อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2563

เหลือทนตัดสินใจทิ้งผัวขี้ยา หัวอกแม่หอบลูกพิการหนี!

สัปดาห์นี้เปิดชีวิตหญิงใจแกร่ง “แม่เลี้ยงเดี่ยว” วัย 40 ปี ชาวจ.เลย อยู่กินกับสามีติดยาเสพติด ชีวิตคู่ไปไม่รอด หอบลูกพิการหนีขอเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว อาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม 2562 เวลา 08.00 น.


ในครั้งนี้ก่อนอื่นเลยนั้น ต้องกล่าวคำว่า...ขอเป็นกำลังใจให้กับเธอพูดนี้ที่มีหัวใจเด็ดเดี่ยวอย่างมาก เพราะเธอคือ “แม่เลี้ยงเดี่ยว” แต่ที่ต่างออกไปจากแม่คนอื่น ๆ เธอต้องแบกรับความทุกข์ทางกายที่มาพร้อมกับความทุกข์ทางใจ ตลอดระยะเวลา 11 ปี ที่ลูกสาวสุดที่รักของเธอได้กลายเป็นผู้พิการ

หัวอกแม่...แม่อดได้ แต่ลูกอดไม่ได้ วอนผู้ใจบุญช่วยผ้าอ้อมและนมให้น้องได้ไหม” นี่เป็นข้อความที่เขียนไว้บนเฟซบุ๊กของช่างตัดผมจิตอาสา ผู้โด่งดังในโลกออนไลน์ “นางฟ้าซาลอน” หรือ นายฤชวีพัฒน์ จิราวัฒน์มงคล ที่เบื้องต้นได้ลงพื้นไปเยี่ยมและให้การช่วยเหลือ จึงนำเรื่องราวมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์



แม่เลี้ยงเดี่ยวท่านนี้ เธอมีชื่อว่า “นางจินดา ลุนรอด” หรือ “คุณส้ม” อายุ 40 ปี เล่าให้ฟังเดิมทีบ้านเกิดอยู่ที่ อ.ท่าลี่ จ.เลย พ่อแม่และพี่ชายเสียชีวิตไปหมดแล้ว จึงเหลืออตัวคนเดียว แต่มาได้สามีอยู่ที่ อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ ซึ่งอยู่กินกันมาหลายปีและมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน แต่กลับเกิดปัญหาชีวิตคู่ จึงตัดสินใจเลิกลาและแยกทางกับสามี

“ตั้งแต่เด็กจำความได้ พ่อแม่ก็แยกทางกัน มีพี่น้อง 2 คน ดิฉันจึงย้ายตามพ่อมาที่กรุงเทพฯ เป็นเด็กอายุเพียง 10 ขวบ แต่ตอนนั้นก็หัดเรียนรู้งานก่อสร้างจากพ่อ แต่ในใจก็แอบคิดว่าโตขึ้นจะหาเงินด้วยตัวเอง แม้ว่าความรู้ที่มีจะจบเพียงชั้นป.4” นางจินดา เผยชีวิตวัยเด็กให้ฟัง

กระทั่งมีญาติที่รู้จักกันชวนไปเป็นพี่เลี้ยงเด็ก และดูแลบ้านให้ตำรวจท่านหนึ่ง ที่จ.อ่างทอง ซึ่งเธอทำงานได้ราว 1 ปี และกลับมาหางานใหม่ที่กรุงเทพฯ “ครั้งนี้...ดิฉันได้ทำงานก่อสร้างแบบเต็มตัว” โดยที่เธอกับพ่อจะอยู่ต่างแคมป์กัน จนได้พบรักกับแฟนหนุ่มที่มีหน้าที่รังวัดถนน ซึ่งก็ศึกษาดูใจกันอยู่นานนับปี จึงตกลงอยู่กินฉันสามีภรรยา จากนั้นย้ายไปช่วยป้าของสามีขายลูกชิ้นและปลาหมึกย่างที่ย่านตลาดเทเวศร์ รายได้วันหนึ่ง 5-6 พันบาท ซึ่งยังไม่ได้หักต้นทุน แม้บวกลบแล้วจะได้กำไรอยู่มาก แต่เธอก็เป็นเพียงลูกจ้าง เพราะไม่ใช่กิจการของตัวเธอเอง



เหตุการณ์นับจากนี้ที่ทำให้หลายอย่างในชีวิตของเธอกำลังจะเปลี่ยนไป มันได้เริ่มขึ้นในวันที่เธอและสามีไม่คาดคิด...พ่อสามีเสียชีวิตกะทันหัน แต่กลับเป็นวันที่สามีถูกจับเพราะ...ยาเสพติด ต้องวิ่งหาเงินไปประกันตัว ทำให้ทั้งคู่ไม่ได้ไปร่วมงานเผาศพ จากนั้นเธอได้ย้ายมาอาศัยกับแม่ของสามี ที่อ.จัตุรัส จ.ชัยยภูมิ รับจ้างเลี้ยงวัว ปลูกพริก ขณะที่สามีก็ยังทำงานออกรังวัดที่ดิน เพราะในสมัยนั้นถนนหนทางเริ่มเข้าไปในหมู่บ้านมากขึ้น แต่สิ่งที่กำลังดึงชีวิตของเขาลงเหวทุกที คือ “ยาเสพติด” สามีของเธอเดินออกจากสิ่งอบายมุขไม่ได้เลย ยังคงยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดมาอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่แม่ของสามีก็ป่วยอัมพฤกษ์ และมีอาการหลง ๆ ลืม ๆ ตามอายุที่ชรามากขึ้นทุกวัน ซึ่งญาติพี่น้องฝั่งสามีก็บอกเธอว่า “อย่าเพิ่งทิ้งไปไหนนะส้ม อยู่ด้วยกัน ดูแลกันไปนะ” แม้ญาติและพี่น้องแท้ ๆ ของสามี จะเคยห้ามปราบไม่ให้สามีของเธอหลงไปกับยาเสพติด แต่เขาก็ไม่ฟังเหตุผลใด ๆ จนกระทั่งเธออยู่ดูแลแม่สามี ทำหน้าที่ลูกสะใภ้ที่ดีจนถึงวาระสุดท้ายก่อนแม่สามีจะจากไป

จากเลี้ยงวัว ปลูกพริก เธอหันไปทำงานโรงงานเย็บผ้า ซึ่งอยู่ต่างตำบลและห่างออกไปไม่ไกลนัก แต่ช่วงนั้นจะเรียกว่ามีเรื่องราวดี ๆ เข้ามาในชีวิตก็พูดไม่เต็มปาก เพราะหัวใจน้อย ๆ ที่กำลังจะเต้นอยู่ในท้องของเธอ แต่ก็ต้องจากไปเพราะแท้ง ในครั้งที่ 2 ก็แท้งเหมือนครั้งแรก ช่วงเวลานั้นเธอก็เพิ่งทราบข่าวร้าย...พ่อแม่ของเธอเสียชีวิต โดยในครั้งที่ 3 ครั้งนี้มีการตกเลือด จึงตัดสินใจลาออกจากงาน กลับมาอยู่ที่บ้าน โชคดีที่สามีของเธอได้รับเงินจากการแบ่งทรัพย์สินและขายที่ดิน จากพี่น้องทั้งหมด 3 คน ได้คนละ 1 แสนบาท แต่ก็ไม่วายถูกสามีนำไปใช้กับยาเสพติด



เมื่อถึงเวลาเธอก็สุดจะทนอีกต่อไป จึงตัดสินใจแยกทางกับสามีและออกมาเช่าบ้านอยู่เพียงลำพังกระทั่งคลอดลูกสาว ซึ่งสามียังพูดให้เจ็บซ้ำใจว่า “ไม่อยากได้ลูกผู้หญิง อยากได้ลูกผู้ชายมากกว่า” เธอจึงตอบกลับว่า “ยังไงก็เป็นลูกเรา”

นางจินดา กล่าวว่า ตนเองก็หอบลูกหนีมาใช้ชีวิตตามลำพัง ซึ่งแรกคลอดยังไม่ทราบว่าลูกสาวเป็นอะไร จนช่วงอายุ 5 เดือนจึงทราบว่าป่วยเป็น “โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง” มีอาการชักเกร็ง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย ตามสภาพที่เห็นคือหนังหุ้มกระดูก มือเท้าหงิกงอ ผอมแห้ง

เธอพยายามหาเลี้ยงตัวเองและลูก โดยทำงานในร้านอาหารแห่งหนึ่งได้ 3-4 ปีก็ต้องระหกระเหินเร่ร่อนอีกครั้ง เนื่องจากกิจการร้านอาหารใกล้ถูกปิดตัวลง ระหว่างนั้นเธอหันมารับจ้างซัก-รีด กลับจากร้านอาหารก็ตี 1 กว่า ๆ จนถึงตี 3 จึงจะรีดผ้าเสร็จ และต้องตื่นขึ้นมาดูลูกตอน 6 โมงเช้า ก่อนจะนำผ้าที่รีดไว้ไปส่งให้ลูกค้า แม้วันหนึ่งจะนอนเพียง 2-4 ชม. แต่เธอก็ยินดี เพราะหากไม่ทำก็ไม่มีรายได้เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย




มีคนแนะนำเธอให้นำลูกไปฝากไว้ที่ศูนย์รับดูแลหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก เธอได้ฟังแล้วน้ำตาตกใน ซึ่งไม่ได้รู้สึกโกรธคนที่แนะนำ เพียงแต่สงสารลูกถ้าเลือกทำเช่นนั้น “หนูทำไม่ได้หรอก ลูกจะเป็นยังไง พ่อจะไม่รัก แม่ก็ยังเป็นแม่ ทิ้งไม่ลง มันคือความผูกพันที่เรามีให้ลูก ขาดเขาไป ดิฉันคงอยู่ไม่ได้” เธอได้ย้อนคำพูดของอดีตสามีที่เคยทิ่มแทงหัวใจเธอว่า “ทำไมไม่เอาลูกเราไปเปลี่ยนกับลูกคนอื่น ที่คลอดพร้อมกัน”

ปัจจุบันเธอทำงานเป็นลูกจ้างที่ร้านส้มตำ โดยมี “ตอม-พรรณี พงศ์สุวรรณ” เป็นเจ้าของร้าน โดยให้เธอและลูกสาวอาศัยอยู่ด้วยโดยไม่เสียค่าเช่า ที่บ้านเลขที่ 80/15 หมู่ที่ 1 ต.บ้านกอก อ.จตุรัส จ.ชัยภูมิ 36130 แต่ช่วยกันออกค่าน้ำและค่าไฟ พี่ตอมจึงกลายเป็นเหมือนญาติสนิทคนหนึ่งของเธอ เพราะตอนนี้เธอก็ไม่เหลือใครแล้ว ทั้งพี่ชายก็เสียชีวิตตามพ่อแม่ไปหมดแล้ว และเธอก็ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากอดีตสามี แต่เลือกที่จะปล่อยวางเสียมากกว่า เนื่องจากตอนนี้ทราบมาว่า สติเขาก็ไม่ค่อยจะดี เพราะเป็นผลจากที่เคยติดยาเสพติด



เป็นห่วงลูกมาก ๆ กลัวว่าในช่วงเวลาที่ออกไปทำงาน ตั้งแต่ 17.00 . ถึง 02.00. หากลูกเกิดอาการชัก หรือบางครั้งฝนตกฟ้าร้องก็กลัวลูกจะหนาว หรือไข้ขึ้นสูงกะทันหัน อาจจะพาลูกไปหาหมอไม่ทัน แต่ชีวิตก็ต้องสู้และดิ้นรนต่อไป” แม่เลี้ยงเดียวท่านนี้ กล่าวทิ้งท้าย

ในปีนี้ลูกสาวสุดที่รักของเธอ ก็จะอายุคครบ 11 ขวบแล้ว เธอก็ได้แต่หวังว่าในทุก ๆ วันที่ 25 ต.ค. ของทุกปี ซึ่งเป็นวันเกิดของลูกสาว เธอจะได้อยู่ดูแลแบบนี้ตลอดไป นี่แหละหัวอกผู้เป็นแม่...ให้ได้ทุกอย่างในชีวิต แม้กระทั่งสิ่งที่เรียกว่า “ความสุข” ของตัวเอง ขอสละเพื่อลูกที่เป็นแก้วตาดวงใจของแม่.
...............................................
คอลัมน์ : นิยายชีวิตอาทิตย์สไตล์
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”
ขอบคุณภาพ : @Anglestylist

คลิกติดตามอ่านคอลัมน์นิยายได้ทั้งหมดที่นี่ 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 301