อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 21 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 21 กันยายน 2562

จับตา'เศรษฐกิจไทย' แย่กว่าที่นึก...ลึกกว่าที่คิด

สัปดาห์นี้โฟกัส “เศรษฐกิจไทย” ไม่ใช่แค่ชะลอตัว แต่อยู่ในภาวะที่แย่กว่าที่นึกลึกกว่าที่คิด แม้รัฐบาลอัดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก ก็คงแค่ผ่อนหนักเป็นเบาในระยะสั้นๆ เท่านั้น พฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม 2562 เวลา 08.00 น.


ในการแถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศหรือ จีดีพี.ประจำไตรมาส 2/2562 ของ สภาพัฒน์ฯ เมื่อวันจันทร์ที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา น่าตกใจพอสมควรปรากฏว่าจีดีพี.เติบโตเพียง 2.3% เท่านั้น นับว่า ต่ำสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง หรือเกือบจะพอๆ กับอายุของรัฐบาล คสช. ที่เข้ามาบริหารประเทศ แปลว่า ห้วงเวลาเกือบๆ 5 ปีของรัฐบาล คสช.แทบไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศเลยก็ว่าได้

เฉพาะอย่างยิ่งตัวเลขการส่งออกที่ถือว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจของประเทศ มีสัดส่วนถึง 70% ของจีดีพี.ได้หดตัว -4.2% นั่นเท่ากับว่า ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้การลงทุนของภาคเอกชนชะลอตัวลงตามอย่างมากเช่นกัน สิ่งที่กังวลต่อไป คือ เมื่อการส่งออกเริ่มลดลง เริ่มมีผลกระทบไปสู่เรื่องการทำงานล่วงเวลา ซึ่งเป็นรายได้ของประชาชน คนอยู่ในตลาดแรงงาน ทำให้การบริโภคในพื้นที่มีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากเริ่มชะลอลง กลายเป็นผลข้างเคียงต่อเนื่องไปสู่เรื่องการบริโภคได้



จากภาวะความไม่แน่นอนที่มากขึ้นส่งผลให้การลงทุนของภาคเอกชนได้ชะลอลงด้วย จากตัวเลขของสภาพัฒน์ฯ ที่ออกมาสะท้อนให้เห็นชัดว่า ในไตรมาส 2 การลงทุนของภาคเอกชนโตน้อยลงไปกว่าเดิมมาก จาก 4.4% ในไตรมาสแรกมาเหลือเพียง 2.2% เพราะเมื่อมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น ผู้ประกอบการต่างๆ ต้องระมัดระวัง ฉะนั้นเป็นผลกระทบเกิดกับตัวเศรษฐกิจจริงหรือที่เรียกว่า “เรียล เซ็กเตอร์”

แต่ที่ดูดีหน่อยตรงที่การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวได้ที่ 4.4% แต่นับเป็นการชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องจากที่เคยเติบโต 4.9% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่เครื่องยนต์สำรองที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างภาคบริการและท่องเที่ยวก็เริ่มส่งสัญญาณที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจนจาก 4.9% ในไตรมาสก่อนหน้าเหลือเพียง 3.7% ในไตรมาสนี้

แทบไม่ต้องพูดถึงภาคเกษตรที่ผลผลิตลดลงอย่างน่าใจหายตามที่ปรากฏในสื่อต่างๆ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาความแห้งแล้งและฝนทิ้งช่วง นาข้าวแห้งตาย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ไร่อ้อย เสียหายอย่างยับเยิน ส่วนการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับตัวลดลงทั้งหมดเช่นกัน เรียกว่า เครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทุกตัวเกือบจะเรียกว่า “ดับสนิท” ก็ว่าได้ อย่างไรก็ตาม สภาพัฒน์ฯ ก็ยังใจดีสู้เสือประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจทั้งปีจะเติบโตได้ 2.7-3.2%



สำหรับปัจจัยเสี่ยงในอนาคตในสายตาของสภาพัฒน์ฯ หลักๆ ยังคงเป็นประเด็นที่ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงที่เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าและเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวต่ำกว่าการคาดการณ์ ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของการส่งออกและการท่องเที่ยว ความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกที่สูงต่อเนื่อง รวมถึงสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา การแยกตัวของสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป ความขัดแย้งของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ รวมทั้งภาวะฝนแล้งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้

อาจจะกล่าวได้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในขณะนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว จะเห็นว่า มีความอ่อนไหวและเปราะบางเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลายอย่างที่เราไม่ได้คาดคิดได้เกิดขึ้น โดยเฉพาะปัญหาต่อเนื่องมาจาก ‘สงครามการค้า’ และสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอลง

ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นภาพโดยรวมของประเทศ แต่หากมองลึกเข้าไปเนื้อในของสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศแล้วยิ่งน่าเป็นห่วงกว่านี้หลายเท่า แม้ตัวเลขการบริโภคจะขยายตัวได้ 4.4% เป็นการขยายตัวในอัตราลดลง แต่ภาระหนี้ภาคครัวเรือนกลับสูงถึง 13 ล้านล้านบาท

ปัญหาราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ ตลอดเวลา 5 ปีที่ผ่านมา จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรากหญ้าไม่มีกำลังซื้อ กระทั่งรัฐบาลต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบลดแลกแจกแถมมีโปรโมชั่นต่อเนื่อง แต่เศรษฐกิจฐานรากก็ยังไม่กระเตื้อง ล่าสุดรัฐบาลใหม่อัดเม็ดเงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากอีกกว่า 3 แสนล้านบาทก็คงแค่ผ่อนหนักเป็นเบาในระยะสั้นๆ เท่านั้น



ขณะที่ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ภาคเอกชนของไทยแทบจะไม่ลงทุนอะไรที่ก่อให้เกิดผลผลิตจริงๆ ส่วนใหญ่ตัวเลขการลงทุนที่สูงขึ้นในบางช่วงบางเวลานั้น เป็นการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่การลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นอกจากไม่เพิ่มผลผลิตแล้วยังไม่เพิ่มศักยภาพแรงงานให้สูงขึ้นอีกด้วย

สิ่งที่น่ากังวลอย่างมากสำหรับประเทศไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อประเทศไทยจะเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว นั่นแปลว่า คนแก่ที่ทำงานไม่ได้จะมากกว่า คนหนุ่มคนสาวในวัยทำงาน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมากสำหรับการพัฒนาประเทศ เพราะจะกลายเป็นว่า คนหนุ่มคนสาวซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยของประเทศจะต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูคนแก่ที่ทำงานไม่ได้ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ สังคมไทยในยุคถัดจากนี้ไม่กี่ปีจะเป็นสังคมแก่ก่อนรวย เป็นสังคมที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก

ฟันธงชนิดที่ไม่ต้องกลัวธงหัก เศรษฐกิจไทยที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่ชะลอตัว แต่อยู่ในภาวะที่แย่กว่าที่นึกลึกกว่าที่คิดจริงๆ
................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”
ขอบคุณภาพบางส่วนจาก : Pixabay


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    91%
  • ไม่เห็นด้วย
    9%

บอกต่อ : 157