อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2562

พระโอวาทสมเด็จพระสังฆราช หมั่นฝึกอบรมให้มีสติ

สัปดาห์นี้สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระโอวาท ครม. จงหมั่นฝึกอบรมตนให้มีสติระลึกรู้ ไม่ให้เกิดภาวะเหลิงอำนาจ จนนำไปสู่การกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ พฤหัสบดีที่ 5 กันยายน 2562 เวลา 10.00 น.


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม นำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายสักการะ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก เพื่อขอประทานพร เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 62 ที่ห้องประชุมมหาเถรสมาคม อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม





การเข้ากราบสักการะของคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ สมเด็จพระสังฆราชได้ประทานพระโอวาทว่า “ฝ่ายบริหารย่อมมีหน้าที่สำคัญในการทำนุบำรุงบ้านเมืองไทยให้เป็นปกติสุขร่มเย็น มีความมั่นคงปลอดภัยและเจริญก้าวหน้าในทุกด้าน การกระทำหน้าที่ตามตำแหน่งที่ดำรงอยู่ ย่อมต้องใช้อำนาจเป็นอุปกรณ์สำคัญในการทำงาน จึงขอเน้นย้ำให้ท่านทั้งหลายจงหมั่นฝึกอบรมตนให้มีสติระลึกรู้เป็นเครื่องกำกับการกระทำทางกายและวาจาอยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เกิดภาวะเหลิงอำนาจหรือหลงอำนาจ จนนำไปสู่การกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ว่าสติสัมปชัญญะเป็นธรรมอันมีอุปการะมาก เพราะฉะนั้นการทำงานทุกระดับหากมีสติเป็นเครื่องระลึกมีสัมปชัญญะเป็นเครื่องรู้ตัวให้เหนี่ยวรั้งจิตใจตนอยู่เสมอแล้ว ความผิดพลาดจะไม่เกิดขึ้น หรือหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้นบ้าง จะแก้ไขได้ทันท่วงทีก่อนจะเกิดความเสียหายใหญ่หลวงมากขึ้นจนเหนือการควบคุม ขอให้ทุกท่านจงมีสติสำนึกรู้ไว้เสมอว่า ความชอบด้วยกฎหมายและความชอบธรรมแห่งฐานะที่ดำรงอยู่ คืออำนาจที่แท้จริง อำนาจไม่อาจเกิดได้โดยชอบหากไม่มีรากฐานจากคุณธรรม จึงขอให้ทุกท่านมั่นคงในคุณธรรม จริยธรรมของความเป็นผู้ใหญ่ พรั่งพร้อมด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ อดทนและพากเพียร ในการประกอบกรณียกิจเพื่อจรรโลงสถาบันหลักของชาติและประชาชนให้รุ่งเรืองไพบูลย์สืบไป”


พระโอวาทของสมเด็จพระสังฆราช มีความสำคัญยิ่งต่อชาวพุทธทุกคนไม่เพียงแต่คณะรัฐมนตรีเท่านั้น เพราะเป็นแก่นในหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากชาวพุทธไม่มีการศึกษาพระธรรมที่ตรงตามพระพุทธพจน์ในพระไตรปิฏกแล้วก็ยากที่จะเข้าใจในหลักธรรมคำสอนได้ ซึ่งมีความละเอียดลึกซึ้งยิ่งทั้งในอรรถและพยัญชนะ



พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ถึงความจริงแท้ (อริยสัจธรรม) คือ นามธรรมหรือนามธาตุหรือนามขันธ์ และรูปธรรมหรือรูปธาตุหรือรูปขันธ์ นามธรรม คือ สภาพรู้ที่มีทั้งจิตและเจตสิกประกอบกัน จิตเป็นสภาพรู้ เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ เกิดพร้อมกับเจตสิก มีการเกิดดับสลับกันไปตามเหตุปัจจัย ส่วนเจตสิกเป็นสภาพรู้ ปรุงแต่งจิต รู้อารมณ์เดียวกับจิต มีการเกิดดับสลับกันไปตามเหตุปัจจัย

สติและสัมปชัญญะที่สมเด็จพระสังฆราชประทานโอวาทนั้น ทั้งสติและสัมปชัญญะเป็นเจตสิก สติเป็นโสภณเจตสิก เกิดกับจิตที่ดีงาม (กุศลจิต) ทำหน้าที่ระลึกรู้ตามความจริง ส่วนสัมปชัญญะเป็นอโมหะเจตสิกหรือปัญญาเจตสิก ทำหน้าที่รู้ชัดตามความจริง

ผู้ศึกษาพระธรรมที่มีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องและมีการน้อมนำไปประพฤติปฏิบัติรักษากาย วาจาและใจให้สุจริต อีกทั้งมีการอบรมเจริญปัญญาตามลำดับด้วยความเห็นถูก (สัมทิฏฐิ) โดยปราศจากการมีตัวตน (อัตตา ) เข้าไปกระทำ สติเจตสิกและสัมปชัญญะเจตสิก ก็จะเจริญขึ้นโดยการไม่มีตัวตน(อนัตตา) จึงจะเป็นหนทางที่ถูกต้องตามหลักไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยง (อนิจจัง ) ความทุกข์ (ทุกขัง) ความไม่มีตัวตน (อนัตตา)
……………………...
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 263