อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม 2562

ต้นทุนงานแต่งแพงไปไหม? ที่จีนไม่แต่งก็ได้ถ้าโสดดีกว่า

สัปดาห์นี้ชวนดูสถิติน่าสนใจ ผลสำรวจในปี 2018 คนจีนแต่งงานเพียง 7.2% ถือเป็นตัวเลขต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2013 เพราะถ้าแต่งงานแล้ว กลับเพิ่มความกดดันมากขึ้น คนจีนสมัยใหม่ก็สู้อยู่เป็นโสดจะดีกว่า อาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม 2562 เวลา 10.00 น.


ชีวิตของคนเรานั้นดูจะซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมที่คนเราเมื่อถูกใจกันก็จะลองคบหาดูใจกัน จนถึงขั้นแต่งงานและมีลูกกันไป ตามขนบธรรมเนียมแบบจีนนั้น ซึ่งทั้งหญิงชายเมื่อถึงวัยก็จะต้องแต่งงาน มีลูกไว้สืบตระกูล ไม่ว่าจะผ่านการดูตัว หรือผ่านการแนะนำจากพ่อสื่อแม่สื่อ หรือจะจากการรู้จักกันเอง คบกันจนลงเอยด้วยการแต่งงาน

ไม่ว่าจะด้วยความเหมาะสมราวกับกิ่งทองใบหยก หรือจะแต่งกันแบบข้ามชนชั้นกันก็ตาม แต่ความยากของการหาคู่แต่งงานก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ หากแต่ในยุคปัจจุบันที่ดูเหมือนอะไรในโลกก็คงไม่ง่าย โดยเฉพาะประเทศที่มีพลเมืองมากมายเช่นในประเทศจีน ตั้งแต่การเรียนที่ต้องแข่งขันกันอย่างหนัก การสอบแข่งขัน จนจะแต่งงานก็ยังต้องมีต้นทุนที่สูงลิบลิ่ว



จากสถิติในรอบปีที่ผ่านมาได้รายงานว่า อัตราการแต่งงานของปี 2018 นั้น ทั่วประเทศจีนมีอัตราการแต่งงานเพียงร้อยละ 7.2 ซึ่งคิดเป็นสถิติที่ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2013 ในขณะที่อัตราการหย่าร้างก็ทะยานสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ที่เจริญ สถิติการแต่งงานก็จะต่ำมาก เช่น เซี่ยงไฮ้ ที่มีอัตราการแต่งงานเพียงร้อยละ 4.4 ซึ่งต่ำที่สุดของประเทศจีน

ทั้งนี้จากสถิติทางประชากรจีนนั้น การเกิดของปี 2018 มีเพียง 15,230,000 คน ต่ำลงจากปี 2017 ที่มีการเกิดถึง 17,230,000 คน ซึ่งลดน้อยลงถึง 2,000,000 คน โดยประชากรจีนทั้งหมดนั้นเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิงถึง 31,640,000 คน จากการที่ประชากรชายมากกว่าหญิงนั้น ทำให้เกิดความไม่สมดุล หากคิดที่ประชากรจำนวนทุก 100 คนแล้วนั้น คนที่เกิดหลังปี 1990 จะมีสัดส่วนชายที่ 111 คนในขณะที่คนที่เกิดหลังปี 2000 นั้นจะมีสัดส่วนผู้ชายที่ 118 คน



จากที่จำนวนของ “เพศชาย” กับ “เพศหญิง” ไม่สมดุลกัน ทำให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายที่เนื้อหอม ผู้ชายจีนเพียงแค่หาแฟนสาวได้ก็ถือว่าชีวิตไม่เลวแล้วทีนี้เมื่อมาดูต้นทุนในการหาคู่นั้น จากตัวเลขของปี 2016 หนุ่มในเซี่ยงไฮ้ดูจะมีต้นทุนที่สูงมากคือต้องใช้เงินถึง 3,225,000 หยวน (ประมาณ 16,275,000 บาท) ในขณะที่หนุ่มปักกิ่งจะต้องใช้เงิน 3,172,000 หยวน (ประมาณ 15,860,000 บาท) หนุ่มเมืองเซินเจิ้นต้องใช้เงิน 2,988,000 หยวน (ประมาณ 14,940,000 บาท)

ทั้งนี้ต้นทุนในการหาคู่คิดจากค่าบ้าน (คอนโดฯ) ขนาดเล็กเนื้อที่ไม่เกิน 80 ตารางเมตร ราคาประมาณ 2,600,000 หยวน (ประมาณ 13,000,000 บาท) ค่าตบแต่ง ประมาณ 150,000 หยวน (ประมาณ 750,000 บาท) ค่าเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าประมาณ 100,000 หยวน (ประมาณ 500,000 บาท) ค่ารถประมาณ 200,000 หยวน (ประมาณ 1,000,000 บาท) ค่าจัดงานแต่งงานคิดที่ 25 โต๊ะประมาณ 75,000 หยวน (ประมาณ 375,000 บาท) ค่าฮันนิมูนประมาณ 40,000 หยวน (ประมาณ 200,000 บาท) ค่าเดทตั้งแต่ออกไปกินข้าว ดูหนัง ของขวัญรวมคบกันประมาณ 2 ปีคิดคร่าว ๆ เดือนละ 2,500 หยวน (ประมาณ 12,500 บาท) รวมทั้งสิ้นเป็นเงินประมาณ 3,225,000 หยวน (ประมาณ 16,125,000 บาท) นั่นหมายความว่าหากผู้ชายได้เงินเดือนรวมทั้งปีที่ 150,000 หยวน (ประมาณ 750,000 บาท) ต้องไม่กินไม่ดื่มทำงานเก็บเงินอย่างเดียวนานถึง 21 ปี จึงจะหาสาวทั่วไปแต่งงานได้ (กรณีของค่าใช้จ่ายในเซี่ยงไฮ้)



เมื่อดูแล้วต้นทุนในการแต่งงานของคนจีนนั้น ดูสูงมากจนน่าตกใจ และหนึ่งในต้นทุนที่แพงสุดก็คือ “บ้าน” ประกอบกับ “การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ในจีน” ที่มีจังหวะชีวิตที่รวดเร็ว ความกดดันในเรื่องเศรษฐกิจที่สูง คนที่คิดจะแต่งงานจึงต้องคิดหนัก ซึ่งเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ นั่นก็คือ “เศรษฐศาสตร์ในการแต่งงาน” นั่นเอง

แท้จริงแล้ว การแต่งงานนั้นก็เพื่อจะให้ตัวเองมีชีวิตคู่ที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพชีวิต หรือความสุขในชีวิต หากว่าแต่งงานแล้วกลับทำให้มีความกดดันมากขึ้น ก็สู้อยู่เป็นโสดจะดีกว่าหรือไม่

มีคนในโลกโซเชียลมีเดียของจีน ถึงกับพูดว่า “เงินก็สามารถหาเองได้ ข้าวก็ทำเองได้ รถก็ขับเองได้ แต่งงานแล้วก็เหมือนกับได้แม่บ้านมาช่วยงานฟรี ๆ แต่ถ้าโชคร้ายหาคนผิด ก็จะต้องพบกับนรกนั่นเอง ถ้าเช่นนั้น หากหาคนรู้ใจดี ๆ ไม่ได้ ก็อยู่เป็นโสดไปคนเดียวดีกว่าคว้าใครก็ได้มาอยู่ด้วย” หรือ “อยู่คนเดียว ถ้ามันดีกว่า…”



จากการที่คนจีนยุคใหม่นั้นชีวิตดูจะอยู่ยาก แต่งงานยาก มีลูกก็ยาก จนทำให้อายุของการแต่งงานในปัจจุบันสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 6 ปี คือจากเดิมจะแต่งกันเร็วสุดที่อายุ 21 ปี ปัจจุบันแต่งเร็วสุดก็ที่อายุ 26 ปี เมื่อแต่งงานช้า มีลูกก็ยิ่งช้าไปอีก ทำให้อัตราการเกิดในประเทศจีนต่ำมากในรอบหลายสิบปี

เมื่อชีวิตเครียดมากขึ้น อยู่ก็ยากขึ้น ยุคสมัยเปลี่ยนไป คนสมัยใหม่ของจีนจึงมีความคิดที่เปลี่ยนไปจากเดิม สรุปได้ว่า “แท้จริงแล้ว การแต่งงานก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ในชีวิตอีกต่อไปแล้ว สิ่งสำคัญคือจะอยู่อย่างไรให้ตนมีความสุขจึงสำคัญสุด”

ดูเหมือนว่าคนไทยเราจะเข้าใจสัจธรรมนี้มานานก่อนคนจีนเสียอีก และชีวิตเราก็คงไม่ได้คิดซับซ้อนขนาดนั้นเลย.
……………………………
คอลัมน์ : ฝ่ากำแพงเมืองจีน
โดย “อ.ผศ.ดร.ศิริเพ็ชร  ทฤษณาวดี”
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    86%
  • ไม่เห็นด้วย
    14%