อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 ตุลาคม 2562

ดีร้ายในแถลงนโยบายรัฐบาล'บิ๊กตู่2' คนไทยได้อะไร?

สัปดาห์นี้ไปดูการแถลงนโยบายของรัฐบาล "บิ๊กตู่ 2" มีความโดดเด่น ดีหรือร้ายอย่างไร ที่สำคัญคนไทยได้อะไร ต้องดูกันยาวๆ กับผลงานว่าจะรอดไม่รอดถึง 4 ปีไหม พฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม 2562 เวลา 12.00 น.


แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นลงไปแล้ว ใช้เวลาไปเอาเรื่องเหมือนกัน 34 ชั่วโมง สองวันคือวันที่ 25-26 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏการณ์หนึ่งที่สำคัญที่เห็นได้ คือ ในโลกอินเทอร์เนตมีการพูดถึงเรื่องนี้ค่อนข้างมาก แชร์ข่าวกันเยอะ นโยบายรัฐบาลติดเทรนด์อันดับหนึ่งที่พูดถึงในทวิตเตอร์ จะบอกได้หรือไม่ว่า แสดงว่าคนไทยเดี๋ยวนี้มีความตื่นตัวทางการเมืองเยอะ ติดตามประชุมสภาฯ เพื่อจะได้รับรู้รับทราบว่ารัฐบาลจะทำอะไรให้เราบ้าง

ดูจากหน้าเฟซบุ๊กก็มีการแชร์ข่าวเรื่องนี้ค่อนข้างเยอะ เยอะที่สุดน่าจะเป็นเรื่องสีสันการเสียดสีกันในสภาฯ “ดาวเด่น” ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมนั่นแหละ ตั้งแต่ตอนอ่านนโยบายแบบอ่านไวๆ ห้วนๆ จนมีคนเอาไปใส่ทำนองเพลงแรพ เวลานายกฯ ปรี๊ดแตกขึ้นมาทีก็เอามาเป็น meme ล้อเลียนกัน เพราะนายกฯ เองก็เป็นคนใจร้อน ไม่ค่อยนิ่ง บางอากัปกิริยาคนก็เอาไปมองเป็นเรื่องตลกซะอย่างนั้น

จริงๆ เรื่องความใจร้อนของ พล.อ.ประยุทธ์ นี่ ในช่วงการบริหารประเทศ 5 ปีที่ผ่านมา นายกฯ ก็ชอบพูดย้ำหลายรอบว่าตัวเองจะใจเย็นลง แต่ผ่านไปไม่กี่วันเจอสื่อถามไม่เข้าหูก็ปรี๊ดแตกอีก มีคนตั้งข้อสังเกตว่า บิ๊กตู่ของขึ้นง่าย น่าจะเพราะเคยเป็นทหารระดับ ผบ.ซึ่งชินกับการสั่งลูกน้อง ไม่ทำตามก็ลงโทษได้ ลูกน้องก็ไม่ค่อยเถียง แล้วผ่านมา 5 ปี สนช.ก็ไม่เคยเถียงนายกฯ พอเจออภิปรายที่มีเล่นการเมือง มีเถียงมีจิกกัดเข้าไปก็ของขึ้น



หรืออีกประเด็นหนึ่งที่เห็นเขาวิเคราะห์กันคือ “พล.อ.ประยุทธ์ มั่นใจในความเป็นคนดีของตัวเอง” มั่นใจว่าที่บอก ที่พูดที่สั่งไปนั้น “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” พอมีการอภิปรายคุณสมบัตินายกฯ ในเชิงลบ ประเภทว่า เอื้อพวกพ้อง ตั้งคนของตัวเองดำรงตำแหน่งสำคัญก็ไม่ชอบ ที่ทำให้ปรี๊ดที่สุดคือการอภิปรายของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยทำนองว่า “โกงการเลือกตั้ง” นั่นของขึ้นถึงขนาดประกาศตัดพี่ตัดน้องกลางสภา

สิ่งที่เกิดขึ้นคือทำให้ฝ่ายค้านสายเล่นการเมืองจัดๆ สามารถจับจุดถูกแล้วว่า นายกฯ จะของขึ้นกับเรื่องอะไรได้ง่ายที่สุด และก็จะเอาประเด็นนั้นขย่มไปเรื่อยๆ พูดครบบ้างไม่ครบบ้างแต่ให้ภาพลักษณ์นายกฯ ดูแย่ให้ได้ล่ะ พอบิ๊กตู่ออกอาการมู้ดดี้บ่อยเข้าก็ทำให้ประชาชนเห็นแล้วไม่ชอบ ก็เสียคะแนนนิยมเอาง่ายๆ ไปจนถึงอยากเปลี่ยนผู้นำเสียที นี่แค่แถลงนโยบาย ไม่อยากจะคิดถึงตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจ นั่นแหละเวทีเล่นการเมืองของจริง

แถลงนโยบายคงหาคนทนฟังได้ถึง 34 ชั่วโมงได้ยาก ถ้าไม่ใช่คนที่ต้องประชุมหรือประธานรัฐสภา ส่วนที่มีการคัดเลือกมาแชร์ หรือมาเป็นข่าว ก็เอาเฉพาะจุดเด่นของการแถลงนโยบายครั้งนี้ไป ซึ่งดูๆ ไปก็ยังกะอภิปรายไม่ไว้วางใจอยู่กลายๆ เพราะเห็นจ้องจะเล่นงานคุณสมบัติรัฐมนตรีหลายคนอยู่ เที่ยวนี้ดูเหมือน “ตำบลกระสุนตก” คือ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ( พปชร.) ที่มานั่งเป็นขุนคลังด้วย ที่ฝ่ายค้าน “เล่นไปหลายดอก”



ตั้งแต่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ ไปตั้งแง่ว่า เป็นหัวหน้าพรรค พปชร.มาคุมคลังแล้วจะเอี่ยวอะไรกับกระเป๋าเงินพรรคหรือเปล่า และยังมีคนอื่นๆ ที่อภิปรายเรื่องน่าจะขาดคุณสมบัติเพราะมีปัญหาเป็นหนึ่งในบอร์ดผู้อนุมัติเงินกู้กรุงไทยให้เครือกฤษดามหานคร ที่ทำให้ภาครัฐเสียผลประโยชน์ไปนับพันล้านบาท ก็เล่นเอานายอุตตมควันออกหูอยู่เหมือนกัน ถึงขนาดส่งรองโฆษกพรรคลงมาประกาศเตรียมฟ้อง 4-5 คน

ก็เข้าใจไม่ยากว่าทำไมจะเล่นงานเรื่องเงินกู้กรุงไทย เพราะขณะนี้คดีมันกำลังอยู่ในศาล และผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาด้วย คือ นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ฝ่ายอภิปรายว่า “ทำไมอุตตมไม่โดนด้วย” ก็อยากยกกรณีนี้ขึ้นมาเทียบให้เห็นว่าไม่มีความยุติธรรมไง .. ค่อนข้างเชื่อได้ว่า พอคดีงวดเข้ามาเรื่อยๆ เรื่องนายอุตตมก็ถูกขุดขึ้นมาอีกล่ะ ทั้งที่เจ้าตัวยืนยันว่าองค์กรตรวจสอบทั้งหมดสรุปแล้วว่าไม่เกี่ยว

อย่างไรก็ตาม เราก็ได้เห็นสีสันทางการเมืองอย่างที่ไม่ได้เห็นมา 5 ปีแล้ว คือ มีฝ่ายค้านที่ตรวจสอบรัฐบาลเข้มแข็ง ซึ่งก็เพื่อหวังชิงอำนาจทางการเมืองนั่นแหละ แต่เรื่องการตรวจสอบบางเรื่องเราก็ต้องระมัดระวังในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เพราะอย่างว่าคือมันมีเรื่องการชิงอำนาจเข้ามา อาจทำให้เกิดเรื่องข่าวปล่อย ข่าวลวง อะไรเข้ามาได้เยอะ การรู้เท่าทันสื่อจึงเป็นเรื่องสำคัญ ตอนนี้วิธีง่ายๆ ที่สุดคือพยายามดูข่าวจากหลายๆ สื่อ โดยเฉพาะสื่อที่มีสังกัดน่าเชื่อถือ

แม้อภิปรายนโยบายจะออกไปเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจกลายๆ จนมีสำนักวิจัยซูเปอร์โพล ออกมาสำรวจพบว่าประชาชนกว่า 72% ไม่เห็นว่าการอภิปรายจะได้ประโยชน์อะไร แต่เรื่องดีๆ ก็มี “ดาวสภา” หน้าใหม่ที่ทำการบ้านมาดี พูดดี กระทั่งนายวิรัช รัตนเศรษฐ์ ประธานวิปรัฐบาลก็ยังชม ส.ส.พรรคอนาคตใหม่หลายคนว่า อภิปรายได้ดี มีการทำการบ้าน มีประเด็นที่น่าสนใจซึ่งรัฐบาลสามารถรับฟังแล้วนำไปต่อยอดปรับปรุงนโยบายได้



คนที่ชาวเน็ตแชร์กันว่อนที่สุดว่าเป็นดาวอภิปรายครั้งนี้คือ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ซึ่งอภิปรายเรื่องการแก้ปัญหาเกษตรกรยากจน ในเชิงการ “ติดกระดุม” แก้ปัญหาต้องติดให้ถูก เพราะปัญหาของประเทศไทยที่มีมากคือความเหลื่อมล้ำ คือคนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นเกษตรกรยังขาดแคลนทุนกับที่ดินทำกิน ต้องเช่าที่ถึง 45% ขณะที่นายทุนก็กว้านซื้อที่เอาๆ พอคนไม่มีที่ดิน ก็ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันในการเข้าถึงเงินทุนได้พอ

เกษตรกรไทยก็มีหนี้สินเยอะ ราคาสินค้าเกษตรก็ผันผวน แถมก็มีการใช้สารเคมีเพื่อการเกษตรทำให้ต้นทุนสูงขึ้นไปอีก พอไปใช้นโยบายประกันราคา นายทุนเจ้าของที่ก็ขอขึ้นค่าเช่าที่เพราะคิดว่าเกษตรกรได้เงินมากขึ้น และความรู้ของเกษตรกรในหลายๆ เรื่องยังน้อย เช่นการใช้นวัตกรรมต่างๆ เพื่อแปรรูปสินค้าสร้างมูลค่าเพิ่ม การทำไร่นาสวนผสม เรื่องนี้ถ้าสรุปแบบสั้นๆ คือจะแก้ต้องเพิ่มความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรและสร้างองค์ความรู้ให้เกษตรกร

ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรจะรับไปพิจารณา ก็เห็นเคยพูดใจกว้างขนาดว่าถ้านโยบายฝ่ายค้านดีๆ เราก็จะเอามาทำด้วย ทางพรรคเพื่อไทยเขาก็ยังหยิกแกมหยอกให้เอานโยบายไปใช้ได้ เช่นสะสมยอดซื้อหวยเป็นเงินออมอีกทางหนึ่ง อันนี้น่าสนใจดี เพราะคนไทยเล่นหวยเยอะ แต่การออมเงินยังน้อย และพอเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุรัฐบาลก็ต้องจัดสรรเงินสวัสดิการให้มาก หรือจะฟื้นหวยบนดินแต่เงินเข้าคลังให้หมดก็เพิ่มรายได้ เพราะเห็นแต่ละนโยบายจ่ายเยอะเหลือเกิน

ในการอภิปรายนโยบาย แม้จะถูกทวงถามเรื่องประสิทธิผล แต่รัฐบาลก็บอกว่ามันยังเป็นแนวทางกว้างๆ ที่มีขั้นตอน ทั้งการศึกษา หรือการปรับแก้กฎหมาย ดังนั้นก็อย่าเพิ่งโวยไปก่อนว่าไอ้ที่พูดมาทำไม่ได้ทั้งเพ แต่ต้องให้โอกาสทำงานก่อน ซึ่งทั้งแผนระยะสั้นระยะยาว ความหวังของประชาชนคือเรื่องเศรษฐกิจดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างระบบยุติธรรมให้มันยุติธรรมจริงๆ สัปดาห์นี้รัฐมนตรีแต่ละคนก็เริ่มขับเคลื่อนงานแล้วก็รอดูกัน

รัฐบาลรอดไม่รอดถึงสี่ปี ก็ดูผลงานกันเท่านั้นแหละ.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 275