อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 ตุลาคม 2562

ติดเชื้อแบคทีเรียกินเนื้อคน 'โรคหนังเน่า'รุนแรงถึงตาย

สัปดาห์นี้แพทย์เตือนโรคเนื้อเน่าระบาดช่วงหน้าฝน ชี้เป็นได้ทุกคนติดเชื้อแบคทีเรียกินเนื้อคน ถ้าลุกลามไม่รีบรักษาอาจต้องตัดอวัยวะทิ้ง เผยรุนแรงถึงขั้นช็อกเสียชีวิตได้ เสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2562 เวลา 12.00 น.


หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า “โรคเนื้อเน่าและหนังเน่า” อีกชื่อที่เราคุ้นชินก็คือ “แบคทีเรียกินเนื้อคน” ที่ก่อนหน้ามีข่าวชายรายหนึ่ง “ถูกเงี่ยงปลาตำมือ” ได้รับเชื้อโรคจนทำให้เสียชีวิตในที่สุด แต่ล่าสุดที่กำลังระบาดไปทั่วในพื้นที่ จ.น่าน เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ มีผู้เข้ารักษาตัว 26 ราย และอาการโคม่าต้องเฝ้าระวังอาการใกล้ชิด 2 ราย แต่ที่น่าเศร้าเสียชีวิตแล้ว 1 ราย ทำให้หน่วยงานต้องเฝ้าระวังกันอย่างต่อเนื่อง
 
โรงพยาบาลน่าน จึงได้ประกาศแจ้งเตือนประชาชนว่า ในเดือน ก.ค. มีผู้ป่วยโรคเนื้อเน่า เมื่อเปรียบเทียบกับเดือน มิ.ย. มีผู้ป่วยเพียง 2 ราย ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีการระบาดของโรคเนื้อเน่า
 
สำหรับเชื้อโรค “แบคทีเรียกินเนื้อคน” คืออะไร “เดลินิวส์ออนไลน์” ได้อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ดังนี้
 


โดยเชื้อโรคร้ายแรงนี้มีชื่อเล่นว่า “Flesh-eating bacteria” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “แบคทีเรียกินเนื้อมนุษย์” มีชื่อจริง คือ “Necrotizing fasciitis” พบได้ยาก แต่ถ้าหากติดเชื้อแล้วโอกาสที่จะเสียชีวิตสูงถึง 73% ขณะเดียวกันอาการของโรคที่เกิดขึ้นจะมีอาการติดเชื้อจากบาดแผลที่เปิดลึกใต้ชั้นผิวหนัง และแบคทีเรียจะเติบโตอย่างรวดเร็ว สิ่งที่น่ากลัวแบคทีเรียตัวนี้จะเติบโตในพังผืด (Fascia) ซึ่งอยู่ลึกลงไปในชั้นใต้ผิวหนังและอยู่ระหว่างไขมัน เมื่อเจริญเติบโตจะคายพิษ (Toxin) ออกมา ซึ่งพิษนี้เองที่ทำลายเนื้อเยื่อบริเวณแผล
 
นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ บอกว่า ผู้ป่วยที่ จ.น่าน ส่วนใหญ่มีประวัติไปดำนา ลุยโคลน และโดนหอย หรือเศษแก้วบาด เศษไม้ตำเท้า และไม่ได้ทำแผลหรือรักษาใด ๆ เนื่องจากต้องทำนาให้เสร็จ ทำให้เชื้อโรคเข้าไปในบาดแผล และเพิ่มจำนวนจนเกิดอาการรุนแรงได้
 
โรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดใดเพียงชนิดเดียว หรืออาจติดเชื้อแบคทีเรียหลาย ๆ ชนิดพร้อมกัน ซึ่งเชื้อเหล่านี้จะเข้าสู่ผิวหนังทางบาดแผล หรือรอยแตกของผิว เมื่อเข้าไปแล้วจะสร้างเอนไซด์ย่อยสลายเนื้อเยื่อในร่างกาย ระยะเวลาไม่นานเชื้อจะกระจายอย่างรวดเร็วในชั้นใต้ผิวหนัง
 


ทั้งนี้จะพบได้ในทุกเพศทุกวัย แต่ผู้ที่มีโรคประจำตัวมีโอกาสเสี่ยงมากกว่าคนอื่น ๆ ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ตับแข็ง โรคมะเร็ง ไตวาย รวมถึงผู้ที่มีภาวะกดภูมิจากการใช้ “สารสเตียรอยด์” คนที่ใช้สารเสพติดฉีดเข้าเส้น คนที่มีปัญหาของหลอดเลือดบริเวณขา คนอ้วน สูบบุหรี่ และ คนที่ติดเหล้า
 
พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อแล้วในระยะเริ่มแรกจะเริ่มมีอาการบวม แดง ปวด กดเจ็บบริเวณที่มีการติดเชื้อ ถ้าไม่รีบรักษาผิวหนังจะบวมแดง หรือเปลี่ยนเป็น “สีม่วงคล้ำ” อย่างรวดเร็วภายใน 36 ชม.หลังการติดเชื้อ
 
จะสังเกตว่ามีตุ่มน้ำพองที่ผิวหนัง เพราะมีการตายของชั้นใต้ผิวหนัง และเมื่อเป็นมากขึ้นเชื้อจะทำลายเส้นประสาท ทำให้อาการปวดที่พบในตอนแรกหายไป กลายเป็นอาการชาแทน ส่วนอาการอื่น ๆ ที่พบร่วมด้วย เช่น ไข้ หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัว คลื่นไส้ อาเจียน ถ้าเป็นมากอาจมีหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
 


“ถ้ากรณีไม่ได้รับการรักษานะคะ การติดเชื้อจะแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายเราล้มเหลวได้ ผู้ป่วยจะรู้สึกตัวลดน้อยลง ช็อกและเสียชีวิต การรักษาจึงต้องรีบดำเนินการอย่างรวดเร็ว”
ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กล่าวเตือน
 
อย่างที่ได้บอกไปช่วงต้นเนื้อหา ถ้าผู้ป่วยที่สงสัยโรคนี้ควรนอนรักษาในโรงพยาบาล โดยวิธีรักษาหลักคือ การผ่าตัดให้ลึกจนถึงชั้นฟาสเชีย ก็คือชั้น “พังผืด” ที่ห่อหุ้มชั้นกล้ามเนื้อและอวัยวะภายในของร่างกาย และเอาเนื้อเยื่อที่ตายออก ร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือด ซึ่งมักต้องให้ร่วมกันหลายชนิดเพื่อให้ครอบคลุมเชื้อที่ก่อโรค บางครั้งถ้าติดเชื้อลุกลามมากอาจต้องตัดอวัยวะที่ติดเชื้อทิ้งไป เพื่อควบคุมไม่ให้การติดเชื้อลุกลามมากขึ้นได้
 
ดังนั้นแล้วการป้องกันการติดเชื้อ จะต้องระมัดระวังดูแลทำความสะอาดบาดแผลบริเวณผิวหนัง ไม่แกะเกาบริเวณผื่นหรือแผลที่มีอยู่เดิม ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญเพื่อลดโอกาสของการเกิดโรค รวมถึงควรหมั่นสังเกตตนเอง ถ้าพบว่ามีบาดแผลที่มีอาการปวดบวมแดง หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ บริเวณแผล ควรรีบไปหาหมอ เพื่อรักษาก่อนที่โรคจะลุกลามติดเชื้อรุนแรงมากขึ้น.
.....................................
คอลัมน์ : Healthy Clean
โดย “ทวีลาภ บวกทอง” 
ขอบคุณภาพประกอบจาก : Pixabay

คลิกติดตามอ่านการดูแลสุขภาพได้ทั้งหมดที่นี่  

ร่วมสนับสนุนโดย :






คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    20%
  • ไม่เห็นด้วย
    80%