อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม 2562

วิกฤติ'ภัยแล้ง'ทุบเศรษฐกิจ เขย่าเสถียรภาพรัฐบาล

สัปดาห์นี้ไปดูทุกข์แสนสาหัสเกษตรกรจากวิกฤติ “ภัยแล้ง” ส่งผลกระทบความสูญเสียทางเศรษฐกิจ หากยังปล่อยชาวไร่ชาวนาสู้ลำพัง เขย่าเสถียรภาพรัฐบาลสั่นสะเทือนมากขึ้น พฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม 2562 เวลา 08.00 น.


สถานการณ์ "ภัยแล้ง" ที่กำลังรุกลามอยู่ขณะนี้ นับเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวถึงขั้นที่ว่า แล้งที่สุดในประวัติศาสตร์รอบ 50 ปี สร้างความเสียหายให้กับพืชผลการเกษตรของไทยอย่างหนัก ในหลายๆ พื้นที่ต้นข้าวตายไปแล้วถึง 2 รอบ เสียหายไปแล้ว 20-30% ไม่เฉพาะข้าวเท่านั้น พืชไร่อื่นๆ ก็เสียหายไม่น้อยกว่ากัน โดยเฉพาะข้าวโพดที่ขาดน้ำไม่เกิน 15 วันก็เฉาตาย ขนาดมันสำปะหลัง อ้อย ที่ทนแล้งได้ก็ได้รับความเสียหายหนักไม่แพ้กัน

พื้นที่ที่เสียหายหนักไม่พ้นภาคเหนือและภาคอีสานเป็นพื้นที่ปลูกข้าวมากที่สุด โดยเฉพาะข้าวนาปีนั้นส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคอีสาน คิดเป็นสัดส่วนราวๆ 50% ของผลผลิตข้าวนาปีทั้งประเทศ อย่างที่รู้ๆ ชาวนาในอีสานได้ฝากชีวิตกับฟ้าฝนอย่างเดียวเพราะพื้นที่เพาะปลูกข้าวเกือบ 90% อยู่นอกเขตชลประทาน



เมื่อไม่นานมานี้ "ศูนย์วิจัยกสิกรไทย" ประเมินถึงผลกระทบต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากความเสียหายของข้าวนาปีในช่วงที่ผ่านมา ไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 0.1% ของจีดีพี แต่ถ้ารวมพืชไร่ ที่เสียหายเข้าไปด้วยความเสียหายมากกว่านี้แน่ๆ ตัวเลขนี้แม้จะประเมินช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็ถือว่าตัวเลขน่าจะต่ำเกินไป

ขณะที่ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ประเมินความเสียหายครั้งนี้ค่อนข้างเลวร้าย โดยประเมินว่า หากภายในกลางเดือน ส.ค.นี้ ฝนยังไม่ตกลงมา จะทำให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียวในภาคอีสานลดลงเกือบๆ 50% จากเดิมที่มีผลผลิต 8.5-9.5 ล้านตันจะเหลือเพียง 4.5-5 ล้านตันเท่านั้น เรียกว่าลดลงครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว และประเมินความเสียหายคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 50,000 ล้านบาท



ยิ่งกว่านั้นสมาคมผู้ส่งออกข้าวยังฟันธงว่า ปีนี้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิของไทยปรับขึ้นไปถึงตันละ 25,000 บาท เป็นราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์รับอานิสงค์จากสถานการณ์ภัยแล้ง แม้จะเป็นราคาสูงขึ้นแต่เกษตรกรแทบไม่ได้ประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้นตามความเสียหายที่เกิดจากภัยแล้งแต่อย่างใด

น่าสนใจว่าตามหลักดีมานด์-ซับพลาย ผลผลิตน้อยราคาก็สูงขึ้นแทน แต่ที่จะตกถึงมือชาวนาไม่รู้ว่าราคาที่เพิ่มขึ้นไปตกอยู่ในกระเป๋าใคร เป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ว่าจะทำอย่างไรให้ราคาข้าว ถึงมือเกษตรกรจริงๆ แต่ที่แน่ๆ ราคาข้าวที่คาดว่าจะสูงขึ้นผู้บริโภคต้องเป็นผู้แบกรับภาระ

ยิ่งน่าเป็นห่วงหากสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ ลากยาวต่อไปอีก ก็จะกระทบต่อพืชเกษตรหลักที่มีฤดูกาลเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง ที่สำคัญ คือ ข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง และอ้อย จะได้รับความเสียหายตามไปด้วยคาดว่าจะทำให้ ตัวเลขมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจจะเสียหายไปจนถึงปีหน้าเลยทีเดียว



นั่นแปลว่า หากเกษตรกรไม่มีรายได้ก็ย่อมจะไปฉุดกำลังซื้อครัวเรือนในภาคเกษตร กระทบการมีงานทำ โยงไปถึงเอสเอ็มอี. เรียกว่า กระทบชิ่งเป็นลูกโซ่ ผลพวงจากฝนแล้งรายได้ที่เกษตรกรควรจะได้ก็ยิ่งหดหาย จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการใช้จ่ายให้ชะลอตัวลงตามไปด้วย

ปัจจุบันปัญหาหนี้ครัวเรือนวิกฤติถึงขั้นพร้อมจะระเบิดได้ตลอดเวลา ก็ยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีกหนี้นอกระบบที่ยังแก้ไม่ได้ก็จะกลายเป็นดินพอกหางหมู ตราบใดที่ภาคเกษตรมีปัญหาย่อมส่งผลถึงกำลังซื้อไม่มีเม็ดเงินหมุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจก็จะไปฉุดจีดีพี.ลดต่ำลง

ขณะที่ชาวบ้านกำลังทุกข์แสนสาหัสจากภัยแล้งต้องมาโชคร้ายซ้ำสองที่สถานการณ์ภัยแล้งมาปะทุในช่วงสุญญากาศทางการเมือง เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาลต้องล่าช้าออกไปกว่า 3 เดือนรัฐมนตรี ที่รักษาการก็ไม่มีจิตใจจะทำงานข้าราชการใส่เกียร์ว่างรอดูทิศทางลม



ที่ผ่านมา ชาวนาพากันสู้เพียงลำพังไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบไปดูแลเอาใจใส่เพราะรอนกหวีดจากรัฐบาลใหม่คอยสั่ง กว่ารัฐบาลใหม่จะเริ่มทำนาน ไม่รู้ว่านาข้าวและพืชไร่จะเสียหายอีกกี่หมื่นกี่แสนไร่

ภัยแล้งที่หนักหนาสาหัสอยู่ทุกวันนี้ แต่ดูเหมือนเกษตรกรจะสู้อย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพังอาจเป็นเพราะเสียงของเกษตรกรแผ่วเบาไม่ดังพอที่จะไปถึงหูรัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบ ต่างจากเวลาน้ำท่วมที่คนเดือดร้อนเป็นคนเมือง เสียงดังกว่าน้ำท่วมหน่อยเดียวก็มีคนวิ่งไปช่วยแก้ปัญหาแทบไม่ทัน

ถ้าหากรัฐบาลยังมัวแต่เงื้อง่าราคาแพงปล่อยให้ชาวนาชาวไร่ต้องสู้ตามลำพัง จนถึงจุดที่ทนไม่ไหว จะเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพรัฐบาลที่ง่อนแง่นอยู่แล้วให้สั่นสะเทือนมากขึ้น
................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 100