อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 15 ตุลาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 15 ตุลาคม 2562

นายกฯ เปรม ผู้ให้กำเนิด "บางจากฯ"

“ป๋าเปรม” กับ “บางจาก” จุดกำเนิด “บางจากฯ ของคนไทย หัวใจไท” พุธที่ 4 กันยายน 2562 เวลา 09.00 น.


ทว่าความพยายามของรัฐบาลในการตรึงราคาขายน้ำมันในประเทศส่งผลให้น้ำมันยิ่งขาดแคลนหนักขึ้นอีก เพราะบริษัทน้ำมันต่างพากันลักลอบนำน้ำมันออกไปจำหน่ายในตลาดภายนอกที่ได้ราคาดีกว่า หนึ่งในนั้นคือบริษัทซัมมิทฯ ผู้เช่าโรงกลั่นน้ำมันบางจาก ซึ่งทำผิดสัญญาเช่าหลายครั้งทั้งยังไม่ดูแลรักษาโรงกลั่นเท่าที่ควร ทำให้โรงกลั่นอยู่ในสภาพทรุดโทรม

บริษัทซัมมิทฯ จึงต้องส่งมอบโรงกลั่นน้ำมันบางจากคืนแก่รัฐบาลในเดือนมีนาคม  2524 ปีเดียวกับที่มีการขุดพบแหล่งน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์
ครั้งแรกของประเทศ ที่กิ่งอำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร และบ้านประดู่เฒ่า จังหวัดสุโขทัย และยังเป็นปีเดียวกับที่พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ทำพิธีเปิดระบบท่อส่งแก๊สธรรมชาติจากมาบตาพุด จังหวัดระยอง ไปยังโรงไฟฟ้าบางปะกง นับเป็นการผลิตแก๊สธรรมชาติเชิงพาณิชย์ครั้งแรกของประเทศ อันถือเป็นหมุดหมายเริ่มต้น “ยุคโชติช่วงชัชวาล” ที่ประเทศไทยจะได้พึ่งพาตนเองในด้านพลังงานมากยิ่งขึ้น



หลังจากรัฐบาลได้รับมอบโรงกลั่นบางจากคืนมา มีการเปลี่ยนชื่อโรงกลั่นน้ำมันซัมมิทฯ เป็น “โรงกลั่นน้ำมันทหาร (บางจาก)” โดยมอบหมายให้กรมการพลังงานทหารบริหารงานด้านเทคนิค ร่วมกับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ที่ช่วยดูแลทางธุรกิจ ทว่าหลังจากดำเนินการต่อมาได้อีกไม่กี่ปี เกิดขาดทุนสะสมถึงราว 4,000 ล้านบาท จนกลายเป็นภาระหนักอึ้งของรัฐบาล และเริ่มมีผลต่อฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศ 

ด้วยความช่วยเหลือด้านเงินกู้จากธนาคารโลก คณะรัฐมนตรีในสมัยของพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ จึงมีมติเมื่อเดือนมิถุนายน 2527 อนุมัติให้จัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาบริหารงานโรงกลั่น คือบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด ตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายปิโตรเลียมแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพราะรัฐบาลในขณะนั้นเข้าใจดีว่าธุรกิจปิโตรเลียม มีการแข่งขันสูงและมีความเปลี่ยนแปลงด้านราคาขายและต้นทุนตลอดเวลา จึงสนับสนุนให้บริษัทบางจากฯ มีอิสระ เอกภาพ และความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ เช่นเดียวกับบริษัทเอกชน

บริษัทบางจากฯ จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2527 ในการนี้รัฐบาลได้แต่งตั้งให้ “ซูเปอร์เค” เกษม จาติกวณิช ( 2467-2553) อดีตผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นประธานกรรมการคนแรก โดยมี โสภณ สุภาพงษ์ อดีตรองผู้ว่าการ การปิโตร-เลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) เป็นผู้จัดการใหญ่  พลเอกเปรมเล่าว่า

“ผมไม่เคยรู้จักคุณโสภณ (โสภณ สุภาพงษ์) มาก่อน คุณโสภณมาทำงานกับรัฐบาลผมตอนนั้นเขาอยู่ที่ ปตท. ได้เงินเดือนเป็นหมื่น ๆ สมัยก่อนมันเยอะนะครับ ผมพบเขาในที่ประชุม แล้วก็ได้รับคำบอกเล่าว่าคุณโสภณเป็นคนเก่ง เมื่อรู้จักกันพอสมควรแล้วผมก็บอกว่า คุณโสภณไปช่วยกันหน่อยเถอะ เขาก็ลาออกจากบริษัท ปตท. มาดูแลบางจาก มารับเงินเดือนไม่ถึงหมื่น...”

ในเบื้องต้น โสภณ สุภาพงษ์ ขอเวลา  5 ปี เพื่อปรับปรุงฟื้นฟูกิจการโรงกลั่น  เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “สิ่งที่ผมทำอันแรกคือตัดหญ้าให้เขา (พนักงาน) แล้วก็ซ่อมห้องน้ำทุกห้อง...เราช่วยทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ใกล้ตัวเขาหมด หาเครื่องแบบหาเข็มขัดนิรภัยใส่...ทุกอย่างที่เกี่ยวกับชีวิตผมให้ความสำคัญอันดับแรก...ปรากฏว่าจากที่ขอเวลา 5 ปี พอ 3 เดือนก็กำไรแล้วครับ”

ด้วยการอุทิศตนอย่างเต็มกำลังของผู้บริหารและพนักงานได้เปลี่ยนโฉมหน้าโรงกลั่นน้ำมันบางจากจากธุรกิจที่ไม่มีใครต้องการ กลายมาเป็นผลกำไรระดับ 500-800 ล้านบาทต่อปี ติดอันดับ 1 ใน 10 ของบริษัทที่มียอดขายสูงสุดของประเทศ จนได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็น “ผลงานชิ้นงาม” จากยุครัฐบาลพลเอก เปรม ติณสูลานนท์

“เมื่อรู้จักกันพอสมควรแล้ว
ผมก็บอกว่า คุณโสภณไปช่วย
กันหน่อยเถอะ เขาก็ลาออกจาก
บริษัท ปตท. มาดูแลบางจาก
มารับเงินเดือนไม่ถึงหมื่น...”

พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    88%
  • ไม่เห็นด้วย
    13%

บอกต่อ : 69