อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2562

"ชีวิตเกษตรยิ้ม" ที่ชุมชนแม่ทา "รุ่นเล็ก..ผนึกกำลังรุ่นใหญ่"

อยู่ได้จริงไหม?” เป็นคำถามที่ “เกษตรกรคนรุ่นใหม่” ชุมชนแม่ทา ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ใช้จุดชนวนความคิด จนเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวกัน สานต่ออาชีพทำเกษตรดั้งเดิมของครอบครัว ภายใต้วิธีคิดของคนรุ่นปัจจุบัน วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” มีเรื่องราวมาเสนอ อาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม 2562 เวลา 10.30 น.

"จะอยู่ได้จริงไหม?” เป็นคำถามที่ เกษตรกรคนรุ่นใหม่ ของ ชุมชนแม่ทา ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ใช้จุดชนวนความคิด จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวกัน เพื่อสานต่ออาชีพทำเกษตรดั้งเดิมของครอบครัว ภายใต้วิธีคิดของคนรุ่นปัจจุบันที่มีมุมมองน่าสนใจ ซึ่งวันนี้ ทีมวิถีชีวิตมีเรื่องราวมานำเสนอ...

ไม่เห็นสีชมพูเลย?” ใครในคณะของเราเอ่ยขึ้น เมื่อรถแล่นผ่านสะพานทาชมภู สะพานสีขาวที่ตั้งอยู่โดดเด่นกลางทุ่งนาสีเขียว จนเรียกเสียงฮาจากสมาชิกได้ชุดใหญ่ ทั้งนี้ คนที่ไม่เคยผ่านเส้นทาง จ.ลำปาง โดยใช้เส้นทางตัดเข้าทาง จ.ลำพูน ก็คงอาจจะไม่ทราบว่า สะพานทาชมภูที่ว่านี้ อันที่จริงเป็นชื่อของตำบลแห่งหนึ่ง หาใช่สะพานที่ทาสีชมพูแต่อย่างใด แต่ก็ไม่ผิด เพราะชื่อนี้ก็ทำให้คนสับสนได้ไม่น้อย เหมือนกับ บ้านแม่ทาชุมชนเล็ก ๆ ที่ในอดีตห่างไกลจากเมืองเชียงใหม่มาก แถมมีอาณาเขตชิดติดกับ จ.ลำพูนอีก จึงถูกหลงลืมและสับสนว่า...ที่นี่คือที่ไหน? ซึ่งส่งผลทำให้ชุมชนไม่ค่อยได้รับการพัฒนาอย่างที่ควร ทว่า...หลังรัฐบาลในอดีตเปิดให้ทำสัมปทานป่าไม้กับภาคเอกชน ความเจริญก็ค่อย ๆ วิ่งเข้ามา และก็ตามมาด้วยระเบิดเวลาลูกใหญ่ นั่นคือ ปัญหาตัดไม้ทำลายป่าจนผืนป่าขุนแม่ทาแปรสภาพเป็นเขาหัวโล้นในเวลา 40 ปี ซึ่งภายหลังจากสงครามผลาญป่าสงบ บ้านแม่ทาก็เผชิญความท้าทายอีกครั้งจาก ปัญหาการทำเกษตรเชิงเดี่ยว เมื่อมีการส่งเสริมให้ปลูกพืชเศรษฐกิจ จนความต้องการพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการบุกรุกแผ้วถางผืนป่าเพื่อตอบสนองความต้องการในการทำเกษตรประเภทนี้ อีกทั้งระบบเกษตรที่เกิดขึ้นยังเป็นการเพาะปลูกที่ใช้สารเคมีจำนวนมาก จนต่อมาส่งผลกระทบกับชุมชนในหลายมิติ ทั้งเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
   
นี่เป็น ภาพแม่ทาในอดีตที่วันนี้ไม่มีภาพเช่นนี้ให้เห็นอีกแล้ว หลังจากชาวชุมชนแม่ทาได้ กำหนดชีวิตตนเองใหม่
  
ทั้งนี้ เมื่อเร็ว ๆ นี้ “ทีมวิถีชีวิต” ได้รับคำเชิญจาก ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สกว.เดิม หรือปัจจุบันคือ สกสว. ให้ไปเยี่ยมดูการดำเนินงานของ นักวิจัยท้องถิ่นรุ่นใหม่ ของชุมชนแม่ทา ซึ่งนำงานวิจัยมาใช้เพื่อไขรหัสให้กับแนวคิดเรื่องระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ชุมชนนำมาปรับใช้ ภายใต้ชื่อโครงการวิจัย รูปแบบการบริหารจัดการเศรษฐกิจแบบใหม่บนฐานระบบเกษตรกรรมยั่งยืน


 
โดย
คนรุ่นใหม่ เพื่อศึกษาแนวทางที่ชุมชนกำลังทำอยู่นี้...ว่าจะสามารถตอบโจทย์หรือไม่??
     
เรื่องนี้ อภิศักดิ์ กำเพ็ญ หนึ่งในทีมวิจัยชาวบ้าน และสมาชิกกลุ่ม แม่ทาออร์แกนิก ที่เป็นการรวมตัวกันระหว่างเกษตรกรรุ่นใหม่และรุ่นเก่า เพื่อขับเคลื่อนเรื่องของเกษตรอินทรีย์ ผ่านระบบเศรษฐกิจใหม่ เล่าว่า เขาตั้งใจไว้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำว่า จะกลับมายึดอาชีพเกษตรกรของครอบครัว ถึงแม้ตอนนั้นจะมีคำถามในใจว่า เขาจะอยู่ได้จริง ๆ หรือไม่? ซึ่งเขาโชคดีที่ครอบครัวและชุมชนนั้นมีรากฐานที่ดีในเรื่องนี้อยู่แล้ว เมื่อต้องเริ่มต้นเขาจึงแทบไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ส่วนสาเหตุที่ตัดสินใจเลือกทำวิจัยเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ยึดโยงอยู่กับการทำเกษตรอินทรีย์นั้น เขาระบุว่า ตอนที่ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่นของ สกว. เข้ามาคุย พวกเขาก็มาคิดกันว่าจะทำอะไรดี ซึ่งก็มองไปที่เรื่องของข้อมูล เพราะเป็นสิ่งสำคัญมากในยุคนี้ จนเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องนี้
      
ข้อดีของเครื่องมือนี้คือ ถ้าไม่ดี เราก็จะได้แก้ไข เพื่อให้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง เช่น เราจะทำเรื่องเกษตรกรรมยั่งยืน จะทำเรื่องการตลาด เราก็ต้องรู้ว่าผลิตแล้วจะขายต่อยังไง คนที่กินมีใคร เป็นต้น พวกนี้เราต้องเก็บข้อมูลไว้ทั้งหมด หรือต้องอาศัยองค์กรข้างนอกเข้ามาช่วย เพราะเรายังไม่มีองค์ความรู้บางเรื่อง เช่น เรื่องของธุรกิจ ที่เราไม่ถนัด ก็มีภาคเอกชน มีมหาวิทยาลัยมาช่วย ก็ได้มาทำงานไปด้วยกัน เขาบอก
      
ย้อนกลับไปที่คำถามแรกอย่างการทำเกษตรอินทรีย์แบบนี้จะอยู่ได้จริงหรือเปล่า? เขาบอกเราว่า เรื่องนี้ถือเป็นโจทย์สำคัญที่เพื่อน ๆ เกษตรกรรุ่นใหม่หลายคนก็ต้องการจะรู้คำตอบ ทำให้เกิดแนวคิดการนำงานวิจัยมาใช้เพื่อศึกษาว่าแนวทางที่ทุกคนกำลังทำอยู่มีจุดดีหรือจุดอ่อนอย่างไร  เพราะด้วยความที่โลกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น รูปแบบการทำเกษตรแบบเดิมก็อาจจะไม่เพียงพอต่อการปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงนำแนวคิดเรื่องของ ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่มีเรื่องระบบตลาด และระบบบริหารจัดการสมัยใหม่ มาเชื่อมโยงกับการทำเกษตรอินทรีย์นั่นเอง


    
ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่นำมาใช้นี้ พวกเราแค่คิดว่าอยากให้เป็นระบบที่อยู่ได้ด้วยตัวของชุมชนเอง โดยไม่ต้องสร้างมูลค่าที่สูงมากมายอะไรนัก อย่างน้อยแค่ให้ลูกหลานที่กลับบ้านมาเลี้ยงชีพได้ก็พอ อภิศักดิ์ บอกเรา

ขณะที่ สราวุธ วงค์กาวิน สมาชิกของกลุ่มและเป็นหนึ่งในทีมงานวิจัยเช่นกัน บอกว่า เขาดูแลในเรื่องของการรวบรวมผลผลิต โดยมุมมองที่มีต่อการทำเกษตรยุคใหม่นั้น สราวุธ มองว่า เกษตรกรยุคใหม่จำเป็นจะต้องมีแผนการผลิต และต้องไม่ทำสะเปะสะปะ รวมถึงควรศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของกลไกตลาดไว้บ้างเพื่อเป็นข้อมูล เพื่อที่จะเท่าทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว     
      
ที่เราพยายามคือต่อรองกับผู้ซื้อ ก่อนการผลิต เพื่อลดปัญหาการถูกกดราคา เพราะถ้าไม่ต่อรองกันก่อน แต่ไปต่อรองหลังทำการผลิตแล้ว ก็มีแต่จะถูกกดราคา ซึ่งระบบที่นำมาใช้นี้ถือเป็นระบบซึ่งเกื้อกูลกันระหว่างผู้บริโภคและผู้ผลิตสราวุธ อธิบายถึง การตลาดแบบกัลยาณมิตร หรือ CSA (Community Supported Agriculture) ให้
เราฟัง
  
นอกจากจะพยายามสร้าง ระบบตลาดที่เป็นธรรม ขึ้นแล้ว เกษตรกรคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ยังมองไปที่เรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพในการแปรรูปผลผลิตกับการเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าให้มากขึ้น โดยได้เปิดร้านอาหารออร์แกนิกในชุมชนชื่อ แม่ทาออร์แกนิก ขึ้นมา โดยรายละเอียดเรื่องนี้ มัทนา อภัยมูล สมาชิกกลุ่มและหนึ่งในคณะวิจัย แถมยังเป็น ลูกไม้ใกล้ต้น ของ พัฒน์ อภัยมูล ปราชญ์ชุมชนแม่ทา ผู้บุกเบิกเกษตรผสมผสานในพื้นที่นี้ยุคแรก ๆ ที่เล่าให้เราฟังว่า เปิดร้านนี้ขึ้นมาเพราะมีเป้าหมายเพื่อให้ที่นี่เป็นสถานที่สร้างอาชีพ และเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าแปรรูปให้กับกลุ่มเกษตรกร โดยทางกลุ่มจะนำผลผลิตที่เกิดขึ้นมาแปรรูปในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งเมนูอาหาร กาแฟ เครื่องดื่ม รวมถึงยังมีสินค้าแปรรูปอื่น ๆ และสินค้าทางการเกษตร เช่น เมล็ดพันธุ์ออร์แกนิกที่ผลิตขึ้น นำมาวางขายที่ร้านอีกด้วย เพราะเชื่อมั่นว่าผู้บริโภคคือช่องทางที่มีพลังมากในยุคปัจจุบันนี้
      
ที่ร้านจะใช้ระบบแบบฝากขาย โดยผู้ผลิตจะคิดต้นทุนและราคาขายหน้าร้านมาเอง โดยจะแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้กับทางร้านตามความเหมาะสม ซึ่งนอกจากเปิดร้านแล้ว เราก็ยังเปิดเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ Maetha Organic ขึ้น เพื่อใช้เป็นอีกช่องทางสื่อสารหนึ่งระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคด้วย เธอกล่าว พร้อมกับย้ำถึงจุดมุ่งหมายที่เข้ามาเป็นหนึ่งในคณะวิจัยของชุมชนว่า เพราะ เชื่อว่ากระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นระหว่างทำงานจะช่วยทำให้ค้นพบคำตอบ และทำให้เห็นภาพต่าง ๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงข้อมูลที่พบยัง อาจจะนำมาใช้ต่อยอดขยายผลไปสู่กิจกรรมเรื่องอื่น ๆ ให้กับชุมชนได้ต่อไปในอนาคตด้วย
  
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทาง อภิศักดิ์ ก็เสริมกับเราไว้ถึงความคาดหวังว่า หวังว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นนี้จะทำให้ชุมชนมีข้อมูลมากพอที่จะใช้ตัดสินใจในอนาคตของตนเองต่อไปว่า ตรงไหนคือทางออก ทางตัน และถึงแม้ระหว่างทางทุกคนอาจจะเดินผิดทาง แต่อย่างน้อยความผิดพลาดนั้นก็ยังทำให้เกิดกระบวนการการเรียนรู้ด้วยตัวเองอยู่ดี 
         
ประโยชน์อีกเรื่องของการมาทำวิจัยคือ จากตอนแรกที่พวกเรานั้นต่างคนก็ต่างทำงานตามหน้าที่ของตัวเองไป แต่พอต้องมาทำวิจัยนี้ก็ทำให้เราได้มีจุดศูนย์กลางในการรวมตัวกันมากขึ้นครับ เกษตรกรรุ่นใหม่คนเดิมระบุทิ้งท้าย
  
...นี่เป็นเรื่องราวของ เกษตรกรคนรุ่นใหม่ ของ ชุมชนแม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ที่นำความรู้และทักษะของโลกสมัยใหม่มาผสมผสานเข้ากับ ฐานความรู้ของคนรุ่นเก่าจนเกิดโมเดลน่าสนใจ ทั้งนี้ วันนั้น ทีมวิถีชีวิตได้โบกมือลาชุมชนดังกล่าว และเดินทางกลับออกมาด้วยเส้นทางเดิมที่เราใช้เดินทางเข้าไป หากแต่ระหว่างเดินทางกลับให้ความรู้สึกไม่เหมือนเก่า เราไม่รู้สึกสับสนกับความซับซ้อนของเส้นทางแล้ว จากการที่เรามีความเข้าใจเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับ ชาวชุมชนแม่ทา ที่... โอกาสที่จะหลงทางลดลง.

.........................................................
ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 33