมื่อนำมาหาร 3 คน เท่ากับได้เงินคนละ 2,000 กว่าบาท ทำให้รู้สึกว่าแบบนี้ไม่ถูกต้อง เพราะคนมารับซื้อชะอมที่บ้านให้ราคามัดละ 1.50 บาท แต่พอไปขายที่ตลาด กลับเอาไปขายได้ถึง 10 บาทต่อมัด จึงรู้สึกว่าเหมือนถูกเอาเปรียบ ทำให้เขาตัดสินใจนำพืชผลไปขายเอง โดยขายแค่มัดละ 2 บาท แต่กลับถูกด่าทอว่าเขาไปขายตัดราคา และบอกว่าเขาไม่รู้จริงเรื่องของราคาตลาด ทำให้เกิดแรงผลักดันอยากจะเรียนรู้มากขึ้น


        
      ชีวิตเราเป็นเกษตรกรเพียว ๆ เรื่องขายเรื่องอะไรนี่ไม่เคยรู้เลย อย่างตอนที่นำพืชผลไปขายเอง ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ขนาดถุงก็ยังไม่มีใส่ให้กับลูกค้า (หัวเราะ) เรียกว่ามือใหม่จริง ๆ วันที่ 2 ผมจึงเตรียมถุงใส่ไปพร้อม ไปถึงที่ขายเกือบจะ 8 โมง ปรากฏตลาดวาย โดนพวกแม่ค้าด่าอีกว่าทำไมเพิ่งมา เราก็สวนกลับไปเลยว่า ผมจะมาเวลาไหนมันก็เรื่องของผม พวกแม่ค้าบอกว่าไม่ได้ เพราะมันเป็นจรรยาบรรณแม่ค้า ซึ่งเราก็ปรับตัวจนได้ขายเรื่อยมา เป็นเส้นทางของ อ้ายลือ นักเรียนชาวนาคนนี้ โดยต่อมาเมื่อพอจะมีช่องทาง เขาจึงทำข้าวอินทรีย์ขายด้วย และได้ยินมาว่าที่ไร่เชิญตะวันเปิดให้ขายข้าวอินทรีย์ เขาจึงคิดจะเอาข้าวอินทรีย์มาขาย และได้ตัดสินใจสมัครเรียนเป็นนักเรียนชาวนาที่นี่ด้วย
        
       ผมเป็นรุ่นที่ 3 ตอนนั้นต้องการแค่จะเข้ามาขายข้าวอย่างเดียวจริง ๆ แต่พอได้เข้ามาเรียน ทำให้เราได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ ก็เลยยิ่งสนุก นอกจากนั้นวิชาที่ได้เรียนก็ยังนำมาปรับใช้กับการทำเกษตรได้ทุกเรื่อง นี่ก็รวมถึงการนำมาปรับใช้กับวิถีการดำเนินชีวิตด้วยครับ อ้ายลือ เล่าเรื่องนี้พร้อมรอยยิ้ม
     
         ทางด้าน อ้ายวิชัย หรือ วิชัยเจริญ แสนชัยรุ่ง อายุ 43 ปี ที่ปัจจุบันแต่งงานมีครอบครัวแล้ว เป็นนักเรียนชาวนาอีกคน และเป็นเจ้าของศูนย์เรียนรู้สวนเอเดนเกษตรอินทรีย์เศรษฐกิจพอเพียง ต.จอมหมอกแก้ว อ.แม่ลาว จ.เชียงราย ซึ่งถือว่าชีวิตเขานั้นพลิกผันอย่างมาก เพราะก่อนหน้านี้
เขามีอาชีพเป็นผู้จัดการเดินเรือขนส่งสินค้าระหว่างไทย ลาว จีน และเมียนมา มานาน 8 ปี จนต่อมารู้สึกเบื่อ จึงเปลี่ยนอาชีพมาเป็นเซลส์ส่งสินค้า และสุดท้ายก็อยากทำเกษตรอินทรีย์ จนยอมขายบ้านมาลงทุนเพาะปลูก
  
           “ตอนเป็นเซลส์แมน ระหว่างเดินทางก็ได้เห็นเกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีทำเกษตร จึงถามว่าผักพวกนี้เอาไปไหน เขาบอกส่งตลาด เราถามต่อว่าที่บ้านกินผักที่ปลูกนี้หรือเปล่า เขาก็บอกว่าไม่กิน เราก็นึกในใจว่า เฮ้ย!! คุณช่างไม่มีคุณธรรมเลยนะ ผมก็ถามต่อว่าทำไมไม่ทำเกษตรอินทรีย์ เขาบอกว่ายาก จนต่อมาเมื่อมีโอกาสผ่านไปที่ไร่แห่งนั้นอีกครั้ง ก็เลยแวะเข้าไปทักทาย แต่ครั้งนี้เจอแต่ลูกชาย ซึ่งเขาบอกว่าคุณพ่อของเขาเสียชีวิตแล้ว หลังกลับจากออกไปพ่นยาฆ่าหญ้า พอกลับมานอนก็ไม่ตื่นอีกเลย เราจึงรู้ทันทีว่า มาจากสารเคมีแน่นอน
   
          จากเหตุการณ์นี้เอง เขาจึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำสวนเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน แต่ขณะนั้นยังไม่มีทุน จึงตัดสินใจคุยกับครอบครัวว่าจะต้องขายบ้านเพื่อเอาเงินมาลงทุน ซึ่งทั้งภรรยาและคุณแม่ก็ไม่ขัดข้อง พร้อมกันนี้ เขายังได้เล่าถึง แรงบันดาลใจสำคัญสูงสุดที่ทำให้ตัดสินใจเปลี่ยนทางเดินชีวิต ว่า... อยากเดินตามแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9
 
            ตอนนั้นเพื่อนฝูงกว่า 99% พอรู้ว่าตัดสินใจทำแบบนี้ก็ไม่มีใครเห็นด้วยเลย แถมบอกว่ามีเกษตรกรที่ไหนทำเกษตรแล้วรวย มีแต่พ่อค้าคนกลาง แต่เราได้ตัดสินใจเลือกแล้ว จึงเดินหน้าต่อด้วยการขายบ้านในเมือง เพื่อนำเงินมาลงทุน ตอนนั้นใครที่รู้เรื่องนี้ก็มีแต่บอกว่าเราเป็นควาย คือเป็นอะไรที่บ้าสุดขีด แต่ยิ่งห้ามก็ยิ่งทำให้เรามีแรงฮึด เพราะอยากทำ อยากพิสูจน์ให้คนเห็น ซึ่งตอนที่มาบุกเบิกก็เจอปัญหาเยอะมาก เพราะไม่มีพื้นฐานการเกษตรเลย”  เขาระบุ



      พร้อมเล่าต่อถึงจุดเริ่มต้นที่ได้เป็น นักเรียนชาวนา ว่า ตอนนั้นเดือนสิงหาคม เขายังไม่มีควายเพื่อนำมาช่วยไถนา จึงอยากได้ควายมาไถนา พอดีได้รู้จักกับ อาจารย์ศักดิ์ดา วิวัฒน์ขจรศักดิ์ จึงขอให้ท่านพามาส่งที่ไร่เชิญตะวัน เพื่อขอยืมควายมาไถนา ทีนี้ ท่าน ว.วชิรเมธี เห็นว่าเขายังไม่ใช่นักเรียนชาวนา จึงไม่ให้ บอกให้ไปสมัครเรียนก่อน ซึ่งพอไม่ได้ควายกลับไป จึงใช้ตัวเองและสมาชิกในครอบครัวที่มีอยู่ทั้งหมด 5 คนทำหน้าที่ไถนาแทนควาย เพราะรอไม่ได้ เนื่องจากถ้าไม่ได้ทำนา ก็จะไม่มีข้าวกิน โดยภรรยาเป็นคนถ่ายคลิปวิดีโอ และเขาก็นำคลิปไปให้ ท่าน ว.วชิรเมธี ดู จนท่านเห็นความตั้งใจ จึงให้เข้าเรียน โดยเป็นนักเรียนชาวนารุ่นที่ 4 ซึ่งหลังเรียนจบท่านก็ให้ยืมควาย 1 ตัว พร้อมมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลควาย

     ทิ้งท้าย อ้ายวิชัย บอกว่า ที่นี่ทำให้ผมได้เรียนรู้ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ จนวันนี้ ผมมีสวนที่สมบูรณ์ สามารถพึ่งพาตนเองได้ และยังได้เป็นสาขาของโรงเรียนชาวนาฯ อีกด้วย ทำให้ได้มีโอกาสช่วยเหลือคนอื่น ที่ครั้งหนึ่งอาจต้องผ่านอะไรมาเหมือนที่ผมเคย    พบก็ได้ ที่สำคัญ การได้มาเป็นนักเรียนที่นี่ทำให้ผมได้คิดทบทวนจนค้นพบว่า... สิ่งที่เกษตรกรมักจะขาดไปนั้น...  ไม่ใช่ควาย...และไม่ใช่ทุน... แต่เป็นความรู้มากกว่า”.

   สร้างคุณค่าให้ชาวนาไทย
         บัญญัติ คำนูณวัฒน์
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ซีพี ออลล์ บอกเล่าถึงวัตถุประสงค์ของ ซีพี ออลล์ ในการเข้าสนับสนุน โรงเรียนชาวนาพุทธเศรษฐศาสตร์ ว่า เป็นส่วนหนึ่งตามแผนยุทธศาสตร์สู่ความยั่งยืนมาตั้งแต่ปี 2560 ที่มีกรอบทำงานเป็น 3 เสาหลัก คือ 1. มุ่งมั่นทำธุรกิจด้วยใจที่เป็นธรรม โปร่งใสตรวจสอบได้ 2. มุ่งสร้างสรรค์สังคมที่ยั่งยืน มีคุณภาพชีวิตที่ดี 3. สร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด ร่วมสร้างสรรค์ และแบ่งปันโอกาส ให้ทุกคน
        
       “
ทาง ซีพี ออลล์ ขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาศักยภาพของชาวนา เพื่อให้ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการที่มีคุณภาพมีคุณธรรม ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยทางเรายังมีโครงการยกย่องเชิดชูชาวนาผู้ปลูกข้าวอีกหนึ่งโครงการ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้กำลังใจชาวนาไทยทุก ๆ คน ให้ภูมิใจในคุณค่าของตนเอง ในฐานะที่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความ มั่นคงและยั่งยืนผู้บริหาร ซีพี ออลล์ คนเดิม ระบุ.

----------------------------
เชาวลี ชุมขำ : รายงาน

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 27