อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2563

ติดเชื้อแบคทีเรียกินเนื้อคน 'โรคหนังเน่า'รุนแรงถึงตาย

สัปดาห์นี้แพทย์เตือนโรคเนื้อเน่าระบาดช่วงหน้าฝน ชี้เป็นได้ทุกคนติดเชื้อแบคทีเรียกินเนื้อคน ถ้าลุกลามไม่รีบรักษาอาจต้องตัดอวัยวะทิ้ง เผยรุนแรงถึงขั้นช็อกเสียชีวิตได้ เสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2562 เวลา 12.00 น.


หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า “โรคเนื้อเน่าและหนังเน่า” อีกชื่อที่เราคุ้นชินก็คือ “แบคทีเรียกินเนื้อคน” ที่ก่อนหน้ามีข่าวชายรายหนึ่ง “ถูกเงี่ยงปลาตำมือ” ได้รับเชื้อโรคจนทำให้เสียชีวิตในที่สุด แต่ล่าสุดที่กำลังระบาดไปทั่วในพื้นที่ จ.น่าน เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ มีผู้เข้ารักษาตัว 26 ราย และอาการโคม่าต้องเฝ้าระวังอาการใกล้ชิด 2 ราย แต่ที่น่าเศร้าเสียชีวิตแล้ว 1 ราย ทำให้หน่วยงานต้องเฝ้าระวังกันอย่างต่อเนื่อง
 
โรงพยาบาลน่าน จึงได้ประกาศแจ้งเตือนประชาชนว่า ในเดือน ก.ค. มีผู้ป่วยโรคเนื้อเน่า เมื่อเปรียบเทียบกับเดือน มิ.ย. มีผู้ป่วยเพียง 2 ราย ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีการระบาดของโรคเนื้อเน่า
 
สำหรับเชื้อโรค “แบคทีเรียกินเนื้อคน” คืออะไร “เดลินิวส์ออนไลน์” ได้อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ดังนี้
 


โดยเชื้อโรคร้ายแรงนี้มีชื่อเล่นว่า “Flesh-eating bacteria” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “แบคทีเรียกินเนื้อมนุษย์” มีชื่อจริง คือ “Necrotizing fasciitis” พบได้ยาก แต่ถ้าหากติดเชื้อแล้วโอกาสที่จะเสียชีวิตสูงถึง 73% ขณะเดียวกันอาการของโรคที่เกิดขึ้นจะมีอาการติดเชื้อจากบาดแผลที่เปิดลึกใต้ชั้นผิวหนัง และแบคทีเรียจะเติบโตอย่างรวดเร็ว สิ่งที่น่ากลัวแบคทีเรียตัวนี้จะเติบโตในพังผืด (Fascia) ซึ่งอยู่ลึกลงไปในชั้นใต้ผิวหนังและอยู่ระหว่างไขมัน เมื่อเจริญเติบโตจะคายพิษ (Toxin) ออกมา ซึ่งพิษนี้เองที่ทำลายเนื้อเยื่อบริเวณแผล
 
นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ บอกว่า ผู้ป่วยที่ จ.น่าน ส่วนใหญ่มีประวัติไปดำนา ลุยโคลน และโดนหอย หรือเศษแก้วบาด เศษไม้ตำเท้า และไม่ได้ทำแผลหรือรักษาใด ๆ เนื่องจากต้องทำนาให้เสร็จ ทำให้เชื้อโรคเข้าไปในบาดแผล และเพิ่มจำนวนจนเกิดอาการรุนแรงได้
 
โรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดใดเพียงชนิดเดียว หรืออาจติดเชื้อแบคทีเรียหลาย ๆ ชนิดพร้อมกัน ซึ่งเชื้อเหล่านี้จะเข้าสู่ผิวหนังทางบาดแผล หรือรอยแตกของผิว เมื่อเข้าไปแล้วจะสร้างเอนไซด์ย่อยสลายเนื้อเยื่อในร่างกาย ระยะเวลาไม่นานเชื้อจะกระจายอย่างรวดเร็วในชั้นใต้ผิวหนัง
 


ทั้งนี้จะพบได้ในทุกเพศทุกวัย แต่ผู้ที่มีโรคประจำตัวมีโอกาสเสี่ยงมากกว่าคนอื่น ๆ ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ตับแข็ง โรคมะเร็ง ไตวาย รวมถึงผู้ที่มีภาวะกดภูมิจากการใช้ “สารสเตียรอยด์” คนที่ใช้สารเสพติดฉีดเข้าเส้น คนที่มีปัญหาของหลอดเลือดบริเวณขา คนอ้วน สูบบุหรี่ และ คนที่ติดเหล้า
 
พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อแล้วในระยะเริ่มแรกจะเริ่มมีอาการบวม แดง ปวด กดเจ็บบริเวณที่มีการติดเชื้อ ถ้าไม่รีบรักษาผิวหนังจะบวมแดง หรือเปลี่ยนเป็น “สีม่วงคล้ำ” อย่างรวดเร็วภายใน 36 ชม.หลังการติดเชื้อ
 
จะสังเกตว่ามีตุ่มน้ำพองที่ผิวหนัง เพราะมีการตายของชั้นใต้ผิวหนัง และเมื่อเป็นมากขึ้นเชื้อจะทำลายเส้นประสาท ทำให้อาการปวดที่พบในตอนแรกหายไป กลายเป็นอาการชาแทน ส่วนอาการอื่น ๆ ที่พบร่วมด้วย เช่น ไข้ หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัว คลื่นไส้ อาเจียน ถ้าเป็นมากอาจมีหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
 


“ถ้ากรณีไม่ได้รับการรักษานะคะ การติดเชื้อจะแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายเราล้มเหลวได้ ผู้ป่วยจะรู้สึกตัวลดน้อยลง ช็อกและเสียชีวิต การรักษาจึงต้องรีบดำเนินการอย่างรวดเร็ว”
ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กล่าวเตือน
 
อย่างที่ได้บอกไปช่วงต้นเนื้อหา ถ้าผู้ป่วยที่สงสัยโรคนี้ควรนอนรักษาในโรงพยาบาล โดยวิธีรักษาหลักคือ การผ่าตัดให้ลึกจนถึงชั้นฟาสเชีย ก็คือชั้น “พังผืด” ที่ห่อหุ้มชั้นกล้ามเนื้อและอวัยวะภายในของร่างกาย และเอาเนื้อเยื่อที่ตายออก ร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือด ซึ่งมักต้องให้ร่วมกันหลายชนิดเพื่อให้ครอบคลุมเชื้อที่ก่อโรค บางครั้งถ้าติดเชื้อลุกลามมากอาจต้องตัดอวัยวะที่ติดเชื้อทิ้งไป เพื่อควบคุมไม่ให้การติดเชื้อลุกลามมากขึ้นได้
 
ดังนั้นแล้วการป้องกันการติดเชื้อ จะต้องระมัดระวังดูแลทำความสะอาดบาดแผลบริเวณผิวหนัง ไม่แกะเกาบริเวณผื่นหรือแผลที่มีอยู่เดิม ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญเพื่อลดโอกาสของการเกิดโรค รวมถึงควรหมั่นสังเกตตนเอง ถ้าพบว่ามีบาดแผลที่มีอาการปวดบวมแดง หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ บริเวณแผล ควรรีบไปหาหมอ เพื่อรักษาก่อนที่โรคจะลุกลามติดเชื้อรุนแรงมากขึ้น.
.....................................
คอลัมน์ : Healthy Clean
โดย “ทวีลาภ บวกทอง” 
ขอบคุณภาพประกอบจาก : Pixabay

คลิกติดตามอ่านการดูแลสุขภาพได้ทั้งหมดที่นี่  

ร่วมสนับสนุนโดย :






คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    20%
  • ไม่เห็นด้วย
    80%

บอกต่อ : 312