อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 ตุลาคม 2562

'ความยากจน'ปัญหาเหลื่อมล้ำ ด้านมืดของทุนนิยม

สัปดาห์นี้มาดูปัญหาความเหลื่อมล้ำจากต้นทุนชีวิตที่ต่างกัน ความท้าทายรัฐบาลกับการแก้โจทย์ต้องให้โอกาสคนจนเข้าถึงทรัพยากร เข้าถึงเงินทุน เพิ่มต้นทุนให้การศึกษา ความรู้ สร้างโอกาสในระยะยาว พฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม 2562 เวลา 12.00 น.


ในโลกทุนนิยม มีการเสนอภาพเรื่องความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกันออกมาให้เห็นบ่อยๆ มันสะท้อนผ่านสื่อมาในหลายรูปแบบ ทั้งข่าว หรือกระทั่งละคร เรื่องแต่ง หลายๆ คนถูกสร้างมายาคติจากสื่อเกี่ยวกับความรวยแล้วสบาย มีอำนาจ ก็ยิ่งไม่พอใจเรื่องความเหลื่อมล้ำ เรื่องที่ชีวิตตัวเอง “มีไม่ได้อย่างเขา” ก็พยายามหาวิธีให้ตัวเองมีตัวตน หา “ทางลัด” ต่างๆ ให้ได้มี ได้เป็นบ้าง ก็เข้าทางมิจฉาชีพที่หากินกับการขายฝันให้คน

ทุนนิยมมันก็คือการ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” มีต้นทุน มีเส้นสาย มีความรู้ หรือมีเทคนิคซิกแซกอะไรก็สามารถเข้าถึงหรือสรรหาทรัพยากรได้ง่ายกว่าคนอื่น ความเป็นทุนนิยมก็คือการแข่งขัน มันไม่ใช่โลกอุดมคติที่มีการกระจายทรัพยากรรัฐอย่างเป็นธรรม ซึ่งพูดไปก็นึกถึงช่วงสงครามเย็นที่แพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์เข้ามา และก็ล่มสลายไป เพราะไม่ว่าอย่างไรมันก็จัดการความหลากหลายของมนุษย์ให้เป็นแบบเดียวกันไม่ได้ และชนชั้นปกครองก็ยังมี



พูดถึงเรื่องปัญหาทุนนิยม คนจน ก็อยากจะเล่าถึงภาพยนตร์ที่นำเสนอด้านนี้ และได้รางวัลปาล์มทองจากเวทีที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศสมา 2 ปีติด เรื่องแรกคือเรื่อง Shoplifters (แปลว่าพวกลักเล็กขโมยน้อย)..ครอบครัวที่ลัก เกี่ยวกับครอบครัวคนจนในญี่ปุ่นที่แอบเป็นมิจฉาชีพด้วย แต่ไปรับเด็กที่ถูกทอดทิ้งมาดูแล ซึ่งเรื่องนี้ใจจริงเขาคงอยากให้มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับ “ความเป็นครอบครัว” ว่าจำเป็นจะต้องเป็นคนสายเลือดเดียวกันอยู่ด้วยกันเท่านั้นเหรอ

แต่หนังของผู้กำกับโคเระเอะดะ ฮิโระคะสุ เรื่องนี้ก็มีข่าวว่า สร้างความไม่พอใจให้ชาวญี่ปุ่นไปจำนวนหนึ่ง เพราะมันนำเสนอด้านมืดในมุมที่คนญี่ปุ่นไม่อยากให้ใครเห็น คือเรื่องภาพการใช้ชีวิตของคนจนในญี่ปุ่น ส่วนมากเราจะเห็นหนังญี่ปุ่นประเภทเอามาจากอนิเมะ (การ์ตูนญี่ปุ่น) หรือหนังญี่ปุ่นที่ออกอารมณ์ๆ โลกสวยหน่อย (ที่ฉายกันได้ตามโรงนะ) shoplifters มันเหมือนตีแผ่ประจานว่า ยังมีคนญี่ปุ่นที่มีคุณภาพชีวิตไม่ดีเพราะความเหลื่อมล้ำก็มีอยู่

และพอมาปีต่อมา ปาล์มทองก็ได้หนังเกาหลีที่นำเสนอในเรื่องคล้ายๆ กัน คือเรื่อง Parasite..ชนชั้นปรสิต ของผู้กำกับพงจุนโฮ เรื่องนี้ยิ่งพูดเรื่องความแตกต่างระหว่างชนชั้นคนรวยคนจนอย่างชัดเจน มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวชนชั้นล่างที่หาทางแทรกซึมตัวเองเข้าไปอยู่ในบ้านคนรวยให้ได้ แน่นอน ก็เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของตัวเอง ซึ่งมาบรรทัดนี้คงต้องโฆษณาให้หน่อยว่า หนังดีมาก สนุกมาก และควรรู้เกี่ยวกับมันน้อยที่สุดเพราะมีเซอร์ไพรส์เป็นระยะ



แต่สิ่งที่พอจะพูดถึงได้คือเรื่องย่อที่เขาเปิดเผยออกมาได้ว่า ตัวเอกเด็กหนุ่มหาทางแทรกแซงเข้าไปได้เป็นคนแรก โดยการหลอกปลอมวุฒิเข้าไปสมัครเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งตรงนี้มันก็เป็นภาพสะท้อนภาพหนึ่งว่า อย่างไรก็ตาม คนจนก็ต้องมี “ต้นทุน” ที่สำคัญอันหนึ่งคือความรู้ แม้จะไม่มีทุนอย่างอื่นแต่ความรู้มันก็ใช้ต่อยอด และผลักดันตัวเองให้เข้าไปถึงสังคมอีกระดับได้ แล้วจากนั้นเรื่องก็ดำเนินไปแบบคาดเดาได้ยาก แต่เชียร์ให้ไปดูเพราะจิกกัดเจ็บแสบดี

มาดูประเทศไทย นโยบายสำคัญของรัฐบาล คือ เรื่องแก้ความเหลื่อมล้ำ คำนี้ให้อธิบายง่ายๆ คือเรื่องช่องว่างระหว่างรายได้ ระหว่างคนจนคนรวยต่างกันมาก และคนจนเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่มีต้นทุนในชีวิตที่สำคัญ คือที่ทำกิน เงินทุน องค์ความรู้ ขณะที่คนรวยที่ครองฐานทรัพยากรจำนวนมาก เป็นคนกลุ่มน้อย เมื่อปีกลาย บริษัทเครดิตซูเอท ที่ปรึกษาทางการเงินชื่อดัง ออกรายงานว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำเยอะที่สุด

คือคนรวยที่สุด 5% ถือครองทรัพย์สินร้อยละ 77.9 (เราก็คงเห็นพวกบรรดาเจ้าสัวอะไรต่างๆ ที่เวลาเขาจัดลำดับความรวย มีอยู่ไม่กี่ตระกูลหรอก ทรัพย์สินเป็นแสนล้านทั้งนั้น) ขณะที่คนส่วนใหญ่ในประเทศ 90% แบ่งการถือครองทรัพย์สินในประเทศได้ไม่ถึง 15% บริษัทเครดิตซูเอทเลยยกให้ไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดจาก 40 ประเทศที่สำรวจ ซึ่งถ้าพูดกันง่ายๆ แบบเว้ากันซื่อๆ คือ “ก็ต้องแบ่งปันทรัพยากรให้เป็นธรรมกว่านี้สิ”



ปัญหาใหญ่ปัญหาแรกของความเหลื่อมล้ำมาจากการไม่มีทุนที่มีต่อเนื่องกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ คนจนหลายต่อหลายคนก็มีบรรพบุรุษที่ยากจน ไม่มีทรัพย์สินให้ลูกหลาน พอไม่มีทรัพย์สินก็ขาดโอกาส โอกาสที่สำคัญคือการศึกษาในสถานศึกษาดีๆ ที่จะได้ทั้งความรู้อันเป็นที่ยอมรับ (บริษัทที่ยังเล่นพวกรับแต่มหาวิทยาลัยดังก็ยังมี) และไมมีโอกาสที่จะได้เข้าไปอยู่ในสังคมของกลุ่มที่มีการศึกษาดีๆ และความจนทำให้ขาดโภชนาการที่ดีก็ส่งผลถึงสติปัญญาอีก

ปัญหาส่วนหนึ่งของความเหลื่อมล้ำและการไม่กระจายทรัพยากร เกิดจากการใช้เงินของคนรวย คือบางครั้งเป็นการซื้อสินทรัพย์เพื่อความสะดวก ความบันเทิงของตัวเอง ไม่มีการนำไปลงทุนเพื่อจ้างงานต่อ เช่น ไปซื้อบ้าน คอนโดหรูไว้หลายๆ ที่ ไปซื้อเครื่องเพชร เก็บเงินไว้กินดอกเบี้ย กิจกรรมดังกล่าวไม่นำไปสู่การผลิตเพิ่มขึ้น พอไม่มีการผลิตเพิ่มขึ้นก็ไม่จ้างงาน และไม่เกิดการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมมากขึ้น

ความเหลื่อมล้ำยังเกิดได้จากการที่คนรวยเข้าไปเกี่ยวข้องทางการเมือง บรรดาคนรวยเจ้าของแบรนด์ดังทั้งหลายให้การสนับสนุนพรรคการเมืองในหลายรูปแบบ และได้รับการตอบแทนโดยการเอื้อเฟื้อต่อการเข้าถึงทรัพยากรได้ดีกว่าคนกลุ่มอื่น แถมยังมีโอกาสที่จะต่อรองเรื่องนโยบายเศรษฐกิจให้ตัวเองได้ประโยชน์ด้วย คนรวยก็รวยเข้าไปอีก (นี่รอดูนโยบายกัญชาเสรีอยู่ว่า สุดท้ายแล้วจะมีการทำให้ใครได้ผลประโยชน์เป็นพิเศษอยู่หรือเปล่า)

การแก้ปัญหาของรัฐบาลถ้าแบบเอาหน้าไปเบื้องต้น ก็คือ การแจกเงิน หรือ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เพิ่มเงินให้คนจนได้ใช้เดือนละไม่กี่อัฐฬส แต่มันก็ดูเหมือนไม่ได้ช่วยส่งเสริมการแก้ความเหลื่อมล้ำในระยะยาวเท่าไรนัก เพราะที่สุดแล้ว การให้เงินรายเดือนมันก็ไม่ได้ทำให้เกิดการเพิ่มทุน กระจายรายได้เป็นธรรมอยู่ดี อัตราการเก็บภาษีก็ยังดูเหมือนไม่เป็นธรรม ภาษีเก็บจากคนรวยอย่างภาษีที่ดินหรือมรดกก็ยังไม่เห็นชัดว่า จะเก็บจากคนรวยได้แค่ไหน



พอคนรวยได้ประโยชน์จากรัฐบาลมาก คนจนได้เงินจากรัฐบาล คราวนี้ก็เกิดความไม่พอใจขึ้นในหมู่ชนชั้นกลาง พวกมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายที่เสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย พวกเขารู้สึกว่า รัฐบาลมุ่งแต่จะหาเสียงกับคนจน หาทุนจากคนรวย แต่กับชนชั้นกลางแล้วรัฐบาลได้ช่วยอะไรจริงจังบ้าง? ยิ่งตอนนี้การนำเทคโนโลยีมาใช้แทนคนมากขึ้น คนชั้นกลางก็ตกงานเพิ่มขึ้นไปอีก และแน่นอนความคับแค้นนั้นก็ถูกระบายลงในอินเทอร์เนตบ่อยๆ

ความท้าทายในเรื่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำจึงสำคัญมาก ที่รัฐบาลต้องให้โอกาสคนจนในการเข้าถึงทรัพยากร เข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น และเพิ่มต้นทุนในเรื่องให้การศึกษา ความรู้ มันสำคัญกว่าการ “เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย” เพราะมันเป็นการสร้างโอกาสในระยะยาว และมันจะทำให้ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ตามสโลแกนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ชอบใช้บ่อยๆ เวลาพูดถึงเป้าหมายการบริหารประเทศ

ก็ขอให้กำลังใจรัฐบาลในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำให้ได้.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง” 
ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก : Shoplifters


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 263