อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 21 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 21 กันยายน 2562

เปลือยชีวิต..สาวเซ็กซี่ตัวท็อป "ลฎาภา รัชตะอมรโชติ" อดีตที่ผิดพลาด..สอนให้ต้องแกร่ง

ตอนเด็ก ๆ เราไม่ค่อยได้ออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อนเท่าไหร่ เพราะคุณตาเลี้ยงเราแบบหวง ๆ ก็ต้องเล่นอยู่คนเดียว ซึ่งคุณตาท่านถึงกับสร้างกระท่อมไว้ให้เราเล่นอยู่แต่ภายในบ้าน” ...เป็นบางช่วงของชีวิตในวัยเด็ก ที่ “ลฎาภา รัชตะอมรโชติ” หรือ “เชอรี่ สามโคก” “สาวเซ็กซี่ติดอันดับ ต้น ๆ ของเมืองไทย” อาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม 2562 เวลา 10.30 น.


ตอนเด็ก ๆ เราไม่ค่อยได้ออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อนเท่าไหร่ เพราะคุณตาเลี้ยงเราแบบหวง ๆ ก็ต้องเล่นอยู่คนเดียว ซึ่งคุณตาท่านถึงกับสร้างกระท่อมไว้ให้เราเล่นอยู่แต่ภายในบ้าน ...เป็นบางช่วงของชีวิตในวัยเด็ก ที่ ลฎาภา รัชตะอมรโชติหรือ เชอรี่ สามโคกที่หลายคนคุ้นเคยมากกว่า บอกกับเราในวันที่ได้สนทนากัน แต่เพราะเหตุใด? และอะไร? ถึงทำให้เด็กที่ออกจะเก็บเนื้อเก็บตัว และมีนิสัยเงียบ ๆ ได้กลายมาเป็น สาวเซ็กซี่ติดอันดับ ต้น ๆ ของเมืองไทยเรื่องนี้ก็ต้องลองมาฟัง คำเฉลยเกี่ยวกับ เส้นทางชีวิต ของเธอ...โดยตัวเธอเอง ที่วันนี้ทีมวิถีชีวิตมีเรื่องราวมานำเสนอ...
      
เชอรี่-ลฎาภา คือชื่อเล่นและชื่อจริงของเธอ โดยที่มาของชื่อ เชอรี่ สามโคกนั้น เธอบอกว่า หม่ำ จ๊กมกตลกและนักแสดง เป็นผู้ตั้งให้กับเธอ จนทำให้คนรู้จักเธอจากชื่อนี้ ทั้งนี้ เธอเล่าถึงชีวิตตัวเองให้ฟังว่า...คุณพ่อคุณแม่ของเธอนั้นเลิกรากันตั้งแต่เธอยังอยู่ในท้อง ซึ่งคุณพ่อจะช่วยส่งเสียค่าเลี้ยงดู ค่าเล่าเรียนของเธอ ขณะที่คุณแม่จะเป็นคนดูแลชีวิตของเธอ โดยหลังจากที่คุณพ่อคุณแม่เลิกกัน เธอได้อยู่กับทางฝั่งครอบครัวของคุณแม่ที่ จ.นครปฐม โดยมีคุณตาหรืออาก๋งเป็นอีกคนที่คอยสั่งสอนเลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งคุณตามีอาชีพทำสวนมะนาว ส่วนคุณแม่ก็ไปทำงานในโรงงาน คุณตาค่อนข้างห่วง เขากลัวคนภายนอก กลัวเรามีอันตราย พอไปเรียนเสร็จ คุณตาก็จะไปรับกลับบ้านเลย วันหยุดก็ไม่ให้ออกไปเล่นกับเพื่อน ๆ ให้เล่นอยู่คนเดียว อยู่ในบ้าน ซึ่งคุณตาได้สร้างกระท่อมไว้ให้เราเล่นคนเดียว แถมยังไม่ให้ชวนเพื่อนมาเล่นอีกด้วย

เชอรี่ได้เล่าอีกว่า สิ่งที่จำได้เสมอคือ คุณตาจะสอนให้รู้จักประหยัดมาตั้งแต่เด็ก โดยเธอถูกสอนว่า เงินที่ได้ไปเรียน 10 บาท ต้องเก็บไว้ 5 บาททุกครั้ง ซึ่งเธอก็ไม่เข้าใจ และคิดเถียงในใจว่า แล้วจะให้มาทำไม 10 บาท? จนเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น มีช่วงเวลาหนึ่งเธอบอกว่า เธอเป็นคนที่ใช้เงินเปลืองมาก ซึ่งมีครั้งหนึ่งเธออยากกินลองกอง ซึ่งตอนนั้นราคาแพงมาก แต่อยากกินมาก ก็ไปขอเงินคุณตาเพื่อมาซื้อลองกองกิน ซึ่งคุณตาก็ซื้อให้ แต่พอถึงช่วงปิดเทอมที่เธอจะต้องไปเรียนพิเศษ ปรากฏว่าเทอมนั้นคุณตาไม่ส่งไปเรียน แต่ส่งเธอไปทำงานที่โรงงานซึ่งคุณแม่ทำอยู่ โดยเธอทำงานได้เงินวันละ 120 บาท บวกกับเงินโอทีอีกชั่วโมงละ 10 บาท ซึ่งเธอต้องทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้าไปจนถึงตี 2 ทุกวันเหมือนคุณตาจะสอนให้เห็นคุณค่าของเงิน ตอนนั้น



ทำงานได้เงินมา 4,000 กว่าบาท ก็เอาเงิน 3,000 บาทไปซื้อทองให้คุณแม่ จำได้ว่าคุณแม่ร้องไห้เลย แล้วเหลือเศษอีก 1,000 กว่าบาท เราก็เอาไปซื้อลองกองกิน จากเหตุการณ์นั้น ทำให้เรารู้สึกว่าเงินมีคุณค่า และอะไรที่เราอยากได้ก็จะต้องหาเงินเอง ที่สำคัญทุกวันนี้เวลาทำงานได้เงินมา ก็จะเก็บเงินที่หามาได้ไว้ครึ่งหนึ่ง โดยอัตโนมัติ


       
เมื่อใกล้เรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย เธอก็ตัดสินใจเลือกเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยศิลปากร โดยเลือกเรียน คณะอักษรศาสตร์ เอกประวัติศาสตร์ และก็เรียนได้ดี จนเกือบเคยจะได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอิหร่านอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้เจ้าตัวเล่าว่า...เธอใฝ่ฝันอยากเรียนที่ศิลปากรมาตั้งแต่เด็กแล้ว

ซึ่งช่วงที่สอบเข้ามัธยมศึกษาตอนต้นก็สอบติดที่โรงเรียนสาธิตศิลปากร แต่คุณแม่อยากให้เรียนที่โรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัยมากกว่า เธอก็ตามใจคุณแม่ พอเรียนจบชั้น ม.3 เธอก็ไปสอบเข้าชั้น ม.4 ที่สาธิตศิลปากรอีกครั้ง และก็ติดอีก แต่สุดท้ายคุณแม่ก็ขอให้เรียนที่เดิม จนเมื่อจบชั้น ม.6 เธอก็เลือกเอนทรานซ์เข้าศิลปากร จนได้เข้าเรียนที่นี่สมใจ ตอนเอนทรานซ์เราเลือกคณะอักษรศาสตร์ ศิลปากร เป็นอันดับหนึ่งเลย ที่เลือกเรียนอักษรศาสตร์เพราะชอบภาษาและศิลปะ จำได้ว่าคะแนนสอบเต็ม 444.44 เราทำได้ 370 กว่าคะแนน แปลว่าสามารถเลือกเข้าที่ไหนก็ได้ อยากเข้าที่คณะอักษรของจุฬาฯ ก็ได้ แต่เราอยากเรียนที่ศิลปากรจึงเลือกที่นี่
      
ชีวิตมหาวิทยาลัยเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตโดยเชอรี่บอกว่า อาชีพนักแสดง” เป็นอาชีพที่เธอใฝ่ฝันอยากเป็นมาตั้งแต่เด็ก เรียกว่าอยากเป็นนักแสดงมาตั้งแต่ตอนที่เธออายุ 5-7 ขวบ โดยเธอจะอินกับการเป็นนักแสดงมาก เพราะตอนอยู่บ้านดูละครหรือภาพยนตร์ พอรุ่งขึ้นอีกวันก็จะจำสิ่งที่เกิดขึ้นในละครได้ทั้งหมดเลย แต่ก็ยังไม่ได้เกิดความรู้สึกที่จะต้องขวนขวายอะไร เพราะขณะนั้นเธอยังเด็กอยู่มาก จนเมื่อเรียนมหาวิทยาลัย ช่วงที่เรียนปี 1 ความฝันในการอยากเป็นนักแสดงก็ผุดขึ้นอีกครั้ง โดยเมื่อเธอได้ไปเห็นประกาศในหนังสือพิมพ์ที่เปิดรับสมัคร นักแสดงตัวประกอบ เธอจึงตัดมาเก็บไว้ และ ตั้งใจไว้ว่าเมื่อมหาวิทยาลัยปิดเทอม เธอจะเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาสมัครที่โมเดลลิ่งซึ่งเธอได้ตัดประกาศเก็บไว้ จนเธอได้มีโอกาสเข้ามาชิมลางในวงการบันเทิง ด้วยการเป็นตัวประกอบ จนได้รับเลือกให้เป็นนักแสดงหลักในมิวสิกวิดีโอเพลงลูกทุ่ง ตอนนั้นก็จะใช้ช่วงปิดเทอมเข้ามาทำงานที่ชอบ พอเปิดเทอม เราก็กลับไปเรียนต่อ จนช่วงเรียนอยู่ปี 2 เราก็ได้งานโฆษณามาชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นชิ้นแรกที่เราได้แสดงเป็นนางเอกหนังโฆษณา เป็นเส้นทางในวงการมายาช่วงต้น ๆ ของสาวคนนี้
        
สำหรับ อาชีพนักแสดง นี้ เธอบอกว่า ช่วงที่ทำให้รู้สึกดีที่สุดคือการได้เล่นละครของมหาวิทยาลัย โดยเธอได้รับเลือกเป็น นางเอกละครเวที อยู่ประมาณ 3-4 เรื่อง ตอนที่ได้เล่นละครเวทีเป็นช่วงเวลาที่เรามีความสุขและภูมิใจมาก โดยเฉพาะตอนที่เล่นจบ นักแสดงจะต้องออกมาโค้งคำนับผู้ชม ซึ่งพอเราเงยหน้าขึ้นแล้วเห็นว่าผู้ชมยืนปรบมือให้ ความคิดตอนนั้น เรารู้สึกว่ามันสุดยอดมาก ๆเชอรี่เล่าถึงเรื่องราวประทับใจ

 

ส่วนเส้นทางสาวเซ็กซี่ นั้น เชอรี่บอกว่า ตอนนั้นนอกจากจะรับงานเป็นนักแสดงประกอบแล้ว ช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็มักจะมีงานถ่ายแบบแนวเซ็กซี่เล็ก ๆ เข้ามา ซึ่งเธอก็รับงานแนวเซ็กซี่ปนแนวน่ารักมาตลอด...

ช่วงเรียนปริญญาตรี เราส่งเรียงความภาษาอังกฤษวิชาประวัติศาสตร์ตะวันออกกลางให้กับอาจารย์ที่สอน ซึ่งท่านจบปริญญาเอกมาจากอิหร่าน พอท่านเห็นงานเรา ก็ส่งให้ทางมหาวิทยาลัยที่อิหร่านดู ซึ่งทางนั้นก็สนใจจะให้ทุนกับเรา แต่เราก็ไม่ได้ไปสอบ ถึงแม้ถ้าไปสอบก็น่าจะสอบติด เพราะแม้ใจจะอยากไป แต่ก็กังวล เนื่องจากตอนนั้นสถานการณ์แถบนั้นยังมีสงครามอยู่ อีกอย่างมาคิดดูว่า เราเป็นผู้หญิง คงใช้ชีวิตลำบากน่าดู และคุณแม่ก็ไม่สบายใจ สุดท้ายก็เลยตัดสินใจไม่ไป เชอรี่ ระบุ พร้อมบอกว่า หลังตัดสินใจไม่ไปเรียนต่อที่อิหร่าน ระหว่างนั้นก็เริ่มมีงานเข้ามามากขึ้น
     
เมื่อเธอมีงานจากโมเดลลิ่งเข้ามามากขึ้น จึงตัดสินใจไปอัพไซซ์หน้าอก เนื่องจากคิดว่าน่าจะทำให้เวลาถ่ายแบบแล้วดูสวยขึ้น ซึ่งหลังจากที่ทำหน้าอกได้เพียง 1 สัปดาห์ เรียกว่าแผลยังไม่หายดีเลย ก็มีงานถ่ายแบบเซ็กซี่เข้ามามากมาย เพราะสมัยนั้นมีนิตยสารแนวเซ็กซี่บนแผงหนังสือหลายหัว หลังทำหน้าอกใหม่มา ตอนนั้นเราได้ขึ้นปกทุกเล่มเลย นอกจากนั้นก็มีรับงานของช่างภาพมือสมัครเล่นที่เขาจะรวมตัวกันจ้างนางแบบ เพื่อไปเป็นแบบให้ถ่ายภาพ และระหว่างนั้นก็มีงานเป็นนักแสดงตัวประกอบเข้ามาเรื่อย ๆ ไปพร้อมกันด้วย
       
ต่อมาชีวิตเธอก็ต้องเจอกับจุดเปลี่ยนอีกเรื่องหนึ่ง ที่ได้กลายเป็น บาดแผลชีวิตจนถึงทุกวันนี้ โดยเธอเล่าเรื่องราวนี้ว่า เกิดจากการที่เธอได้รับงานถ่ายแบบนู้ด โดยคนที่ติดต่อมาบอกว่าเป็นงานเหมือน ๆ กับที่เคยถ่าย ซึ่งเธอเองก็ได้ถามย้ำกับทางนั้นไปถึง 2 ครั้ง ก็ได้คำตอบมาแบบเดิม จนเธอตัดสินใจตกปากรับคำรับทำงานนี้ โดยเธอเล่าถึงเหตุการณ์นี้ให้
ฟังยาว ๆ ว่า...
        
เราก็คิดว่าก็เหมือนงานที่เราเคยถ่ายมา คือเพนท์ตัวโพสต์แนวอาร์ต ๆ แต่ว่างานนี้เป็นงานของต่างประเทศ เป็นช่างภาพต่างประเทศ และต้องไปถ่ายที่ต่างจังหวัด เราต้องไปกับเขา ตอนนั้นก็ไม่ได้เอะใจอะไร ซึ่งก็คงเป็นเพราะเราไม่ได้กรองหรือไตร่ตรองให้ดี พอไปถึงหน้างาน มันกลับไม่ใช่งานถ่ายแบบอย่างที่เราคิด และเราก็ไม่สามารถปฏิเสธอะไรได้ เพราะเราคนเดียวต้องอยู่ท่ามกลางทีมงานจำนวนมาก ซึ่งตอนนั้นเรากลัวว่าจะถูกเขาทำร้าย ก็กัดฟันฝืนใจทำงานจบจบ ซึ่งเราก็ไม่ได้คิดว่าจะมีอะไรต่อ แต่พอผ่านไปไม่ถึง 2 เดือน ภาพที่ไปถ่ายโป๊ครั้งนั้นกลับถูกเผยแพร่ลงในอินเทอร์เน็ต ตอนที่รู้เราตกใจมาก และก็เริ่มมีกระทู้ที่ด่าเราแรง ๆ มีทั้งส่งอีเมลมาด่า...
            
ถามว่าชีวิตพังหรือ ไม่ได้พังนะ แต่ที่ยับเยินที่สุดคือหัวใจเรา ตอนนั้นยอมรับว่าใจพังมาก และรูปพวกนั้นมันก็มีผลกระทบกับชีวิตเรามากมาย และมันก็ไม่มีวันที่จะหายไปจากอินเทอร์เน็ตด้วย ที่สำคัญเรื่องนี้กลายเป็นการจำกัดโอกาส ความฝันของเราในการเป็นนักแสดง เพราะถูกปลดจากการเป็น ดารารับเชิญของละครซิทคอมเรื่องหนึ่ง นอกจากนั้นตระกูลทางฝั่งคุณพ่อเขาก็ไม่สบายใจที่เราใช้นามสกุล ที่สุดเราก็เลยต้องเปลี่ยนนามสกุล” 
        
เชอรี่เล่าให้ฟังอีกว่า ช่วงเวลานั้น เธอรู้สึกว่าโลกมันโหดร้ายมาก ทำให้ตอนนั้นขังตัวเองอยู่แต่ภายในห้อง โดยไม่รับงาน พยายามไม่ออกไปไหน เรียกว่าเธอต้องจมอยู่กับอาการจิตตกนานถึง 2 เดือน แต่ช่วงนั้นเธอก็ได้อ่านหนังสือธรรมะมากขึ้น ทำให้เริ่มเข้าใจกับสิ่งต่าง ๆ ที่เผชิญ รวมทั้งมีเพื่อนมาพูดให้กำลังใจ จึงทำให้ผ่านช่วงเลวร้ายนั้นมาได้ ปีที่แล้ว เราก็จิตตกจนเกือบคิดฆ่าตัวตาย คือเจอเรื่องราวหนัก ๆ สะสมมาเรื่อย จนรู้สึกไม่มีความสุข จนมีอยู่วันหนึ่งรู้สึกว่าไม่อยากจะอยู่แล้ว เพราะไม่รู้จะอยู่ไปทำไม จำได้ว่าวางแผนเขียนจดหมายบอกลาถึงคุณแม่แล้ว และตั้งใจจะไปกระโดดน้ำตายที่สะพานสักสะพานหนึ่ง จึงขับรถออกไป ก็พอดีกับที่คุณแม่โทรศัพท์เข้ามาปรึกษาเราเรื่องที่เขาจะไปสักคิ้วถาวร ขอให้เราช่วยเลือกร้านหน่อย คือคุณแม่ไม่รู้ว่าเรากำลังมีปัญหาอะไร แต่โทรศัพท์ของคุณแม่สายนั้นทำให้เราขำ และคิดได้ว่าจะมาตายให้ใครเสียใจทำไม ตอนนั้นเราก็ไม่รู้หรอกว่าจะอยู่ไปทำไม แต่คิดว่าถ้าเราไม่อยู่ คนที่พังแน่ ๆ ก็คือคุณแม่ จึงเลิกคิดฆ่าตัวตาย และขับรถกลับบ้านเชอรี่เล่าเรื่องราวชวนอึ้งให้เราฟัง
                    
เราถามถึง เส้นทางอนาคตเชอรี่บอกว่า ล่าสุดเธอได้ประกาศเลิกเล่นหนังอีโรติกแล้ว โดยได้ให้เหตุผลว่า ตอนที่ตัดสินใจเล่นหนังอีโรติก เพราะมองว่าเป็นนักแสดงน่าจะเล่นได้ทุกบทบาท แต่ก็ได้ตั้งขอบเขตการทำงานว่า เล่นอีโรติกได้ ฉากเซ็กซี่ได้ แต่ไม่ใช่หนังเอ็กซ์!!!  ตอนนั้นเรามีความคิดว่า การได้เล่นหนังแผ่นเยอะ ๆ จะช่วยฝึกฝนการแสดงให้ดียิ่งขึ้นได้ แต่พอยิ่งเล่นยิ่งแสดงกลับพบว่าทำให้ฝีมือตกต่ำลง แถมจิตใจยิ่งแย่ลงที่สุด จึงตัดสินใจไม่รับเล่นหนังแผ่น และแนวอีโรติก แต่ขอเลือกงานและรับแสดงหนังแนวทางอื่น ๆ มากขึ้น เธอบอกถึงจุดที่ทำให้ตัดสินใจในเรื่องนี้  โดย เชอรี่-ลฎาภา ได้ย้ำกับ ทีมวิถีชีวิตไว้ว่า... ถึงอย่างไรก็คงไม่ทิ้งอาชีพนักแสดงเพราะเป็นสิ่งที่เธอใฝ่ฝัน ทั้งยัง...สุขใจทุก ๆ ครั้งที่ได้ทำ”.




‘คุณแม่’ เป็น ‘พลังงานชีวิต’ 

เชอรี่-ลฎาภา เล่าให้ฟังว่า “คุณแม่” คือไอดอลและ “พลังงานของชีวิต” เธอ อย่างในช่วงที่เธอจิตตก หลังจากมีภาพโป๊กระจายทั่วอินเทอร์เน็ต เธอก็ได้ถามความรู้สึกคุณแม่ ซึ่งคุณแม่บอกว่า ถามว่าชอบไหม คุณแม่ไม่ชอบหรอก ไม่มีแม่คนไหนชอบให้ลูกถ่ายโป๊ แต่คุณแม่ให้ลูกเลือกทางชีวิตตัวเอง ถ้าลูกอยากจะปรึกษา คุณแม่ก็รออยู่ แต่ลูกไม่ได้ขอให้ช่วย ก็ได้แต่ห่วงอยู่ห่าง ๆ และคุณแม่ก็รู้สึกทุกข์ทุกครั้งที่มีคนพูดถึงลูกในทางที่ไม่ดี แต่สิ่งที่คุณแม่ห่วงที่สุดคือ ลูกจะรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ไหม?
      
“คุณแม่บอกว่า แม่รับผิดชอบเลี้ยงดูให้ลูกโตขึ้น ให้ลูกมีความรู้ แม่ให้ได้เท่านั้น แต่ทางเดินของลูก ในเมื่อลูกไม่ได้ให้ช่วยคิด ลูกก็ต้องรับเอง แต่ถ้าไม่ไหวก็ให้กลับมาหาแม่ เรารู้สึกขอบคุณคุณแม่มาก ๆ และเกิดอีกกี่ครั้งก็อยากเกิดเป็นลูกคุณแม่ทุกชาติไป เพราะคุณแม่คือทุกสิ่งของเรา คือเป็นทั้งไอดอล เป็นทั้งพลังชีวิตให้กับเรา”.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : เรื่อง
ภมร มานะพรชัย : ภาพ

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    86%
  • ไม่เห็นด้วย
    14%

บอกต่อ : 50