อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 6 ธันวาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 6 ธันวาคม 2562

ร่วมมือ เชื่อมั่น จริงใจ มิตรภาพไทย-ฝรั่งเศส

ฯพณฯ ฌากส์ ลาปูฌ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย เข้ารับตำแหน่งหน้าที่ ฝ่ายข่าวต่างประเทศของเดลินิวส์ ได้รับเกียรติให้ร่วมรับฟังการแถลง และร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเอกอัครราช ทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยคนใหม่ อาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม 2562 เวลา 09.30 น.

เนื่องในโอกาสที่ ฯพณฯ ฌากส์ ลาปูฌ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย เพิ่งเข้ารับตำแหน่งหน้าที่ ฝ่ายข่าวต่างประเทศของเดลินิวส์เป็นหนึ่งในสื่อที่ได้รับเกียรติให้ร่วมรับฟังการแถลง และการร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเอกอัครราช ทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยคนใหม่
        
ทั้งนี้ นายลาปูฌกล่าวถึงการรับตำแหน่งของตัวเองที่ประเทศ ไทย ว่าเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไทยมีพัฒนาการก้าวสำคัญในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา   ซึ่งเป็นการกลับคืนสู่ระบบการปกครองแบบรัฐสภาอย่างเป็นทางการ และพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามา ธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้   ปี 2562 ยังเป็นปีที่ไทยเวียนมาบรรจบในการดำรงตำแหน่งประธานสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งจะเป็นปีที่สร้างเสริมโอกาสระหว่างฝรั่งเศสกับอาเซียน และระหว่างฝรั่งเศสกับไทยให้พัฒนาขึ้นในหลากหลายมิติอย่างแน่นอน
      
ขณะเดียวกัน ปีนี้ยังตรงกับวาระครบรอบ 333 ปี ที่คณะราชทูตแห่งสยามนำโดยเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เดินทางไปยังฝรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ. 2229 เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสาส์น   และเครื่องราชบรรณาการเจริญพระราชไมตรีจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแด่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 หรือเลอรัว-โซเลย (Le Roi-Soleil) ซึ่งหมายถึงสุริยกษัตริย์ ที่ท้องพระโรงของพระราชวังแวร์ซายส์ ในกรุงปารีส โดยทางการฝรั่งเศสและไทยตกลงจัดงานเฉลิมฉลองและรำลึกถึงช่วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์ดังกล่าวร่วมกันในเดือนก.ย. ปีนี้ ซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมในทั้งสองประเทศ ตามแนวคิดริเริ่มโดยกระทรวงการต่างประเทศของไทย


        
นายลาปูฌกล่าวต่อไปถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลฝรั่งเศสในการกระชับและยกระดับความสัมพันธ์และความร่วมมือกับไทย ในฐานะเป็นทั้งพันธมิตรและหุ้นส่วนสำคัญทางยุทธศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากแต่จะว่าไปแล้ว การเดินทางเยือนกรุงปารีสของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) และคณะ เมื่อกว่า 3 ศตวรรษที่แล้ว คือจุดเริ่มครั้งสำคัญในการตั้งต้นของการสานต่อความสัมพันธ์และมิตรไมตรีระหว่างฝรั่งเศสกับไทย โดยมีการเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 160 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันโดยฝรั่งเศสกับสยามเริ่มติดต่อกันอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2560
        
ทั้งนี้ คณะทูตของฝรั่งเศสได้เดินทางเยือนไทยเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีหลายคณะด้วยกัน โดยคณะทูตซึ่งเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงมากที่สุดคือคณะทูตภายใต้การนำของเชอวาเลียร์ เดอ โชมงต์ เมื่อปี พ.ศ. 2228 อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสและราชอาณาจักรสยามสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ในรัชสมัยของจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเป็นการลงนามร่วมกันในสนธิสัญญาพระราชไมตรี การค้าและการเดินเรือ เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ปี พ.ศ. 2399 ซึ่งสนธิสัญญาฉบับดังกล่าวมีสาระสำคัญรับรอง “ความสงบสุขถาวรและมิตรภาพอันยืนยง” ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส
        
จวบจนถึงปัจจุบัน นายลาปูฌกล่าวว่าฝรั่งเศสกับไทยเสมือนเป็น “เพื่อนที่รู้จักกันมานานมาก” ความสนิทสนมและความใกล้ชิดขยายขอบเขตจากระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล ไปสู่การติดต่อและแลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างประชาชนกับประชาชน โดยเฉพาะในตอนนี้ผู้ประกอบการภาคเอกชนของฝรั่งเศสมีความสนใจอย่างมาก ที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ   “อีอีซี” (Eastern Economic Corridor : EEC) และโครงการพัฒนาด้านระบบคมนาคมขนส่ง ยิ่งเป็นการย้ำถึงการให้ความสำคัญของภาคเอกชนฝรั่งเศสต่อไทยว่าเป็นตลาดสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่  จะเข้ามาลงทุนเพื่อร่วมเป็นการสร้างเสริมความสัมพันธ์ในอีกทางหนึ่งได้


        
สถานการณ์การเมืองในไทยที่กลับคืนสู่การมีเสถียรภาพแล้ว แน่นอนจะเป็นการรื้อฟื้นโอกาสในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างสหภาพยุโรป (อียู) ที่ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในสมาชิก กับไทยอย่างแน่นอน โดยนายลาปูฌยืนยันว่าแม้ตอนนี้อียูอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านอำนาจฝ่ายบริหาร และมีปัญหาภายในหลายด้านที่ต้องจัดการโดยเฉพาะเรื่องเบร็กซิต แต่สหภาพไม่เคยมีความคิดละทิ้งการเจรจาความร่วมมือทางการค้ากับประเทศคู่ค้าหรือประชาคมเศรษฐกิจ ตัวอย่างล่าสุดคือการที่อียูสามารถบรรลุเอฟทีเอร่วมกับกลุ่มตลาดร่วมอเมริกาใต้ตอนล่าง หรือ “เมโกซูร์” เมื่อปลายเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา หลังเจรจากันนานครบ 20 ปีพอดี
        
นอกจากนี้ จากมุมมองของฝรั่งเศสถือว่าภูมิศาสตร์ของไทย    ตั้งอยู่ในทำเลทอง เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคอินโดจีน ยิ่งเพิ่มความสนใจให้แก่หลายภาคส่วนของฝรั่งเศส ในการศึกษาและเข้ามามีบทบาทร่วมพัฒนา ในฐานะผู้สนับสนุนแผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่น้ำโขง ที่ประเทศสมาชิก ได้แก่ กัมพูชา ลาว เวียดนาม และไทย (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Econo mic Cooperation Strategy : ACMECS) โดยนายลาปูฌยังกล่าวด้วยว่า คนส่วนใหญ่อาจ มองข้ามหรือหลงลืม ไปว่า แม้แผ่นดินใหญ่ของฝรั่งเศสตั้งอยู่ในทวีปยุโรป แต่ในความเป็นจริงแล้ว ฝรั่งเศสเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก จากการที่ยังมีดินแดนโพ้นทะเลเป็นหมู่เกาะหลายแห่ง อาทิ เกาะเรอูนียง ที่อยู่ทางตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดีย
     
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลฝรั่งเศสชุดปัจจุบันภายใต้การนำของประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ไม่ได้มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับ   การพัฒนาความสัมพันธ์และยกระดับความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจกับไทย และอาเซียนเพียงอย่างเดียว แต่ผู้นำฝรั่งเศสยังมีแนวนโยบายเพิ่มการเผยแพร่ภาษาฝรั่งเศสให้เป็นภาษาที่สามของประชาชนมากขึ้น และมีความชื่นชมต่อโครงการความร่วมมือส่งเสริมการศึกษาภาษาฝรั่งเศสในไทย ที่สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยมีบทบาทสำคัญ ผ่านการดำเนินงานของสมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ (Alliance Francaise Bangkok)
        
สุดท้ายนี้ นายลาปูฌย้ำถึงสัมพันธไมตรีและความร่วมมือที่ยาวนานและยั่งยืนระหว่างฝรั่งเศสกับไทย ว่าจะมีแต่พัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยไป จากการที่ทั้งสองประเทศต่างสนับสนุนซึ่งกันและกัน  โดยนอกจากทางการค้า เศรษฐกิจ และการศึกษาแล้ว รัฐบาลฝรั่งเศสมีความพร้อมและยินดีทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับรัฐบาลไทยชุดปัจจุบันของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา.

---------------------------------------
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป.


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 63