อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 21 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 21 กันยายน 2562

ตัดหญ้าส่งตัวเองเรียนจนจบ อาศัยเพิงในหุบเขาไร้น้ำไฟ

สัปดาห์นี้เปิดชีวิตบัณฑิตหนุ่มป้ายแดงหัวใจกตัญญู สุดลำบากฝ่าความจน อาศัยเพิงในหุบเขาไร้น้ำ-ไฟฟ้า รับจ้างปลูกข้าวโพด-ตัดหญ้าเรียนรู้จากพ่อแม่ ใฝ่ดีคว้าปริญญาคนจน ฝันเป็นครูถ่ายทอดความเพียรให้เด็ก ๆ อาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม 2562 เวลา 08.00 น.


เมื่อกลางสัปดาห์หลายท่านคงจะได้เห็นรูปบัณฑิตหนุ่มสวมชุดครุย ยืนถ่ายภาพคู่กับคุณพ่อคุณแม่ และข้างหลังคือสภาพบ้านที่เขาใช้ชีวิต พร้อมมีข้อความระบุไว้ว่า “ปริญญาคนจน ทำได้แล้วนะครับพ่อแม่ เหลืออีกหนึ่งหน้าที่คือบวช” ซึ่งภาพนี้กลายเป็นกระแสชื่นชมในความอุตสาหะของหนุ่มรายนี้ ที่ต้องบอกเลยว่าเขาแลกมาด้วยความเพียรพยายาม แต่มีเหตุผลใดถึงเรียกใบปริญญาที่คว้ามาได้สำเร็จเช่นนั้น วันนี้เขามีแง่คิดดี ๆ และมุมมองวัยเด็กที่ทำให้เขาเติบโต และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นโดยที่เขาไม่รู้ตัว ดังเช่นประโยคที่ว่า “หนึ่งภาพล้านความหมาย”

นายธีรพงษ์ สังข์แสง หรือ “เปา” วัย 25 ปี หนุ่มผู้มีหัวใจของความพยายาม ตั้งแต่เกิดเขาก็รับรู้มาตลอดว่า พ่อกับแม่ทำมาหากินที่ จ.เพชรบูรณ์ ปลูกกล้วย รับจ้างตัดหญ้า ทำไร่ทำสวน เพราะอาศัยอยู่ในหุบเขาไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปา ในช่วงปิดเทอมพ่อของเขาจะพาไปบวชภาคฤดูร้อนทุกปี เพราะฐานะทางบ้านที่ค่อนข้างลำบาก กลัวว่าลูกจะอดข้าวอดน้ำ จึงให้ลูกไปบวชเป็นเณรอยู่ที่วัด ช่วยบ่มเพาะจิตใจให้เป็นเด็กที่ดี เพราะผู้เป็นพ่อเป็นแม่รู้อยู่เต็มอกว่า ไม่มีเงินมากมายจะให้ลูกชาย มีแต่ความขยันและซื่อสัตย์กับตัวเองที่มอบให้ลูกได้เท่านั้น



ในอดีตสมัยเขายังเด็กได้เงินไปโรงเรียนวันละ 1-2 บาท สูงสุดก็เพียง 5 บาท แม้ท่านทั้งสองจะไม่เคยพูดว่าอยากให้ลูกชายเป็นอะไร เพราะท่านเองก็มีความรู้เพียงเล็กน้อย แม่ของเขา “ชลอ ภู่ระย้า” อายุ 62 ปี จบเพียงชั้น ป.2 ส่วนพ่อของเขา “นิด สังข์แสง” อายุ 63 ปี ไม่ได้เรียนหนังสือ ท่านรู้เพียงว่าลูกชอบดนตรีและกีฬา แต่ก็ไร้เงินสนับสนุน

กระทั่งช่วง ม.4-ม.6 เขาเรียนที่ รร.องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ (วังชมพูวิทยาคม) สายศิลป์-สังคม เพราะประเมินตัวเองแล้วว่าเรียนไม่ค่อยเก่ง แต่อาศัยความขยันใฝ่รู้ จึงคิดหาลู่ทางไปทำงานหารายได้พิเศษที่ร้านหมูกระทะควบคู่ไปกับการเรียนหนังสือ แต่ในวันเสาร์อาทิตย์ถ้ามีใครจ้างปลูกข้าวโพด ตัดหญ้า วันละ 150-200 บาท สมัยนั้นก็ถือว่าเยอะทีเดียวสำหรับเขา ทำให้ส่งตัวเองเรียนจนจบชั้น ม.6

ชีวิตต่อจากนี้เป็นก้าวสำคัญที่ต้องเลือก เขาสอบผ่านครูดนตรีที่มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด แต่ก็ต้องกลับทบทวนตัวเอง “ถ้าผมไปตรงนั้นมีค่าใช้จ่าย เราจะรอดไหม สุดท้ายเหตุผลหลักที่ใช้ตัดสินใจ คือ ทางบ้านที่ค่อนข้างลำบาก” เขายอมปล่อยความฝันให้หลุดลอยไป จากนั้นสมัครสอบที่คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ปรากฏว่าต้องตัดสินใจอีกครั้ง เมื่อมีเพื่อนแจ้งข่าวให้ทราบว่า มีโครงการดี ๆ ที่สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตเพชรบูรณ์ (ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตเพชรบูรณ์) เปิดรับนักศึกษาทุนเรียนฟรีแก่เด็กฐานะยากจนและมีความมุ่งมั่น สุดท้ายเขาสอบผ่านเป็นนักศึกษาทุนได้เป็นเฟรชชี่ในคณะศึกษาศาสตร์



ตลอดระยะเวลาในรั้วมหาวิทยาลัย จะมีสมุดบันทึกกิจกรรมให้นักศึกษาทุนรายงานอาจารย์ เพื่อดูความประพฤติและผลการเรียนเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ ซึ่งบัณฑิตหนุ่มเผยให้เห็นความมุ่งมั่นว่า “แม้ผมจะพลาดไม่ได้เดินตามความฝัน แต่เรียนที่นี่มันคือโอกาสที่ผมต้องทำให้ได้ มีบ้างที่ท้อเพราะผมไม่มีเงินกินข้าว ไม่มีเงินใช้ ผมก็ทำเรื่องยื่นกู้กยศ. ต่อจาก ม.6 แค่ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ไม่ได้กู้เงินค่าเทอม เพราะทางมหาวิทยาลัยออกให้”

ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยเขาก็ยังรับจ้างตัดหญ้าเช่นเคย แต่เป็นมหาวิทยาลัยที่จ้างนักศึกษาให้ตัดหญ้าสนามกีฬา ถือเป็นการช่วยเหลือนักศึกษาให้มีรายได้ทางหนึ่ง หรือการทำหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินการแข่งขันกีฬาต่าง ๆ อาทิ ฟุตบอล ตะกร้อ และวอลเลย์บอล หลังจากเรียนเสร็จก็จะต้องรีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อไปทำงานในร้านหมูกระทะ ตั้งแต่เวลา 16.00-24.00 น. บางวันมีสอบก็จะต้องอ่านหนังสือจนดึกดื่น นี่จึงเป็นกิจวัตรประจำวันของเขาขณะที่ยังเรียนอยู่ อาจจะเหน็ดเหนื่อยกว่าเด็กคนอื่น ๆ แต่กำลังใจที่เขามักจะหอบกลับมาเติมเต็มเสมอ ซึ่งก็ไม่บ่อยนักที่จะได้กลับบ้านไปหาพ่อแม่ที่อาศัยอยู่กลางหุบเขา ต.วังชมภู อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ และทุกครั้งที่เขากลับไปก็จะไปช่วยงานพ่อแม่เสมอ



คนอื่นอาจจะได้เงินทองกลับมาใช้ที่มหาวิทยาลัย แต่หนุ่มคนนี้ไม่ใช่ เขาได้รับเป็นคำสอนจากพ่อแม่ “เปาตั้งใจเรียนให้จบนะ อย่าทำตัวเกเร จบมาจะได้ทำงานมีเงินเดือนดี ๆ ไม่ลำบากเหมือนพ่อกับแม่” แม้จะเป็นประโยคเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ในทุกครั้ง แต่มันกลับเป็นแรงผลักดันและกำลังใจให้เขาต้องตั้งใจเรียนมากขึ้น

เปามีพี่น้องทั้งหมด 4 คน โดยที่เขาเป็นคนเล็กสุดของบ้าน พี่สาวคนโตอายุ 30 ปลาย ๆ พี่ชายคนรองอายุ 30 กลาง ๆ และพี่ชายอีกคนอายุ 30 ต้น ๆ ทั้ง 3 คนเกิดจากคนละพ่อ ซึ่งไปมีครอบครัวกันหมดแล้ว อาศัยที่ต่างจังหวัดทำงานก่อสร้าง มีบ้าง 3-4 เดือนครั้งที่เขาจะโทรไปขอหยิบยืมเงินเพราะไม่มีซื้อข้าวกิน

เขาบอกว่า ในวันที่ไม่ได้กลับไปหาพ่อแม่ มีหลายครั้งที่ต้องร้องไห้ให้ตัวเองฟัง แต่ก็ยังมีเพื่อนที่เติมเต็มให้ชีวิตภายในรั้วมหาวิทยาลัยเดินไปถึงฝัน ซึ่งความประทับใจที่มีต่อเพื่อนคือ “วันนั้นผมไม่มีเงินไปเรียน ไม่มีเงินกินข้าว เพื่อน ๆ เขารวมเงินซื้อบะหมี่และอาหารแห้ง เพื่อให้ผมเก็บไว้กิน แล้วบอกผมว่า...อย่าท้อ เรียนมาขนาดนี้แล้ว อีกนิดเดียวพวกเราก็จะจบและมีงานทำที่ดี” นับเป็นจังหวะชีวิตที่สอนให้เขาได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับกัลยาณมิตรรอบกาย



เขามองกลับมาที่บ้าน เห็นพ่อแม่ต้องตากแดดทั้งวัน ลำบากแค่ไหนก็ยังสู้กับทุกปัญหาที่ถาโถมเข้ามา หนักกว่าที่ลูกผู้ชายคนนี้เจอเสียด้วยซ้ำ นี่แหละอีกแรงผลักดันที่ส่งผ่านความคิด ทำให้ทุกวันพ่อและวันแม่ที่เขากลับไปหาท่านทั้ง 2 คน แต่ก่อนเขาไม่มีเงิน เขาจะแวะเก็บดอกไม้ที่สวยที่สุดริมถนน เพื่อนำกลับไปไหว้และกราบที่เท้าท่าน เมื่อมีรายได้พอก็เจียดไว้ซื้อมะลิหรือพวงมาลัยเพื่อแสดงออกถึงความรักที่มีต่อบุพการี ด้วยความเขินและแสดงออกไม่เป็น ก็ได้แต่เพียงจับมือพ่อแม่ มองน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม เพราะสักวันน้ำตาบ่อนี้จะกลายเป็นน้ำตาแห่งความภาคภูมิใจ

ในที่สุดวันนั้นก็มาถึง เป็นวันที่เขานำใบปริญญากลับมาฝากที่บ้าน เขาบอกพ่อกับแม่ว่า “นี่เป็นใบปริญญานะครับ ที่สัญญาจะเอามาฝากไงครับ เปาทำได้แล้ว แม้บ้านเราจะไม่มีเงิน แต่เปาก็ไม่เคยน้อยใจ มันคือปริญญาคนจน”

เขาได้เห็นรอยยิ้มของแม่และพ่อที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุข หลังจากที่ไม่เคยได้สัมผัสมานานแล้ว แม้จะเขินไม่เคยสวมกอดพ่อกับแม่ แต่เขาสัมผัสที่หัวใจของทั้ง 2 ท่านได้ดีว่า ภาคภูมิใจที่ตัวเขาไม่เกเร มันกลายเป็นรางวัลแห่งความพยายามที่ใช้ความอดทน อดกลั้น และเขาสัญญาว่าจะสานต่อไปให้ถึงการสอบบรรจุเป็นข้าราชการครู จากนั้นจะขอถ่ายทอดสู่นักเรียน แม้ว่าวันนี้จะมีภาระที่ต้องใช้หนี้ กยศ. ประมาณ 200,000 บาท เขาก็จะขยันหมั่นเพียรแบบนี้ต่อไป สักวันจะกลายเป็นวันที่ชีวิตสดใจมากว่านี้และดีขึ้นอย่างแน่นอน



บัณฑิตหนุ่มป้ายแดง ทิ้งท้ายให้คิดว่า “ทุกสิ่ง อะไรหลาย ๆ อย่างในชีวิต ผมไม่รู้ว่ามันนานแค่ไหนที่ผมอดทนมา ผมชินแล้ว แต่ทุกแรงบันดาลใจทำให้ผมยืนอยู่จุดนี้ ผมพูดไม่ออก บรรยายไม่หมด เพราะจากที่บ้านผมไม่มีอะไรเลย ตอนนี้ก็ไม่ได้มีอะไรเพิ่มนะครับ แต่มีผมที่ทำหน้าที่เรียนจนจบ แม้พ่อแม่จะไม่ได้ไปแสดงความยินดีวันรับปริญญาที่อิมแพ็ค เพราะผมคิดแล้วว่ามันต้องใช้เงินมาก แต่ผมก็มีรูปที่ถ่ายคู่พ่อกับแม่ที่บ้านใบนี้ไงครับ”

เป็นอีกหนึ่งบัณฑิตที่ถูกผลิตออกมา และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้น่ารักมาก ๆ ชื่นใจแทนพ่อแม่ แต่ที่ชื่นชมมากไปกว่านั้น สำหรับเด็กที่พยายามหาเงินส่งตัวเองเรียนจนจบ เชื่อสุดหัวใจว่าต่อให้พ่อแม่ต้องลำบากยิ่งกว่านี้ ท่านก็จะเต็มใจสู้ และวันนี้ก็เป็นวันที่ท่านมีความสุขที่สุดแล้ว นี่แหละ “ปริญญาคนจน” น้องเก่งมาก ๆ ยินดีด้วยน้องเปา.
...............................................
คอลัมน์ : นิยายชีวิตอาทิตย์สไตล์
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”


คลิกติดตามอ่านคอลัมน์นิยายได้ทั้งหมดที่นี่

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 211