อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 20 สิงหาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 20 สิงหาคม 2562

เปิดมาตรการไทย คุมเข้มโรคอันตราย หลัง "อีโบลา" หวนระบาด

หลังจากที่ทั่วโลกตื่นตระหนกกับการระบาดใหญ่ของ “โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา” มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมากในประเทศแถบแอฟริกาตะวันตก และใช้เวลานานกว่าจะสามารถคุมโรคสงบได้ แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้โรคนี้หายไปได้ อาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม 2562 เวลา 07.30 น.

หลังจากที่ทั่วโลกตื่นตระหนกกับการระบาดใหญ่ของ “โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา” มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมากในประเทศแถบแอฟริกาตะวันตก และใช้เวลานานกว่าจะสามารถคุมโรคสงบได้ แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้โรคนี้หายไปได้ ในแต่ละปี ยังคงพบผู้ป่วย และเสียชีวิตอยู่เนือง ๆ กระทั่งล่าสุด องค์การอนามัยโลกได้มีการประกาศให้ “โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา” เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 17 ก.ค. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ แต่เดิมมีการระบุว่า “อีโบลา” อยู่ในกลุ่มโรคไข้เลือดออก แต่ปัจจุบันถอดออกแล้ว แต่ให้นับว่าเป็น “โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา” ไม่ใช่โรคที่ติดต่อผ่านลมหายใจ จึงอาจจะไม่ติดต่อกันง่ายนัก แต่ก็ยังเป็นโรคที่สามารถ ’ติดต่อจากคนสู่คน“ ผ่านสารคัดหลั่งต่าง ๆ โดยไม่สวมอุปกรณ์ป้องกัน มี หรือผ่านบาดแผล

สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อฯ จะมีอาการไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหัว มีอาการท้องเสีย มีอาการทางระบบอาหาร และมีบางรายมีอาการเลือดออกตามร่องเหงือก ออกจากบาดแผลและหยุดยาก พบได้ 30-40% ส่วนอาการอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือดเจอน้อยมากไม่ถึง 10% อย่างไรก็ตาม อาการรุน แรงคือระบบการทำงานของร่างกายล้มเหลวทั้งระบบ

ถ้าพูดถึงสถานการณ์ในประเทศไทยแล้วกระทรวงสาธารณสุขรายงานว่ายังไม่พบผู้ป่วยมาก่อน แต่แน่นอนว่า เมื่อองค์การอนามัยโลกประกาศออกมาเช่นนี้ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ก็ได้ออกมาย้ำสั้น ๆ ถึงมาตรการเฝ้าระวังโรคอย่างเข้มทุกสายการบินที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาด

อย่างไรก็ตาม X-Ray สุขภาพ” ได้รับรายงานจากแพทย์ด้านระบาดวิทยา ซึ่งระบุถึง มาตรการที่ประเทศไทยใช้ในการตอบโต้กับโรคระบาดรุนแรง ที่รวมไปถึง ’โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา“ ว่า ต้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบทั้งประเทศต้นทางของการระบาด และประเทศปลายทาง

โดยเริ่มตั้งแต่ประเทศต้นทางของการระบาดที่ต้องคอยกำกับอย่างเข้มข้นไม่ให้ผู้สัมผัสโรคเดินทางออกนอกประเทศได้ ตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ หากกรณีมีผู้ป่วยสามารถหลุดออกมาได้ ประเทศต้นทางจะมีการเตือนมายังประเทศปลายทางเพื่อให้ติดตามต่อ

ในส่วนของ ประเทศไทยมีระบบคัดกรองพิเศษ ถึงแม้ว่าจะได้รับการประสาน หรือไม่ประสานเรื่องผู้ติดเชื้อโรคอันตรายจากประเทศต้นทางก็ตาม อย่าง “อีโบลา” คนที่เดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาดของโรคจะต้องเข้ามารายงานตัวที่ด่านควบคุมโรคสนามบินสุวรรณภูมิทุกราย จะต้องมีการวัดอุณหภูมิ แจ้งเจ้าหน้าที่พาไปพบแพทย์โดยด่วน หากคนไข้ให้ความร่วมมือก็เข้าระบบการควบคุมโรคโดยที่ไม่มีใครต้องเสี่ยง

นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้สั่งการไปยัง รพ.ทุกสังกัด หากพบผู้ป่วยชาวต่างชาติ เข้ารับการรักษาอาการไข้ ต้องซักประวัติว่ามาจากประเทศอะไร มีประวัติการเดินทางไปประเทศใดมาแล้วบ้าง หรือกรณีคนไทยกลับมาจากต่างประเทศเองก็ต้องถูกซักประวัติเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ หากพบว่า “ต้องสงสัย” ก็ต้องมีการแยกผู้ป่วยไว้ในห้องแยกโรคความดันเป็นลบ เมื่อพิสูจน์ยืนยันแล้ว ก็ต้องติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการควบคุม ป้องกันโรคต่อไป ทั้งในส่วนของผู้ที่ร่วมเดินทางมากับสายการบินเดียวกัน รถรับส่ง เจ้าหน้าที่โรงแรมที่เข้าพัก เป็นต้น

เราจะเห็นว่า นี่เป็นมาตรการที่ประเทศไทยเคยใช้กับ “โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง” หรือ “โรคเมอร์ส” ซึ่งค่อนข้างมีประสิทธิภาพ สามารถติดตามผู้ป่วย และครอบครัวชาวตะวันออกกลาง รวมถึงผู้สัมผัสเข้าสู่ระบบควบคุมป้องกันโรคได้สำเร็จอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในอดีตไม่อาจจะการันตีผลในอนาคตได้ หากระบบหย่อนยาน ซึ่งวันนี้ ผู้เกี่ยวข้องในกระทรวงสาธารณสุขออกมาแอ๊คชั่นกันแล้วพอจะสบายใจไปเปลาะหนึ่ง ขณะที่ประชาชนเอง เรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ ขอให้ติดตาม และยึดข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก.

-------------------------------------
อภิวรรณ เสาเวียง.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%