อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม 2562

"ภาวะม้ามโต สัญญาณอันตรายของโรคร้าย"

อวัยวะของร่างกายที่มีคนรู้จักและกล่าวถึงกันอยู่มากและบ่อยก็คงจะเป็นหัวใจ ตับ ไต สมอง กระเพาะ ลำไส้ เป็นต้น  ม้าม ก็เป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญอยู่ไม่น้อย แต่มีคนพูดถึงและรู้จักอวัยวะนี้ไม่มากนัก อาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม 2562 เวลา 08.30 น.

อวัยวะของร่างกายที่มีคนรู้จักและกล่าวถึงกันอยู่มากและบ่อยก็คงจะเป็นหัวใจ ตับ ไต สมอง กระเพาะ ลำไส้ เป็นต้น  ม้าม ก็เป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญอยู่ไม่น้อย แต่มีคนพูดถึงและรู้จักอวัยวะนี้ไม่มากนัก
      
ผศ.นพ.เอกรัฐ รัฐฤทธิ์ธำรง จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กรุณาให้ความรู้ไว้ดังนี้
      
ม้ามเป็นอวัยวะซึ่งอยู่บริเวณท้องด้านซ้ายบนใกล้กับกระเพาะอาหาร มีความยาวเฉลี่ยประมาณ 10 เซนติเมตร น้ำหนัก 150 กรัม โดยปกติจะไม่สามารถคลำพบได้เนื่องจากอยู่ด้านหลังชายโครงซ้าย ม้ามมีหน้าที่สำคัญ 2 ประการ คือ

1. หน้าที่เกี่ยวกับระบบเลือด โดยทำหน้าที่ทำลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุขัยรวมทั้งนำเหล็กซึ่งได้จากการทำลายเม็ดเลือดแดงกลับมาใช้ใหม่

2. หน้าที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน โดยถือเป็นอวัยวะน้ำเหลืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ภายในมีเม็ดเลือดขาวซึ่งมีหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรคและกำจัดสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ
ภาวะม้ามโต คืออะไร เกิดจากสาเหตุใดบ้าง
      
ภาวะม้ามโต คือ ภาวะที่ม้ามมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าปกติ ผู้ป่วยที่ม้ามโตมากอาจมีอาการปวดแน่นท้องบริเวณใต้ชายโครงซ้าย อิ่มเร็ว และสามารถคลำเป็นก้อนแข็งได้ที่ใต้ชายโครงซ้าย อย่างไรก็ตามผู้ป่วยบางรายที่ม้ามโตไม่มาก จะไม่มีอาการผิดปกติ แต่อาจตรวจพบได้จากการตรวจทางรังสีวิทยาเช่น อัลตราซาวด์ ภาวะม้ามโตเกิดได้จากหลายสาเหตุโดยอาจแบ่งกลุ่มได้ดังนี้

        

สาเหตุจากโรคตับ โดยเฉพาะโรคตับแข็ง ทำให้เลือดดำไหลผ่านตับเข้าสู่หัวใจไม่สะดวกและความดันของหลอดเลือดดำย้อนกลับไปที่ม้ามเพิ่มขึ้นทำให้ม้ามโตได้ โดยโรคตับแข็งนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุเช่น การดื่มสุราเรื้อรัง การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีเรื้อรัง เป็นต้น นอกจากนี้ภาวะอื่นซึ่งทำให้ความดันของหลอดเลือดดำในช่องท้องย้อนกลับไปที่ม้ามเพิ่มขึ้นเช่น ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำภายในช่องท้องส่วนบนก็ทำให้ม้ามโตได้เช่นกัน
       
สาเหตุจากการติดเชื้อและการอักเสบ เนื่องจากม้ามมีบทบาทในการต่อสู้กับเชื้อโรค ดังนั้นการที่ม้ามทำงานเพิ่มขึ้นจากการติดเชื้อก็สามารถทำให้ม้ามโตได้ การติดเชื้อซึ่งพบว่าทำให้ม้ามโตได้บ่อยเช่น การติดเชื้อมาลาเรีย การติดเชื้อไวรัสบางชนิด การติดเชื้อวัณโรค และการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ เป็นต้น นอกจากนี้การอักเสบจากภาวะอื่น ๆ เช่น โรคภูมิคุ้มกันต่อต้านร่างกายตนเอง (โรคออโตอิมมูน) ทำให้มีการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันรวมทั้งเม็ดเลือดขาวที่ม้าม ทำให้ม้ามโตได้เช่นกัน
      
สาเหตุจากโรคทางโลหิตวิทยา โดยเฉพาะมะเร็งทางโลหิตวิทยา เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง โรค พังผืดในไขกระดูก โรคเลือดข้นและโรคเกล็ดเลือดสูง ซึ่งโรคเหล่านี้ทำให้มีเซลล์มะเร็งแทรกซึมที่ม้ามเพิ่มขึ้น ทำให้ม้ามโตได้ ส่วนโรคมะเร็งชนิดก้อนแข็งนั้นมักไม่แพร่กระจายมาที่ม้าม จึงไม่ค่อยพบว่าเป็นสาเหตุของม้ามโต นอกจากนี้ยังมีโรคทางโลหิตวิทยาอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดภาวะม้ามโตได้ ที่สำคัญคือ ภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดแตกบางโรค เช่น โรคธาลัสซีเมีย ทั้งนี้เนื่องจากม้ามทำหน้าที่ทำลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ ดังนั้นโรคเม็ดเลือดแดงผิดปกติดังกล่าวจะทำให้เม็ดเลือดแดงอายุสั้นและถูกทำลายที่ม้ามเพิ่มขึ้น รวมทั้งม้ามยังช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงทดแทนอีกด้วย ทำให้ม้ามโตเช่นกัน
       
สาเหตุอื่น ๆ ซึ่งพบได้น้อย เช่น โรคซึ่งมีการสะสมโปรตีนหรือสารผิดปกติในม้ามเพิ่มขึ้น

แพทย์มีแนวทางในการหาสาเหตุของภาวะม้ามโตได้อย่างไร
      
การวินิจฉัยสาเหตุของภาวะม้ามโตทำได้โดยการซักประวัติ เช่น ปัจจัยเสี่ยงและอาการของภาวะตับแข็ง โรคติดเชื้อหรือโรคมะเร็ง   การตรวจร่างกาย เช่น ภาวะซีด เหลือง ตับ ม้าม ต่อมน้ำเหลือง  ในกรณีที่พบว่าม้ามโตมากกล่าวคือโตเลยระดับสะดือลงมา จะพบได้ในโรคทางโลหิตวิทยาได้บ่อยกว่ากลุ่มอื่น ๆ หลังจากนั้นแพทย์อาจทำการตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น ตรวจนับเม็ดเลือดหรือตรวจไขกระดูกในกรณีที่สงสัยโรคเลือด ตรวจหน้าที่ตับหรืออัลตราซาวด์ตับในกรณีที่สงสัยโรคตับแข็ง เป็นต้น ในบางกรณีที่ไม่สามารถวินิจฉัยได้ อาจจำเป็นต้องทำการตัดม้ามเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา

ความผิดปกติของเม็ดเลือดที่พบบ่อยในภาวะม้ามโตมีอะไรบ้าง
      
การตรวจนับเม็ดเลือดและสเมียร์เลือดนั้น ถือเป็นการตรวจพื้นฐานสำหรับการหาสาเหตุของภาวะม้ามโต โดยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังจะพบว่ามีปริมาณเม็ดเลือดขาวสูงกว่าปกติ (รูปที่ 1 และ 2) และสามารถพบม้ามโตได้มาก โรคโลหิตจางธาลัสซีเมียพบว่ามีระดับเม็ดเลือดแดงลดลง มีขนาดเล็ก ติดสีจาง และมีรูปร่างผิดปกติ (รูปที่ 3) ในทางกลับกันโรคเลือดข้น โรคเกล็ดเลือดสูง (รูปที่ 4) จะพบว่ามีระดับเม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดสูงกว่าปกติตามลำดับ

การรักษาภาวะม้ามโตทำได้อย่างไร
     
การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ เช่น การให้ยาต้านจุลชีพในกรณีที่ม้ามโตจากการติดเชื้อ การให้ยาเคมีบำบัดในกรณีที่เป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองและมีข้อบ่งชี้ในการรักษา การให้ยาใหม่ซึ่งออกฤทธิ์จำเพาะสำหรับมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดมัยอีลอยด์ เป็นต้น
       
รุปได้ว่าภาวะม้ามโต เกิดได้จากหลายสาเหตุทั้งโรคตับ การติดเชื้อหรือการอักเสบ และโรคทางโลหิตวิทยา รวมทั้งโรคมะเร็งทางโลหิตวิทยา ซึ่งการรักษาในแต่ละโรคนั้นมีความแตกต่างกัน ดังนั้นถ้ามีอาการหรือคลำได้ก้อนบริเวณใต้ชายโครงซ้ายซึ่งอาจจะเกิดจากภาวะม้ามโต ควรไปรับการตรวจกับแพทย์เพื่อวินิจฉัยสาเหตุ และรักษาอย่างถูกต้อง
    
เอกสารอ้างอิง Parker TL. Evaluation of splenomegaly. BMJ Best Practice. Available at https://bestpractice.bmj.com/topics/en-us/895/pdf/895.pdf Cited 15 July, 2019.
      
RotbainEC, Hansen DL, de Muckadell OS, et al. Splenomegaly-diagnostic validity, work-up, and underlying causes. PloS one 2017;1-11.
      
ข้อมูลจาก ผศ.นพ.เอกรัฐ รัฐฤทธิ์ธำรง ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่

--------------------------------------------------
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 31