อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 21 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 21 กันยายน 2562

วิบากกรรมนายกฯปมถวายสัตย์ จบอย่างไร

สัปดาห์นี้ไปดูปมถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับตำแหน่งไม่ครบของ “พล.อ.ประยุทธ์” แม้แสดงความรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวแล้ว แต่ยังไม่เคลียร์ ต้องรอฟังความชัดเจนอีกครั้ง และบทสรุปจะจบอย่างไร พฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม 2562 เวลา 12.00 น.

กลายเป็นเรื่องที่อึ้งกันไม่หยุดตั้งแต่ตอนแถลงนโยบายของรัฐบาล เมื่อพรรคฝ่ายค้าน ได้อภิปรายขึ้นมาว่า ในการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ นำ ครม. ถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับตำแหน่งนั้น กล่าวคำถวายสัตย์ฯ ไม่ครบ โดยเฉพาะขาดในส่วนที่เขาว่าสำคัญ คือเรื่อง “จะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ” กลายเป็นการตั้งแง่กันว่า “พูดไม่ครบแบบนี้มีเจตนาอะไร” หลงลืม หรือว่า มีอะไรอย่างอื่น

มโนกันไปร้ายๆ ขนาดว่า “นายกฯ อาจหาช่องไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ” เพราะเคยสามารถใช้อำนาจเต็มมาได้ก่อนในช่วง คสช.มีอำนาจตามมาตรา 44 เมื่อมี ครม.ใหม่ คสช.ก็ต้องสิ้นสภาพไปด้วย... และเกิดข้อคำถามซ้ำๆ ตามมาว่า “อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป” , “นายกฯ จะรับผิดชอบอย่างไร” ฝ่ายค้านก็หยิบเอาเรื่องนี้มาขย่มรายวันทำนองว่า การถวายสัตย์ฯ ไม่ครบ เท่ากับรัฐบาลอาจถือเป็นโมฆะ และยังปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ไม่ได้ทั้งสิ้น



นายกฯ ก็ได้แสดงท่าทีรับผิดชอบต่อเรื่องนี้โดยการกล่าวในระหว่างมอบนโยบายแก่หัวหน้าส่วนราชการ เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมาว่า “เรื่องที่เป็นประเด็นในขณะนี้ ผมขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียว ในประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามก็ยังมีรัฐบาลอยู่ ผมต้องขอโทษบรรดารัฐมนตรีด้วย  ถือว่าได้ทำหน้าที่ของผมเต็มที่แล้ว รัฐบาลนี้ต้องเดินหน้าให้ได้ เป็นสิ่งที่ผมตั้งใจไว้ และจะไม่ตอบคำถามเรื่องนี้อีกแล้ว หวังว่าทุกคนเข้าใจในเจตนารมณ์”

แต่ “รับผิดชอบแต่ผู้เดียว” เป็นอย่างไรก็ยังไม่เคลียร์ จนกระทั่งมี “นักร้อง” อย่างนายศรีสุวรรณ จรรยา ไปยื่นร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อพิจารณาว่า การถวายสัตย์ฯไม่ครบนี้ จะต้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองตีความ  ฝ่ายค้านเองก็จะเล่นงานโดยการที่นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน ประกาศว่า วันที่ 14 ส.ค.นี้ จะตั้งกระทู้ถามสดนายกฯ ให้ตอบด้วยตัวเอง ซึ่งถ้าไม่เคลียร์ ก็เตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ในเดือน ก.ย.นี้



ก็คาดว่าในสัปดาห์นี้คงมีอะไรที่ชัดเจนขึ้นว่าการ “รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” จะมีการดำเนินการอย่างไร อย่างน้อยถ้านายกฯ มาตอบเองในสภาฯ ก็พอจะรู้แนวทาง เพราะขนาดถามกุนซือกฎหมายอย่างนายวิษณุ เครืองาม ก็ยังเลี่ยงที่จะตอบเรื่องนี้ ปล่อยคาราคาซังไว้ คนก็ตีความสถานะของรัฐบาลกันไปต่างๆ นานา ซึ่งล่าสุด นายเจษฏ์ โทณะวณิก อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ( กรธ.) ก็ได้ให้ความเห็นไว้

โดยระบุว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุชัดเจนว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วนจะผิดหรือขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ และไม่มีบทลงโทษบัญญัติไว้ แต่ตามมาตรา 5 วรรค 1 ของรัฐธรรมนูญ ระบุว่า รัฐบาลจะกระทำการใดๆ ที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้  ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ได้ทำขั้นตอนทุกอย่างถูกต้อง เพียงแต่อาจไม่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้นจากนี้ต้องทำให้สมบูรณ์ ส่วนตัวไม่คิดว่าเรื่องนี้จะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องลาออกจากความเป็นนายกฯ



สำหรับวิธีแก้ปัญหามี 3 แนวทางคือ 1.อยู่เฉยๆ เพราะถือว่าได้ถวายสัตย์ฯ แล้ว  2.รอศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด และ 3.หากเห็นว่าไม่ครบถ้วนจริง นายกรัฐมนตรีทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษ เพื่อขอพระบรมราชวินิจฉัยว่า ต้องถวายสัตย์ฯ อีกครั้งหรือไม่ หรือจะมีพระราชประสงค์ให้ดำเนินการอย่างไร แต่ไม่เข้าข่ายที่จะดำเนินการเอาผิดกับ พล.อ.ประยุทธ์ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ได้ เพราะไม่ได้เข้าข่ายการอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบัน

สิ่งที่นายเจษฏ์พูดที่น่าสนใจคือ อย่างไรก็ตาม ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในทางร้าย ในทำนองว่า หากการถวายสัตย์ฯ ไม่ครบถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 5  เท่ากับว่าการแถลงนโยบายจะต้องกลายเป็นศูนย์ รัฐมนตรีทุกคนจะถือว่ายังไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ยังไม่มีรัฐบาล ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดว่า เมื่อยังไม่มีรัฐบาล จะถือว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังคงต้องอยู่ทำหน้าที่ต่อ และอำนาจเต็มตาม ม.44 ก็กลับมาได้



ก็รอดูทางออกของนายกฯ ก่อน แต่ถ้าให้ถึงขั้นต้องยุบสภาหรือต้องให้นายกฯ ลาออก คงไม่เป็นคุณต่อรัฐบาลอย่างแน่นอน เอาง่ายๆ เรื่องแรกคือการให้นายกฯ ลาออก ก็ต้องมีการตั้ง ครม.ชุดใหม่ขึ้นมาอีก คราวนี้ก็อาจต้องเริ่มกระบวนการต่อรองอะไรกันใหม่อีกรอบ ซึ่ง 5 พรรคเล็กเริ่มงอแงแล้ว ว่า “คนส่งเทียบเชิญไปร่วมรัฐบาลไม่ได้ทำตามสัญญา” เลยเตรียมตัวจะไปเป็นฝ่ายค้านอิสระ หรือเขาเรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาชน คือโหวตอะไรเป็นเอกเทศไม่ฟังมติวิป

ก็มีรายงานข่าวออกมาก่อนหน้านี้ว่า ตอนไปส่งเทียบเชิญมี “ผู้ใหญ่นอกพรรคพลังประชารัฐ ( พปชร.)” ไปบอกว่าจะได้ลาภยศสรรเสริญอะไรบ้าง คงจำกันได้ว่า ตอนแรก นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ฝันหวานว่า อย่างน้อยเสียง 10 พรรคเล็กก็ควรได้เก้าอี้รัฐมนตรีช่วย 2 เก้าอี้ ( ขนาดจะจองกระทรวงศึกษาธิการ ) แต่เอาเข้าจริง ขนาดกับพรรคร่วม พปชร.ก็คุยต่อรองแทบไม่ค่อยจะได้ กระทรวงเกษตรฯ กับคมนาคมก็จำใจยกให้เขา



แล้วพอมาโควตาข้าราชการการเมือง ประเภทเลขา, ที่ปรึกษา , ผู้ช่วยรัฐมนตรี ก็กลายเป็นว่า คนของพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ก็เอาคนของเขาอีกล่ะ เหลือแต่เก้าอี้ประธานกรรมาธิการในสภาฯ ที่ไม่รู้ว่าพรรคเล็กจะได้หรือเปล่า แต่ก็ดูเสี่ยงสูงว่าจะกินแห้วอีก ดังนั้นก็เปิดหน้าไม่พอใจมาแล้ว 5 พรรคเล็ก และลองของกันไปแล้วในการลงมติเรื่องข้อบังคับประชุมสภาฯ ที่เสียงปริ่มแบบว่า ฝ่ายค้านโหวตชนะรัฐบาลแบบฉิวเฉียด ยิ่งฟ้องภาพความลำบากของรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ

นอกจากพรรคเล็ก ถ้าตั้ง ครม.ใหม่ เราก็คาดเดาไม่ได้อีกล่ะนะ ว่า พรรคร่วมตอนนี้จะมีเงื่อนไขจะเอาอะไรเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ หรืออยากไปเชิญพรรคฝ่ายค้านมาร่วมรัฐบาล  คราวนี้ก็ต้องมาเกลี่ยอะไรกันใหม่อีก และก็จะ “เข้าเนื้อ” พรรค พปชร.ไปอีกกี่มากกี่น้อยก็ไม่รู้ ในพรรคเองก็ไม่ใช่ไม่ขัดแย้งกัน เราก็เห็นข่าวกลุ่มอีสานของนายเอกราช ช่างเหลา กับกลุ่มด้ามขวาน หรือ ส.ส.พปชร.ภาคใต้ ก็พยายามต่อรองเอาเก้าอี้รัฐมนตรีอยู่

จะให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ขณะนี้ก็ไม่ใช่ว่าพรรค พปชร.จะกระแสดีอะไรนัก เพราะคนเบื่อหน่ายภาพการต่อรองช่วงชิงเก้าอี้ที่ทำกันอยู่เป็นเดือนๆ แบบว่าแทนที่รัฐบาลเลือกตั้งมาปุ๊บ ประกาศเดินหน้าทำงานได้เลย เป็นช่วง “ฮันนีมูน” ที่นโยบายอะไรดีๆ จะออกมาให้ประชาชนได้เร็วๆ ก็กลายเป็นหลังเลือกตั้งช่วงความขัดแย้งมันยาวนาน ขณะที่ฝ่ายค้านเขาผนึกกำลังกันแน่นเหนียว มีภาพลักษณ์ที่ดี ขายกระแสคนรุ่นใหม่ให้สนับสนุน



และพอรัฐบาลเริ่มทำงาน คราวนี้ก็มียึกยักกันอีก นโยบายอะไรที่ใช้หาเสียงไว้ เช่น ขึ้นค่าแรง การปรับอัตราภาษีอะไรต่างๆ ประชาชนเขาก็คิดว่าจะทำได้เลย เพราะศึกษามาแล้ว กลายเป็นว่า มาประกาศเอาทีหลังว่า “ต้องมีการศึกษาอย่างรอบด้านก่อน” สร้างความเซ็งไปอีกระดับหนึ่ง บางคนเขายังเหน็บเอาเลยว่าที่ขยันจะทำที่สุดคือนโยบายกัญชานี่แหละ เป็นข่าวรายวันทีเดียว แถมถ้ายุบสภาเลือกตั้งใหม่ กลายเป็นว่าก็ต้องเสียงบเลือกตั้งอีกหลายพันล้าน

ยังไงทางออกเรื่องนี้ก็ขอให้มันเป็นไปในทางดี ประเทศชาติเดินหน้าได้ต่อก็แล้วกัน.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    82%
  • ไม่เห็นด้วย
    18%

บอกต่อ : 182